ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 818 แยกกันเดินทาง
ริมขอบนอกสุดของสนามรบสุ้ยเมี่ย
รอยแยกห้วงมิติมากมายตัดสลับกันหนาแน่น ปลดปล่อยคลื่นแห่งมิติ ที่กระเพื่อมไหวไม่อยู่นิ่ง
ในบรรดานั้นมีรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งที่เปิดออกกว้าง และมีเงาร่าง มากมายทยอยกันบินออกมาไม่ขาดสาย ก่อนจะพลิ้วตัวจากกลางอากาศ สูงลงมายังพื้นที่รกร้างซึ่งเต็มไปด้วยทรายสีเหลือง
“ฟิ้ว!”
เนี่ยเทียน อินย่าหนันและมู่ปี้ฉงโผล่ออมาจากรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้น พร้อมกัน ร่างของพวกเขากระแทกกับพื้นดังตึง
“เนี่ยเทียน เรื่องของเผยฉีฉี เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว ข้าจะหาวิธีตาม หาตัวนางให้พบ”
หลังจากที่จ้าวซานหลิงบินออกมาก็หันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง พอ ทิ้งประโยคนี้ไว้ก็กลายร่างเป็นรุ้งยาวหนึ่งเส้นที่นำหน้าไปก่อน
ตอนที่เนี่ยเทียนเพ่งสมาธิมองไปก็พบว่าจ้าวซานหลิงหายตัวไปแล้ว อีกทั้งเพียงแค่พริบตาเดียวอีกฝ่ายยังไปไกลได้เป็นร้อยลี้
อาวุธวิเศษประเภทบินลักษณะแปลกประหลาดหลายลำลอยอยู่เหนือ ศีรษะของผู้ที่มาเยือน คนเหล่านั้นมาจากดินแดนพงฟ้า และยังมีบางส่วน
ที่เป็นชนต่างเผ่า ซึ่งพวกเขาต่างก็ขับเคลื่อนอาวุธวิเศษประเภทบินของ ตัวเองจากไป
คนเหล่านั้นต่างก็ตรงดิ่งไปข้างหน้าเช่นเดียวกับจ้าวซานหลิง
และยังมีคนบางส่วนที่ขอบเขตไม่มากพอจึงเปลี่ยนทิศทาง คล้าย ต้องการจะเคลื่อนไหวอยู่ภายนอก
พวกฝานข่าย จงเจิงที่มาจากดินแดนดาวตกหันมาพยักหน้าให้กับเนี่ย เทียน ก่อนจะบินทะยานไปบนฟ้าเช่นกัน
ไม่นานนักข้างกายเนี่ยเทียนก็เหลือแค่หัวมู่ อูจี้และฉีป๋ายลู่สามคน เท่านั้น
“อู้!”
เมิ่งหลีจากสำนักอักขระเทพเดินเตร่ช้าๆ ออกมาจากในรอยแยกห้วง มิติ
เขาเหลือบตามองเนี่ยเทียนแวบหนึ่ง “ตามการวิเคราะห์ของพวกเรา รอยแยกห้วงมิติเส้นที่สามารถเชื่อมโยงไปยังอาณาจักรวอหลิวได้เส้นนี้จะ เปิดออกติดต่อกันเป็นเวลาสามถึงห้าปี ซึ่งก็หมายความว่าพวกเจ้า สามารถอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยได้อย่างน้อยสามปี หากใกล้จะถึงเวลาแล้ว พวกเจ้าก็เดินทางย้อนกลับมาทางเดิม เพียงเท่านี้ก็จะสามารถกลับไปยัง อาณาจักรวอหลิวได้”
“เข้าใจแล้ว” เยว่เหยียนสี่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
“เนี่ยเทียน” เมิ่งหลีกวักมือเรียก
เนี่ยเทียนเดินขึ้นหน้าไปหาเขา
