ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 817 เดินหน้าอย่างไร้ความเกรงกลัว
เนื่องจากรอยแยกห้วงมิติที่เชื่อมโยงไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ยกำลังจะเปิด ออก อาณาจักรวอหลิวจึงยิ่งเปลี่ยนมาเป็นครึกครื้น
ตอนที่เนี่ยเทียนเดินออกมาจากในค่ายกลนำส่งแห่งมิติและมาปรากฏ ตัวอยู่ในหอเรือนหินของสำนักอักขระเทพ เงยหน้ามองท้องฟ้าเขาก็เห็น ว่ามีเรือรบทางช้างเผือกจอดอยู่หลายลำ
เรือโบราณเหล่านั้นมีทั้งที่เป็นของสำนักอักขระเทพ สำนักภูเขาพัน กระบี่ สำนักทองไพศาลของดินแดนพงฟ้า แต่ที่มากกว่านั้นกลับมาจาก สำนักที่ไม่รู้ที่มา
ยังมีเรือรบทางช้างเผือกที่มีลักษณะโบราณแปลกประหลาดอีกไม่ น้อยที่เห็นได้ชัดว่าไม่โดดเด่นซึ่งจอดนิ่งอยู่เช่นกัน
“วิธีการเดินทางไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ยอาจมีอยู่ในอาณาจักรดวงดาว หรือฟ้าดินแห่งอื่นเช่นกัน แต่ไม่ใช่อาณาจักรดวงดาวและอาณาจักรของ ชนต่างเผ่าทุกแห่งที่สามารถเดินทางเข้าไปในสนามรบสุ้ยเมี่ยได้อย่าง ง่ายดาย” ต้วนสือหู่ที่มาพร้อมเขาเอ่ยอธิบายเบาๆ “ชนต่างเผ่าบางเผ่าก็ จะอาศัยรอยแยกห้วงมิติในอาณาจักรวอหลิวเดินทางไปยังสนามรบสุ้ย เมี่ยเช่นกัน”
เนี่ยเทียนพยักหน้าแสดงว่าเข้าใจ หันไปสอบถามจิ่งโหรว “หากผู้ฝึก ลมปราณของดินแดนดาวตกและคนจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ต้องการไป สนามรบสุ้ยเมี่ย ต้องทำตามกฎอะไรบ้าง?”
“ง่ายมาก ทุกคนที่เข้ามาแค่จ่ายหยกวิเศษคนละหนึ่งหมื่นก้อนก็ พอแล้ว” จิ่งโหรวยิ้มสดใส “หยกวิเศษพวกนั้นเมื่อเอามาคำนวณรวมกัน สำนักอักขระเทพ สำนักทองไพศาลและสำนักภูเขาพันกระบี่สามฝ่ายจะ เอามาแบ่งกัน”
“หยกวิเศษหมื่นก้อน…” เนี่ยเทียนหัวเราะแห้งๆ
ตอนที่เขาสังเกตการณ์รูปปั้นหินทั้งแปดในทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว สำนักฟ้ากลมเก็บหยกวิเศษจากเขาไปสองหมื่นก้อน คาดไม่ถึงว่าการจะ เข้าไปในสนามรบสุ้ยเมี่ยยังต้องจ่ายหยกวิเศษหมื่นก้อนเป็นค่าตอบแทน
หยกวิเศษหมื่นก้อนเท่ากับหินวิเศษหนึ่งล้านก้อน เขาที่ใช้จ่ายมือเติบ ยังรู้สึกปวดหัว
ปีนั้นที่เขาฝ่าทะลุขอบเขตยังใช้หยกวิเศษช่วยเพียงแค่สิบกว่าก้อน เท่านั้น ตอนนี้มาอยู่ในดินแดนปราการดวงดาวและดินแดนพงฟ้า ไม่ว่า จะทำอะไรก็ล้วนจำเป็นต้องใช้หยกวิเศษหมื่นก้อนมาเป็นใบเบิกทาง นี่ทำ ให้เขาหงุดหงิดอย่างมาก
เขารู้ดีว่าด้วยรายได้เมื่อสิบปีก่อนของสำนักหลิงอวิ๋น เกรงว่าก็คงมีแค่ หินวิเศษประมาณหนึ่งล้านก้อนเท่านั้น
“ราคานี้ อันที่จริงนับว่าค่อนข้างยุติธรรมแล้ว” จิ่งโหรวอธิบายด้วย รอยยิ้ม “สนามรบสุ้ยเมี่ยมีความมหัศจรรย์ไร้ที่สิ้นสุด หากยังใช้ชีวิตอยู่ที่ นั่นต่อไป ผลเก็บเกี่ยวย่อมต้องไม่ธรรมดา วัตถุดิบระดับใต้ดินราคาต่ำสุด ก็ยังเริ่มที่สิบล้านหยกวิเศษ ได้มาครองชิ้นหนึ่งก็สามารถชดเชยความ เสียหายทั้งหมดได้”
