ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 819 รังของแมลงเกราะเงิน
อาวุธวิเศษประเภทบินที่อินย่าหนันขับมาพลันหยุดชะงัก
ทั้งสองฝ่ายยังอยู่ห่างกันอีกหลายร้อยเมตร ต่างคนต่างมองประเมิน กันไปมา ชายหนุ่มอสูรกายหน้าตาหล่อเหลายิ้มแฝงความนัย ไม่ได้รีบ ร้อนลงมือ
หัวกะโหลกที่เกิดจากซากวิญญาณบริสุทธิ์มารวมตัวกัน เป็นเพียง ภาพมายาไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ยังคงลอยอยู่นิ่งๆ กำลังดึงเอาซากวิญญาณ ที่เจ็บปวดของเผ่ามนุษย์ซึ่งเพิ่งตายไปได้ไม่นานออกมา
ภูเขาลูกเตี้ยใต้ฝ่าเท้าของชายหนุ่มราบเรียบแวววาวจนแทบจะส่อง แทนกระจกได้ แต่เมื่อมองอย่างละเอียดจะเห็นว่านั่นไม่ใช่ก้อนหิน แต่ เป็นผลึกใสบางอย่างที่หายาก
ผลึกใสนั้นคล้ายซุกซ่อนอยู่ภายในภูเขาลูกเตี้ย เมื่อภูเขาถูกฟัน ออกเป็นสองท่อน มันถึงได้เผยตัวออกมา
ภายใต้แสงสว่างเจิดจ้า ผลึกใสในภูเขาลูกเตี้ยที่ไม่รู้ว่ามีขนาดใหญ่ เท่าไหร่ได้ปลดปล่อยแสงขมุกขมัวออกมาคล้ายกำลังดึงดูดอะไรบางอย่าง
เนี่ยเทียนหรี่ตา พอตรวจสอบอย่างละเอียดก็ค่อยๆ ตระหนักได้ว่า ปราณแห่งความมืดมิดของที่แห่งนี้กำลังผสานรวมเข้าไปในผลึกก้อนนั้น ช้าๆ
“อสูรกายสายเลือดระดับหก” อินย่าหนันขมวดคิ้ว “ความรู้สึกที่เขา มอบให้ข้าคือคนที่รับมือได้ยากอย่างถึงที่สุด แต่ที่ทำให้ข้าไม่เป็นสุขมาก
ที่สุดก็คือหัวกะโหลกที่เกิดจากการรวมตัวกันของซากวิญญาณนั่น ต่างหาก ไม่รู้ว่าหัวกะโหลกนั่นคือวัตถุสิ่งใดกันแน่ ขนาดงูเหลือมเลือด น้ำแข็งของข้ายังเกิดความกริ่งเกรง”
ขณะที่นางพูด เนี่ยเทียนก็เหลือบมองไปยังรอยสักรูปงูเหลือมเลือด น้ำแข็งตรงหน้าท้องของนางซึ่งค่อยๆ เผยตัวขึ้นมา
รอจนงูเหลือมเลือดน้ำแข็งพยายามจะแปรสภาพจากลายสักมา ปรากฏกายอย่างแท้จริงอยู่ตรงหน้าท้องของนาง เนี่ยเทียนก็สัมผัสได้ ทันทีว่าปราณเลือดของนางกำลังไต่ทะยานขึ้นสูงอย่างบ้าคลั่ง
“ฟ่อๆ!”