เมิ่งหลีหยิบเอาเข็มทิศชิ้นหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อตรงหน้าอกแล้ว แอบส่งให้เนี่ยเทียน “วัตถุชิ้นนี้เจ้าสำนักอักขระเทพของพวกเราได้วาด ขึ้นหลังกลับมาจากสนามรบสุ้ยเมี่ย เจ้าดูตรงนี้ นี่คือจุดที่มีรอยแยกห้วง มิติอยู่ มีเข็มทิศนี้ อย่างน้อยเจ้าก็สามารถหาทางหวนกลับคืนมาได้”
เขาให้เนี่ยเทียนปล่อยกระแสจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งเข้าไปในเข็มทิศอัน นั้น
พอความคิดของเนี่ยเทียนเข้าไปในเข็มทิศก็ถูกแม่เหล็กขนาดเล็กชิ้น หนึ่งดูดดึงเอาไป
จากนั้นในเข็มทิศก็มีแสงวิญญาณจุดหนึ่งปรากฏขึ้น
แสงวิญญาณจุดนั้นก็คือแสงวิญญาณของเนี่ยเทียน
นอกจากแสงวิญญาณแล้วยังมีแสงขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารเม็ดหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งของรอยแยกห้วงมิติ
วัตถุเช่นนี้ เนี่ยเทียนเคยเห็นมาหลายครั้ง จึงรู้ถึงความลี้ลับของมัน ทำให้ไม่รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่นัก
ทว่าเจ้าสำนักอักขระเทพสามารถวาดเข็มทิศที่ระบุพื้นที่ในสนามรบสุ้ ยเมี่ยออกมาได้อย่างแม่นยำ แสดงให้รู้ว่าคนผู้นั้นร้ายกาจอย่างยิ่ง
เพราะตามหลักแล้วคนที่สามารถสร้างเข็มทิศและระบุตำแหน่งได้ อย่างแม่นยำเช่นนี้ ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นเหมือนจ้าวซานหลิงที่เชี่ยวชาญ พลังความลี้ลับของห้วงมิติ
“น่าเสียดายที่เจ้าสำนักของเราไม่ได้รู้รายละเอียดของสนามรบสุ้ยเมี่ย มากมายนัก จึงไม่สามารถสลักพื้นที่ที่มหัศจรรย์ออกมาได้มากเท่าไหร่” เมิ่งหลีถอนหายใจหนึ่งที ก่อนจะเอ่ยสั่งความเนี่ยเทียน “เจ้าระวังหน่อย ทางที่ดีที่สุดอย่าเสี่ยงเข้าไปในจุดลึก” ทันใดนั้นเขาก็ย้อนกลับเข้าไปใน รอยแยกห้วงมิติ หวนกลับไปยังอาณาจักรวอหลิว
พอเขาจากไป เนี่ยเทียนที่ไม่คิดจะหวนกลับไปในเวลาสั้นๆ นี้จึงโยน เข็มทิศเก็บไปไว้ในแหวนเก็บของ
เวลานี้เนี่ยเทียนสังเกตเห็นว่าถึงแม้สำนักอักขระเทพ สำนักภูเขาพัน กระบี่และสำนักทองไพศาลจะส่งคนส่วนหนึ่งเข้ามาที่นี่ แต่คนเหล่านั้น กลับมีจำนวนน้อยมาก อีกทั้งส่วนใหญ่ล้วนเป็นเขตวิญญาณ ไม่มีแดนว่าง เปล่าแม้แต่คนเดียว
ทั้งสามฝ่ายต่างก็คุ้นเคยกับสนามรบสุ้ยเมี่ยเป็นอย่างดี ก่อนหน้านี้ ตอนที่สนามรบสุ้ยเมี่ยเปิดขึ้น พวกเขาสามฝ่ายมักจะเป็นฝ่ายที่ กระตือรือร้นมากที่สุด
ทว่าเนื่องจากเคยเสียหายอย่างใหญ่หลวงตอนอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย ทุกครั้งล้วนกลับไปพร้อมร่องรอยบาดเจ็บ ทั้งสามฝ่ายจึงทั้งตกใจทั้ง หวาดกลัว พากันออกคำสั่งนานแล้วว่าไม่ให้คนในสำนักก้าวเข้ามาในที่ แห่งนี้ง่ายๆ