“ชนต่างเผ่า สัตว์โบราณที่ตายอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยมีมากจนนับไม่ หมด หากโชคดีได้ศพของพวกมันมาแล้วย้อนกลับมายังอาณาจักรวอหลิว ก็นับว่าได้สมบัติก้อนใหญ่”
“นอกจากนี้บุคคลระดับเขตวิญญาณ แดนว่างเปล่าก็อาจจะสามารถ บรรลุความลี้ลับที่อยู่ในนั้น มีความหวังที่จะได้เลื่อนสู่ขอบเขตอย่างใหม่ เช่นเขตวิญญาณก็อาจได้เลื่อนเป็นแดนว่างเปล่า แดนว่างเปล่าก็เลื่อนสู่ แดนเอตทัคคะ หยกวิเศษแค่หนึ่งหมื่นก้อนจะไปมากมายอะไร?”
เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน “ถึงอย่างนั้นก็ต้องรอดชีวิตกลับมานี่นา”
จิ่งโหรวยิ้มตาหยี “ช่วยไม่ได้ จ่ายหยกวิเศษหมื่นก้อนเพื่อเข้าไปใน สนามรบสุ้ยเมี่ยคือข้อตกลงร่วมกันของสำนักอักขระเทพ สำนักทอง ไพศาลและสำนักภูเขาพันกระบี่ ในฐานะที่เป็นผู้ตั้งกฎ สำนักอักขระเทพ ของเราย่อมไม่สามารถเป็นคนทำลายกฎเองได้ สำหรับผู้แข็งแกร่งเขต วิญญาณแล้ว หยกวิเศษหมื่นก้อนไม่นับว่ามากมาย น่าจะพอมีจ่าย”
เนี่ยเทียนชี้มาที่ตัวเอง “แล้วข้าล่ะ?”
ต้วนสือหู่สีหน้าหนักอึ้ง “เจ้าก็อยากไปรึ?”
“อืม” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับเบาๆ
จิ่งโหรวเก็บรอยยิ้มกลับคืน กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เนี่ยเทียน แม้ เจ้าจะเป็นบุตรแห่งดวงดาว แต่เจ้ามีขอบเขตแค่เขตสามัญ ข้าแนะนำว่า เจ้าอย่าเสี่ยงอันตรายจะดีกว่า”
“ข้าอยากเข้าไปดูสักหน่อย” เนี่ยเทียนกล่าว
ต้วนสือหู่นิ่งเงียบไม่เอ่ยคำใด
จิ่งโหรวนิ่งคิดไปครู่จึงพูดว่า “สำนักอักขระเทพ สำนักทองไพศาล และสำนักภูเขาพันกระบี่ล้วนมีจำนวนของคนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปอยู่ ในมือ ในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์น้องของสือหู่ ถ้าอย่างนั้นเจ้าและผู้อาวุโสอูที่คิด จะเข้าไปในสนามรบสุ้ยเมี่ยก็สามารถนับรวมกับรายชื่อของสำนักอักขระ เทพเราได้โดยที่ไม่ต้องเก็บหยกวิเศษ แต่ถ้าเป็นคนอื่นๆ ไม่ว่าจะมาจาก ดินแดนดาวตกหรือดินแดนปราการดวงดาวก็ยังจำเป็นต้องทำตามกฎ”
“ข้าเข้าใจ” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
จากนั้นเขาก็ไปพบอูจี้พร้อมกับต้วนสือหู่
หลังจากมาถึงอาณาจักรวอหลิว อูจี้ก็ได้รวบรวมวัตถุดิบบางอย่างผ่าน การช่วยเหลือจากต้วนสือหู่ แล้วจึงมาฝึกตนอยู่ในห้องลับของหอเรือนหิน ที่สำนักอักขระเทพแบ่งให้กับเนี่ยเทียน รอคอยให้สนามรบสุ้ยเมี่ยเปิด
เมื่อเห็นคนทั้งสองมาถึง อูจี้ก็คลี่ยิ้ม กวักมือบอกเป็นนัยให้พวกเขานั่ง ลง
ต้วนสือหู่กล่าวเสียงหนัก “อาจารย์ ขอท่านโปรดคิดให้ดีก่อนจะไป สนามรบสุ้ยเมี่ย!”