นาทีถัดมา งูเหลือมเลือดน้ำแข็งก็เปลี่ยนมาเป็นตัวจริง มันลอย ออกมาจากหน้าท้องที่ไร้ไขมันของอินย่าหนันแล้วขดตัวล้อมพันเอวนาง เอาไว้
ปราณเลือดที่มีเฉพาะในร่างของสัตว์วิเศษระดับแปดถูกส่งออกมา จากในร่างของงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง ทำให้เนี่ยเทียนที่อยู่ใกล้บังเกิดแรง กดดันมหาศาล
“ในที่สุดมันก็แปรสภาพเป็นระดับแปดได้สำเร็จแล้ว” เนี่ยเทียนถอน หายใจเบาๆ
ต่อให้งูเหลือมเลือดน้ำแข็งสายเลือดระดับแปดจะเพิ่งแปรสภาพได้ สำเร็จก็มีพลังการต่อสู้เทียบเคียงได้กับแดนว่างเปล่าของเผ่ามนุษย์ได้อยู่ดี
มีงูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับแปดตัวนี้ โครงกระดูกปีศาจเลือดของ เนี่ยเทียนที่พอมาอยู่ต่อหน้าของอินย่าหนันก็แทบจะไม่มีความได้เปรียบ ใดๆ ให้พูดถึง
สายเลือดตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ของโครงกระดูกปีศาจเลือดก็เป็นแค่ ระดับแปดเท่านั้น หลังจากถูกนำมาชุบหลอมเป็นหุ่นเชิดเลือด จนถึงวันนี้ ก็ยังได้แค่สำแดงพลังการสู้รบของระดับเจ็ดขั้นสูงสุด ยังไม่สามารถหวน กลับสู่สายเลือดดั้งเดิมได้
ชายหนุ่มเผ่าอสูรกายที่เดิมทียังยิ้มสดใส พอเห็นงูเหลือมเลือดน้ำ แข็งตัวนั้นผุดออกมาจากในร่างของอินย่าหนัน ทั้งยังค่อยๆ ลอยออกมา จากหน้าท้องของอีกฝ่าย รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ไม่หลงเหลืออีก ต่อไป
มองงูเหลือมเลือดน้ำแข็งไกลๆ ผลึกทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วของเขาก็ พลันส่องแสงเจิดจ้า หัวกะโหลกที่เกิดจากการรวมตัวกันของซากวิญญาณ พลันลอยมาอยู่เหนือศีรษะของเขา
ยามนี้เขาถึงเพิ่งเกิดความรู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อย
“หินหมิงฮ่าวที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของข้าไม่มีประโยชน์อันใดต่อการฝึกตน ของเผ่ามนุษย์อย่างพวกเจ้า” ชายหนุ่มแอบเตรียมตัวพร้อมต่อสู้พลางยื่น มือชี้ไปยังทิศทางหนึ่งและพูดด้วยภาษาเผ่ามนุษย์อย่างเชี่ยวชาญ “พวก เจ้าไปทางโน้น ที่นั่น…น่าจะมีวัตถุดิบวิเศษที่เหมาะสมสำหรับเผ่ามนุษย์ อย่างพวกเจ้า สัตว์วิเศษตัวนั้นของเจ้ามีสายเลือดระดับแปด หากพวกเรา
ต่อสู้กันขึ้นมา ไม่ว่าใครก็ไม่ได้รับผลประโยชน์ ควรหลีกเลี่ยงการปะทะ กันจะดีกว่า”
อินย่าหนันลูบคลำหน้าผากของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งเบาๆ พลาง หลับตาสื่อสารกับงูเหลือมเลือดน้ำแข็งอย่างเงียบเชียบ
จากคำบอกของงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง นางรู้ว่าหัวกะโหลกที่เกิดจาก การรวมตัวกันของซากวิญญาณมากมายคือวัตถุที่แปลกประหลาดชั่วร้าย มากที่สุด
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งสายเลือดระดับแปดบอกกับนางอย่างชัดเจนว่า แม้แต่มันเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะหัวกะโหลกประหลาดนั่นได้
“ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนถูกเจ้าสังหารทั้งหมดหรือ?” เนี่ยเทียนถามอย่าง แปลกใจ
ชายหนุ่มพยักหน้ารับช้าๆ
“รวมไปถึงพวกชนต่างเผ่าด้วย?” เนี่ยเทียนตะลึง
ศพที่กระจายอยู่ในบริเวณใกล้เคียง นอกจากเผ่ามนุษย์แล้วยังมีคน ของเผ่าหินเทา เผ่าปักษาและเผ่าเกล็ดดำ แม้แต่ภูตผีปีศาจก็มีไม่น้อย
เขาปะทะกับชนต่างเผ่ามาหลายครั้ง ทุกครั้งล้วนค้นพบว่าชนเผ่า อย่างอสูรกาย ภูตผีปีศาจและเผ่าทมิฬมักจะร่วมมือกันต่อสู้ เขาจึงนึกไป ว่าชนเผ่าเหล่านั้นเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง
คาดไม่ถึงว่าชายหนุ่มอสูรกายผู้นี้จะสังหารทั้งภูตผีปีศาจ เผ่าปักษาไม่ มีเว้น
“อืม” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลามองเขาด้วยสายตาแปลกใจ “พวก เจ้า…เพิ่งมาสนามรบสุ้ยเมี่ยเป็นครั้งแรกงั้นรึ?”