คราวนี้ผู้ฝึกลมปราณของสามฝ่ายที่เข้ามาข้างในจึงมีแค่สิบกว่าคน เท่านั้น
“พวกเจ้าอยู่ข้างนอก เคลื่อนไหวไปพร้อมกับเนี่ยเทียน ห้ามเสี่ยงเข้า ไปข้างในเด็ดขาด” เจียงเฟิงสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยกำชับมู่ปี้ฉงอีกหลาย ประโยค ครั้นจึงแลกเปลี่ยนสายตากับเยว่เหยียนสี่
หลังจากนั้นพวกผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าหลายคนที่มาจากดินแดน ปราการดวงดาวก็มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่จ้าวซานหลิงจากไป
มู่ปี้ฉงและอินย่าหนันสองคนอยู่ข้างกายเนี่ยเทียน ยังไม่ได้ไปไหน
ยิ่งขยับเข้าไปลึกในสนามรบสุ้ยเมี่ย ผู้แข็งแกร่งก็ยิ่งจะปรากฏตัวมาก ขึ้น แดนว่างเปล่าอย่างเยว่เหยียนสี่ เจียงเฟิงที่เดินทางเข้าไปในจุดลึก ย่อมต้องเจอกับอันตรายอย่างที่ยากจะจินตนาการ
พามู่ปี้ฉงและอินย่าหนันไปด้วยก็เหมือนพกโซ่ตรวนไปกับตัวเอง เป็น ภาระมากกว่าจะช่วยอะไรได้
ไม่เพียงแต่อาจทำให้ตัวเองเจอกับอันตรายหนักกว่าเก่า ทั้งอาจจะไม่ สามารถปกป้องคุ้มครองหญิงสาวทั้งสองได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่พามู่ปี้ฉง และอินย่าหนันไปด้วย
อีกทั้งก่อนที่จะเข้ามาที่นี่ พวกเขาก็บอกกับหญิงสาวทั้งสองคนแต่ แรกแล้วว่า ด้วยความพิเศษของพวกนาง เคลื่อนไหวอยู่รอบนอกย่อมต้อง ได้เปรียบแน่นอน
ความได้เปรียบเช่นนั้นจำกัดอยู่แค่พื้นที่รอบนอกของสนามรบสุ้ยเมี่ย เท่านั้น หากเข้าไปลึกเมื่อไหร่ ความได้เปรียบที่ว่าก็จะหายวับไปทันที
“อาจารย์…” เนี่ยเทียนเรียกขึ้นเบาๆ
ยังไม่ทันรอให้เขาพูดมาก อูจี้ก็ส่ายหน้าช้าๆ “เจ้าอยู่ข้างนอก ข้างใน นั้นไม่เหมาะกับเจ้า”
หัวมู่เองก็พูดว่า “พื้นที่ริมขอบด้านนอกของสนามรบสุ้ยเมี่ยกว้าง ขวางมากที่สุด ด้วยตบะของพวกเจ้าสามคนย่อมต้องได้รับผลประโยชน์ไม่ ต่างกัน”
เนี่ยเทียนถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที กล่าวว่า “พวกท่านรักษาตัวด้วย”
จากนั้นคนทั้งสามจึงพากันจากไป
เบื้องใต้รอยแยกห้วงมิติที่ตัดสลับเหลือเพียงแค่เนี่ยเทียน อินย่าหนัน และมู่ปี้ฉงสามคน
คนอื่นๆ หากไม่ดิ่งลึกไปข้างในก็กระจายตัวกันไปนานแล้ว
คนทั้งสามเงยหน้าขึ้นมองรอยแยกห้วงมิติเส้นที่เข้ามาแล้วใช้กระแส จิตวิญญาณรับสัมผัส
อินย่าหนันพลันขมวดคิ้ว “แม้ว่ารอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นจะยังปริออก แต่ดูเหมือนว่าจะเริ่มเปลี่ยนมาเป็นไม่มั่นคง แม้ว่าตอนนี้พวกเราคิดจะ กลับไปก็อาจจะไม่สามารถผ่านไปได้สำเร็จ”