อูจี้โบกมือกล่าวเสียงเรียบ “ข้าตัดสินใจแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องเกลี้ย กล่อมอีก”
“อาจารย์ ข้าจะไปกับท่านด้วย” เนี่ยเทียนพูดด้วยรอยยิ้ม
อูจี้อึ้งไปเพียงครู่เดียวก็พูดด้วยน้ำเสียงเบิกบาน “ดีสิ”
ต้วนสือหู่เอ่ยขึ้นอย่างทนไม่ไหวอีกต่อไป “พวกเจ้าสองคนนี่นะ…”
“เป็นตายอยู่ที่ชะตาลิขิต รวยจนอยู่ที่การลองเสี่ยง” อูจี้มองโลกอย่าง เปิดกว้าง “ไม่ว่าสนามรบสุ้ยเมี่ยจะมีอะไร ขอแค่มีคนรอดชีวิตกลับ ออกมา ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็มีความหวัง หลายปีมานี้ ข้าแทบจะไม่เคย เดินออกไปจากอาณาจักรหลีเทียนก็เพราะเป็นกังวลว่าหากข้าไม่อยู่ อาณาจักรหลีเทียนจะถูกอาณาจักรคุนหลัวและอาณาจักรเฮยเจ๋อฮุบไป ครอง”
“จะอย่างไรข้าก็มาจากสำนักหลิงอวิ๋น ปกป้องความปลอดภัยของ สำนักคือหน้าที่ของข้า”
“ตอนนี้ไม่ว่าข้าจะอยู่อาณาจักรหลีเทียนหรือไม่ อาณาจักรแห่งนั้นก็ จะเจริญรุ่งเรืองได้เพราะเนี่ยเทียน ข้าเชื่อว่าคนของสำนักหลิงอวิ๋นจะต้อง ได้รับการดูแลจากดินแดนดาวตก ได้รับความเคารพเลื่อมใสจากผู้คน”
“ไม่มีความกังวลข้อนี้อยู่ ในที่สุดข้าจึงกล้าวางใจออกเดินทางไปทั่ว ทุกแห่ง”
“ในเมื่อในสนามรบสุ้ยเมี่ยมีแม่น้ำแห่งกาลเวลาปรากฎ อีกทั้งรอย แยกห้วงมิติในอาณาจักรวอหลิวไม่ได้เปิดออกตลอดเวลา ข้าย่อมต้องไป เสี่ยงดวงดูสักหน่อย”
“หากโชคดีได้พบแม่น้ำแห่งกาลเวลา ได้ทำความเข้าใจกับความลี้ลับ ของมัน เส้นทางการฝึกตนของข้าหลังจากนี้ก็จะไร้อุปสรรค”
“ข้าจำเป็นต้องลองเดิมพันดูสักครั้ง เพราะว่าทางช้างเผือกกว้างใหญ่ ไพศาล มีอาณาจักรมากมายไร้ที่สิ้นสุด ทว่าสถานที่ที่ช่วยให้ข้าบรรลุพลัง แห่งห้วงเวลาได้อย่างแท้จริงกลับน้อยนิดยิ่งนัก”
เห็นว่าอูจี้ยืนกราน ต้วนสือหู่ก็ได้แต่ถอนหายใจ ไม่พูดให้มากความอีก
อาจารย์และศิษย์สามคนพูดคุยกันอย่างเบิกบานอยู่ในห้องลับเล็กๆ แห่งนั้นเป็นเวลานาน
สุดท้ายก็เป็นอูจี้ที่เอ่ยเร่งให้เนี่ยเทียนไปเตรียมตัว พยายามรวบรวม วัตถุดิบและสิ่งของทุกอย่างที่จำเป็นต่อการฝึกตนและการต่อสู้ให้ได้ โดยเร็วที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้เป็นระยะเวลานานในสนาม รบสุ้ยเมี่ย
เนี่ยเทียนและต้วนสือหู่จากมาพร้อมกัน ก่อนที่เนี่ยเทียนจะไหว้วาน ให้ต้วนสือหู่ช่วยหาหินดวงดาว เนื้อสัตว์วิเศษระดับสูงหรือไม่ก็ศพของชน ต่างเผ่าระดับสูง รวมไปถึงวัตถุดิบธาตุไม้ ธาตุไฟให้กับเขา
ในมือของเขามีหินวิเศษและวัตถุดิบที่ไม่จำเป็นมากมาย ซึ่งเขาได้ มอบของเหล่านั้นให้กับต้วนสือหู่ ให้อีกฝ่ายช่วยเอาออกไปขายโดยเร็ว ที่สุด
ขณะที่ต้วนสือหู่ช่วยเขาขายวัตถุดิบเหล่านั้นเพื่อเอาไปซื้อวัตถุดิบ พิเศษที่เหมาะสมในการฝึกตนของเขา เนี่ยเทียนเองก็ได้แจ้งสถานการณ์ ของทางฝั่งนี้ให้พวกผู้แข็งแกร่งมากมายจากดินแดนดาวตกที่เดินทาง มายังอาณาจักรวอหลิวทราบ
พวกฝานข่าย จงเจิงต่างก็ยอมรับในราคาหยกวิเศษหมื่นก้อน จากนั้น ก็ทยอยกันไปหาเมิ่งหลีจากสำนักอักขระเทพเพื่อเอาหยกวิเศษหมื่นก้อน ไปจ่ายให้ตัวเองมีคุณสมบัติในการเข้าไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ย
หัวมู่ฉีป๋ายลู่เองก็ตัดสินใจจะไปสนามรบสุ้ยเมี่ยเช่นกัน
มีเพียงหลี่มู่หยางและสิ่งหวนเยว่เท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์มหาศาล จากอาณาจักรคูเหยียน พวกเขาจึงไม่รีบร้อน ยังคงเลือกจะฝึกตนอยู่ใน อาณาจักรคูเหยียนต่อไป
หลังจากผ่านไปอีกหลายวัน เยว่เหยียนสี่ที่ได้รับข่าวจากเขาก็เดิน ทางผ่านค่ายกลนำส่งในอาณาจักรเลี่ยคงมายังอาณาจักรวอหลิวเช่นกัน
เยว่เหยียนสี่ไม่ได้มาเพียงคนเดียว ยังพากวานฝู่ เจี่ยนถงและเจียงเฟิง จากเขาสุขาวดีมาพร้อมกันด้วย
นอกจากนี้อินย่าหนันและมู่ปี้ฉงก็ปรากฏตัวอยู่ในที่แห่งนี้เช่นกัน
เมื่อเนี่ยเทียนบอกแน่ชัดว่าหากคิดจะเข้าไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ยต้อง จ่ายหยกวิเศษหมื่นก้อนให้กับสำนักอักขระเทพ พวกเขาต่างก็ยอมรับใน ราคานี้ บอกว่าราคานี้ถือว่ายุติธรรมดี
“พวกท่านรู้ความอันตรายของสนามรบสุ้ยเมี่ยจริงๆ หรือ?” เนี่ย เทียนขมวดคิ้ว
เยว่เหยียนสี่พยักหน้ารับเบาๆ “ย่อมต้องรู้อยู่แล้ว แต่ว่าอินย่าหนัน และมู่ปี้ฉงสองคนมีความมหัศจรรย์ในตัวเอง หากพวกนางแค่เข้าออกริม ขอบนอกของสนามรบสุ้ยเมี่ย ไม่ได้เข้าไปลึกข้างในก็ไม่น่าจะมีอันตราย
อะไร พวกนางมีความได้เปรียบ แต่นังหนูเฉียวไม่มี ดังนั้นสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราจึงไม่ได้อนุญาตให้นางมาด้วย”
“ไปที่นั่นแล้วได้เปรียบ…” เนี่ยเทียนคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจได้
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งของอินย่าหนันน่าจะแปรสภาพเสร็จสมบูรณ์แล้ว เมื่อมันมีสายเลือดระดับแปด พลังการต่อสู้ก็เทียบเคียงได้กับแดนว่าง เปล่าของเผ่ามนุษย์
แม้เนี่ยเทียนจะไม่เห็นงูเหลือมเลือดน้ำแข็งปรากฏตัว แต่คลื่นปราณ เลือดที่อ่อนจางซึ่งแผ่ออกมาจากในร่างของอินย่าหนันก็ยังทำให้เขารู้สึก หวาดหวั่นได้อยู่ดี