เนี่ยเทียนเองก็รู้สึกได้เช่นกัน “รอยแยกห้วงมิติหลายเส้นล้วนเป็น เช่นนี้ ด้านในมีการเปลี่ยนแปลงเกินคาดเดา หากคิดจะกลับไปยัง อาณาจักรวอหลิว บางทีคงต้องรออีกสามปีห้าปีให้หลัง รอให้รอยแยก ห้วงมิติเส้นนั้นกลับมามั่นคงอีกครั้งถึงจะได้”
“แล้วตอนนี้พวกเราควรไปจะที่ไหน?” อินย่าหนันถาม
เนี่ยเทียนเองก็งุนงงไม่ต่างกัน
ตำแหน่งที่พวกเขาอยู่คือขอบนอกสุดของสนามรบสุ้ยเมี่ย พวกเขา ลองสำรวจดูก็ค้นพบว่ามีปราณวิญญาณฟ้าดินที่อ่อนจางลอยละล่อง ซึ่ง สามารถเอามาใช้ฝึกตนได้เช่นกัน
เพียงแต่ว่าปราณวิญญาณฟ้าดินของที่แห่งนี้ปะปนกันหลายอย่างทำ ให้ไม่บริสุทธิ์ ทั้งยังมีปราณพลังงานที่ไม่รู้ที่มาแน่ชัดอีกมากมายด้วย
ก่อนหน้าจะมาที่นี่เขาได้ยินต้วนสือหู่และจิ่งโหรวบอกว่าสนามรบสุ้ ยเมี่ยกว้างขวางไร้ที่สิ้นสุด หลายพื้นที่อาจมีปราณวิญญาณฟ้าดินที่เปี่ยม ล้นผิดปกติ แต่บางที่ก็ไม่มีปราณวิญญาณแม้แต่เสี้ยวเดียว
อีกทั้งมีพื้นที่ที่พิเศษบางแห่งซึ่งจะแผ่ปราณปีศาจ ปราณมืดมิด หรือ พลังงานเข้มข้นหลายอย่างที่ปะปนกันออกมาคล้ายคลึงกับที่ อาณาจักรเลี่ยคงเคยเป็น
สรุปก็คือ พวกเขาบอกว่าปราณวิญญาณฟ้าดินของสนามรบสุ้ยเมี่ยมี พลังงานหลายอย่าง หรือแม้แต่แรงโน้มถ่วงก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตาม สถานที่อย่างต่อเนื่อง ไม่มีการกำหนดที่ตายตัว
“สนามรบสุ้ยเมี่ยเหมือนวงกลมวงใหญ่วงหนึ่ง ยิ่งขยับเข้าไปตรงกลาง ความอันตรายก็ยิ่งมาก” นิ่งคิดไปนาน เนี่ยเทียนก็เอ่ยขึ้นช้าๆ “ในเมื่อ เป็นวงกลมขนาดใหญ่ พวกเราวนอยู่รอบนอกของวงกลมสักรอบหนึ่งก็ น่าจะกลับมาที่เดิมได้ ตอนนี้ข้ายังไม่อยากไปจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย พวกเราวนอยู่รอบนอกก่อนก็แล้วกัน”
หญิงสาวทั้งสองพากันพยักหน้าเห็นด้วย
เนี่ยเทียนไม่ได้เรียกเรือดาราออกมา แต่บอกเป็นนัยให้อินย่าหนันเอา อาวุธวิเศษประเภทบินของสำนักคุมสัตว์ออกมาใช้แทน
กลุ่มสามคนจึงโดยสารอาวุธวิเศษประเภทบินลำนั้นแล้วทะยานไปยัง ทิศทางหนึ่ง
เนี่ยเทียนเต็มไปด้วยความใคร่รู้ ตอนนั้นที่อินย่าหนันอยู่อาณาจักร โพ่สุ้ยเคยฉีกกระชากผ้าคลุมหน้าของมู่ปี้ฉง ทั้งยังเกือบจะฉีกทึ้งอาภรณ์ บนร่างของนางทั้งหมด
ดอกไม้ปีศาจในร่างของมู่ปี้ฉงเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ รอจน ได้รับพลังจากเถาวัลย์ นางจึงเลื่อนสู่เขตสามัญช่วงท้ายได้สำเร็จ ตอนนั้น นางยังโวยวายว่าจะแก้แค้นอินย่าหนันให้ได้
ตอนที่มู่ปี้ฉงอยู่ในทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว สายตาที่นางใช้มองอิน ย่าหนันเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