มีงูเหลือมเลือดน้ำแข็งสายเลือดระดับแปด บวกกับที่อินย่าหนันเป็น เขตลี้ลับ อีกทั้งร่างกายยังแข็งแกร่ง นางเข้าไปในรอบนอกของสนาม รบสุ้ยเมี่ยก็คงมีความหวังอย่างแท้จริง
ส่วนมู่ปี้ฉงนั้น ดอกไม้ปีศาจในร่างของนางก็มีความลึกลับเกินคาดเดา ไม่ต่างกัน เจียงเฟิงกล้าพานางมาที่นี่ ย่อมต้องมีความมั่นใจในตัวนาง
“ตกลง” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
หลังจากที่พวกเยว่เหยียนสี่มาถึงก็ไปหาเมิ่งหลีจากสำนักอักขระเทพ เพื่อจ่ายหยกวิเศษก่อน
จากนั้นพวกเขาก็อยู่ในอาณาจักรวอหลิวเพื่อเก็บรวบรวมวัตถุดิบจาก แต่ละฝ่ายของดินแดนพงฟ้าและจากมือของชนต่างเผ่าเพื่อแลกมาเป็น วัตถุดิบที่เหมาะสมในการฝึกตนและการต่อสู้ของพวกเขา
ไม่นานนักต้วนสือหู่ก็มาหาแล้วมอบแหวนเก็บของวงหนึ่งให้กับเนี่ย เทียน
“วัตถุดิบและอาวุธที่เจ้าให้ข้าเอาไปขาย ข้าล้วนแลกเปลี่ยนมาให้ หมดแล้ว” ต้วนสือหู่สีหน้าซับซ้อน “ช่องทางที่สามารถเข้าไปยังสนาม รบสุ้ยเมี่ยจะเปิดขึ้นในอีกครึ่งเดือนให้หลัง”
รับแหวนเก็บของวงนั้นมา เนี่ยเทียนส่งกระแสจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งให้ เข้าไปสำรวจภายในจึงมองเห็นเนื้อสัตว์วิเศษที่กองทับถมกันเป็นเหมือน ภูเขาลูกย่อม
นอกจากเนื้อสัตว์วิเศษแล้วยังมีหินดวงดาวอีกสามหมื่นก้อน นอกจากนี้ยังมีหินวิเศษธาตุเปลวเพลิงและรากไม้ที่แฝงเร้นจิงชี่พืชหญ้าไว้ อีกมากมาย
นอกจากนี้ยังมีหยกวิเศษอีกหนึ่งพันก้อน
“ศิษย์พี่ อาวุธวิเศษและวัตถุดิบที่ข้ามอบให้ท่านไม่น่าจะแลกของมา ได้มากมายขนาดนี้กระมัง?” เนี่ยเทียนกวาดตามองครั้งหนึ่งก็รู้ว่าอาวุธ วิเศษและวัตถุดิบที่เขามอบให้กับต้วนสือหู่ไม่มีมูลค่าสูงขนาดนี้ ของที่ เพิ่มเติมมาต้องมาจากของส่วนตัวของต้วนสือหู่ที่ช่วยหามาเสริมให้กับเขา
ต้วนสือหู่หัวเราะเฮอๆ
เนี่ยเทียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็หยิบผลึกจิตวิญญาณห้าสิบก้อนออกมา จากในแหวนเก็บของอีกหนึ่งวงแล้วจับยัดเข้าไปในมือของเขา “ผลึกจิต วิญญาณพวกนี้ ท่านกับพี่สะใภ้เอาไว้ใช้ฝึกตน”
“ไม่ได้หรอก!” ต้วนสือหู่ตัวสั่นสะท้าน “มูลค่าของผลึกจิตวิญญาณ เหนือเกินว่าวัตถุดิบและอาวุธวิเศษที่เจ้ามอบให้ข้ามากโขนัก ไม่ว่าชนเผ่า ไหน ผลึกจิตวิญญาณก็ล้วนถือเป็นของหายาก ขอบเขตของเจ้าต่ำต้อย แถมยังต้องไปที่สนามรบสุ้ยเมี่ย เก็บผลึกจิตวิญญาณเอาไว้มากหน่อย ย่อมช่วยรับประกันความปลอดภัยของเจ้าได้มากขึ้น!”
“ข้ายังมีอีกไม่น้อย มากพอให้ใช้ในชีวิตประจำเป็น ท่านจำเป็นต้อง รับเอาไว้!” เนี่ยเทียนยัดผลึกจิตวิญญาณใส่มือเขาอย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ
ต้วนสือหู่ถอนหายใจเบาๆ พยักหน้ากล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ข้าเองก็ ไม่ปฏิเสธน้ำใจแล้ว ผลึกจิตวิญญาณเหล่านี้มีประโยชน์สำหรับการเลื่อน ขอบเขตของข้ากับเสี่ยวโหรวอย่างแท้จริง”
พริบตาเดียวเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งมาถึงวันที่รอยแยกห้วง มิติเส้นนั้นเปิดออก
และวันนี้จ้าวซานหลิงก็เดินออกมาจากม่านน้ำนอกอาณาจักรวอหลิว
พอเขาเดินออกมาก็กวักมือหนึ่งครั้ง ก่อนที่เจดีย์ซวีหลิงซึ่งอยู่ในค่าย กลนำส่งซึ่งเดินทางข้ามผ่านอาณาจักรได้จะบินออกมาหาเขา
เจดีย์ซวีหลิงพลันหายเข้าไปในหว่างคิ้วของเขา
รอยแยกห้วงมิติในจุดลึกของม่านน้ำที่เชื่อมโยงไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ย ค่อยๆ เปิดออก
ผู้แข็งแกร่งจากสำนักอักขระเทพ สำนักภูเขาพันกระบี่และสำนักทอง ไพศาลได้ไปยืนรออยู่ตรงนั้นเพื่อส่งตัวคนที่ได้รับการยอมรับจากสามฝ่าย ให้เข้าไปข้างใน
เมื่อเมิ่งหลีจากสำนักอักขระเทพกวักมือเรียก ทุกคนก็ทยอยกันเดิน เข้าไป
จ้าวซานหลิงที่ขยับเข้าไปใกล้พลันโยนแหวนเก็บของวงหนึ่งให้กับเมิ่ง หลี พอเมิ่งหลีพยักหน้ารับ จ้าวซานหลิงก็หายวับไปในรอยแยกห้วงมิติ
“แดนว่างเปล่า!”
“เจ้าหมอนี่เลื่อนสู่แดนว่างเปล่าได้สำเร็จอย่างที่เขาพูดไว้จริงๆ!”
“ดินแดนดาวตกมีแดนว่างเปล่าปรากฏขึ้นเป็นคนที่สองแล้ว”
“จ้าวซานหลิง!”
พวกฝานข่าย จงเจิง หัวมู่ที่มาจากดินแดนดาวตกมองจ้าวซานหลิงที่ บินหายเข้าไปพร้อมทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง
จ้าวซานหลิงสร้างความกดดันอย่างลึกล้ำให้กับพวกเขา แล้วก็เป็น แรงผลักดันให้พวกเขาต้องหาผลเก็บเกี่ยวมาจากในสนามรบสุ้ยเมี่ยเพื่อ เตรียมสำหรับสร้างดินแดนของตัวเองให้ได้
ภายใต้เสียงเร่งเร้าของเมิ่งหลี เนี่ยเทียนจึงบินเข้าไปข้างในพร้อมกับ เด็กรุ่นเล็กอย่างมู่ปี้ฉง อินย่าหนัน