แต่ระหว่างนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม้หญิงสาวทั้งสองจะยังคงชิงชังกัน แต่กลับยังอยู่ร่วมกันได้อย่างปรองดอง
อาวุธวิเศษประเภทบินทะยานไปข้างหน้า เนี่ยเทียนก้มหน้าลงมอง ด้านล่างก็เห็นเป็นเพียงทะเลทรายรกร้างกว้างไกลราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
บางครั้งบางจุดในทะเลทรายก็ยังสามารถมองเห็นซากศพที่ถูกฝังไว้ใต้ เม็ดทราย ศพพวกนั้นมีทั้งของเผ่ามนุษย์ มีทั้งของชนต่างเผ่า และมีทั้งที่ เรือนกายใหญ่มหึมา แค่มองก็รู้ว่าเป็นสัตว์วิเศษ
ทว่าซากศพพวกนั้นไม่แผ่พลังงานเลือดเนื้อออกมาแม้แต่เสี้ยวเดียว นี่ หมายความว่ามันผ่านการสำรวจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนจนไม่เหลือมูลค่า ใดๆ
เนี่ยเทียนเองก็ไม่ได้ให้อินย่าหนันจอดอาวุธวิเศษประเภทบินเพื่อไป สำรวจศพพวกนั้น
เขายังคงฝึกตนอยู่เงียบๆ
กลางท้องฟ้าของสนามรบสุ้ยเมี่ยเต็มไปด้วยหมู่ดาวดารดาษ ต่อให้ เขาไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง แสงดาวก็ยังคงสาดส่องลงมาและถูกเขาดูดซับ เอาไว้อย่างเงียบเชียบ
ในน้ำวนดวงดาว บุปผาเก้าดาราที่พอมาอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยก็ สามารถรวบรวมพลังดวงดาวได้เร็วยิ่งขึ้น
เนี่ยเทียนเองก็ได้รับผลประโยชน์ไปเพราะเหตุนี้ ไม่นานนักหยดดาว ในก้นทะเลสาบของน้ำวนดวงดาวก็ถูกเต็มเติมจนเปี่ยมล้น
เขาจึงไม่สนใจน้ำวนดวงดาวอีกต่อไป แต่ใช้หินวิเศษธาตุเปลวเพลิง และวัตถุดิบธาตุไม้มาชุบหลอมน้ำวนเปลวเพลิงและน้ำวนพืชหญ้า หวัง จะรวบรวมพลังให้ได้ถึงขีดสุดเพื่อพยายามเลื่อนสู่เขตสามัญช่วงท้ายให้ได้ ในเร็ววัน
หลายสิบวันต่อมา
อาวุธวิเศษประเภทบินทะยานห่างจากรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นมาได้ ประมาณระยะหลายแสนลี้ เนี่ยเทียนก็หยิบเอาเข็มทิศที่เมิ่งหลีมอบให้ ออกมาดู
ในเข็มทิศ แสงวิญญาณของเขากลับยังถือว่าอยู่ใกล้กับรอยแยกห้วง มิติ
เขาหน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ พลันตระหนักได้ว่าความกว้างขวางของสนาม รบสุ้ยเมี่ยเหนือเกินกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้มากนัก
ต่อให้อาศัยอาวุธวิเศษประเภทบินทะยานไปตลอดทั้งวันคืนโดยไม่ได้ หยุดพัก คิดจะวนให้ครบรอบริมขอบของสนามรบสุ้ยเมี่ยภายใจเวลาสาม ปีห้าปี เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
หากถูกเรื่องบางอย่างถ่วงรั้งเอาไว้ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่
“เป็นยังไง?” อินย่าหนันเห็นเขาหยิบเข็มทิศออกมาก็เอ่ยถามเสียง เบา
“ดูจากเข็มทิศ ดูเหมือนพวกเราจะออกมาจากรอยแยกห้วงมิติได้ไม่ ไกลเท่าไหร่นัก” เนี่ยเทียนเก็บความตื่นตะลึงกลับคืนไป ก่อนเอ่ยด้วย น้ำเสียงเรียบเฉย “ต้องเปลี่ยนแผนกันสักหน่อยแล้ว ด้วยความเร็วของ พวกเรา ไม่มีทางที่จะวนรอบนอกของสนามรบสุ้ยเมี่ยได้ภายในเวลาสาม ปีห้าปีแน่นอน ข้าจะดูเข็มทิศแล้วคำนวณเวลา เมื่อเห็นว่าพอสมควรแก่ เวลา พวกเราก็ย้อนกลับไปทางเดิม”
“อ้อ” อินย่าหนันไม่ถามอะไรมากอีก
ผ่านไปอีกหลายวัน
ในที่สุดอาวุธวิเศษประเภทบินที่พวกเขาโดยสารไปก็หลุดพ้นจาก ทะเลทรายรกร้างที่เหมือนจะไร้ขอบเขตสิ้นสุดนั้นมาถึงพื้นที่แห่งหนึ่งที่ใน ปราณวิญญาณฟ้าดินปะปนไปด้วยปราณแห่งความมืดมิด
พอก้าวเข้ามา คนทั้งสามก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวน
คนทั้งสามมองสบตากัน ก่อนอินย่าหนันจะเพิ่มความเร็วของอาวุธ วิเศษประเภทบิน มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียง
หนึ่งชั่วยามต่อมา พวกเขาก็มาถึงภูเขาลูกเตี้ยแห่งหนึ่งที่ถูกฟันขาด เป็นสองท่อน ส่วนที่ถูกฟันแตกบนยอดเขาเตี้ยๆ ลูกนั้นกลายเป็นจุดที่มี เศษหินมากมายแตกกระจายไปทั่ว
บนภูเขาเล็กเตี้ยที่ราบเรียบราวกระจก รวมไปถึงตรงตีนเขามีเศษซาก ของอาวุธวิเศษประเภทบินกระจายอยู่มากมาย รวมไปถึงศพอีกหลาย ร้อยศพ!
ศพเหล่านั้นมีทั้งมนุษย์ มีทั้งชนต่างเผ่าที่สวมอาภรณ์แตกต่างกัน
ศพของผู้ฝึกลมปราณเขตสามัญ เขตลี้ลับสิบกว่าคนจากดินแดนพงฟ้า ที่เข้ามาพร้อมกับเนี่ยเทียนก่อนหน้านี้ก็อยู่ในกลุ่มคนนั้นด้วย
บนภูเขาลูกเตี้ยมีชายหนุ่มของเผ่าอสูรกายหน้าตาหล่อเหลายืนอยู่ ดู ท่าแล้วชายหนุ่มน่าจะมีอายุแค่ประมาณยี่สิบต้นๆ เท่านั้น อาภรณ์ที่เขา สวมใส่หรูหรางดงาม
หัวกะโหลกหัวหนึ่งที่เกิดจากการรวมตัวกันของเศษซากวิญญาณ จำนวนนับไม่ถ้วนมีขนาดยิ่งใหญ่ราวขุนเขาซึ่งลอยนิ่งๆ อยู่กลางอากาศ
หัวกะโหลกนั้นเป็นสีเขียวอมเทา ก่อตัวขึ้นมาจากเศษซากวิญญาณ
คนทั้งสามมองไกลๆ ไปแวบหนึ่ง จิตวิญญาณที่แท้จริงในร่างก็แทบจะ ถูกดึงออกไปให้ผสานรวมอยู่ในดวงตาสีดำสนิทของหัวกะโหลกนั้น
“ซี่ๆ!”
บริเวณใกล้เคียงกับภูเขาลูกเตี้ย จุดที่มีศพของเผ่ามนุษย์และชนต่าง เผ่ากระจัดกระจายอยู่มีเสียงของวิญญาณที่ยังไม่สลายไปจากฟ้าดินส่ง ความเจ็บปวดสิ้นหวังออกมาเป็นระยะ เศษซากวิญญาณเหล่านั้นล้วนถูก หัวกะโหลกที่ลอยอยู่ดูดเข้าไป
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเผ่าอสูรกายผู้นั้นหรี่ตามองไปรอบด้าน
รอจนเขามองเห็นพวกเนี่ยเทียนสามคน ผลึกใสกลางหว่างคิ้วก็ เปล่งแสงวาบ เผยสีหน้าปิติยินดีเหมือนนักล่าที่มองเห็นเหยื่อใหม่