อินย่าหนันตอบรับ “ถูกต้อง”
“มิน่าเล่า” ชายหนุ่มมีสีหน้าเข้าใจ พูดต่อทันทีว่า “สนามรบสุ้ยเมี่ย ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน อย่าว่าแต่ชนเผ่าประเภทเดียวกันเลย แม้แต่คน ในตระกูลเดียวกันก็ล้วนสังหารได้โดยไม่ผิดกฎ ใครก็ตามที่กล้ามาแย่ง หินหมิงฮ่าวของข้า ต่อให้เป็นอสูรกาย ข้าก็ยังสังหารทิ้งอย่างไม่เกรงใจอยู่ ดี”
“หึ ในด้านนี้ เผ่ามนุษย์ของพวกเจ้าทำได้ถนัดมือนักล่ะ”
“การเข่นฆ่าสังหารภายในของเผ่ามนุษย์โหดเหี้ยมและไร้คุณธรรมยิ่ง กว่าพวกเราเสียอีก ข้าแนะนำพวกเจ้าว่าต่อไปหากเจอคนเผ่าเดียวกัน ควรระวังตัวไว้เป็นการดี”
กล่าวจบเขาก็นั่งลงที่เดิมแล้วไม่พูดมากอีก
ดวงตาดำมืดของหัวกะโหลกใหญ่ยักษ์ยังคงมองมาที่พวกเขา
เนี่ยเทียนสามคนแค่จ้องนิ่งไปยังหัวกะโหลกนั่นก็พลันรู้สึกมึนหัว ตาลาย มีความรู้สึกประหลาดเหมือนจิตวิญญาณจะสูญเสียการควบคุม
อินย่าหนันสื่อสารกับงูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับแปดอยู่พักหนึ่งแล้ว จึงหันมาพูดกับเนี่ยเทียน “อสูรกายตนนี้รับมือได้ยาก และพวกเราก็ อาจจะไม่ได้ใช้หินหมิงฮ่าวนั่นจริงๆ”
เนี่ยเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “เอาตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน”
อินย่าหนันไม่ได้สอบถามความคิดเห็นจากมู่ปี้ฉง พอเห็นว่าเนี่ยเทียน พูดอย่างนี้ นางก็กระตุ้นให้อาวุธวิเศษประเภทบินทะยานไปข้างหน้าอีก ครั้ง
อาวุธวิเศษประเภทบินเปลี่ยนทิศทางเล็กน้อย ไม่ได้ตรงไปหาชาย หนุ่มเผ่าอสูรกายคนนั้น แต่อ้อมไปยังทิศทางที่ชายหนุ่มบอก
“ชนต่างเผ่ามีอายุขัยที่ยาวนาน ชายหนุ่มคนนั้นมองดูแล้วอายุยังน้อย มาก อายุที่แท้จริงก็น่าจะเกินร้อยปีขึ้นไป หรืออาจจะมากว่านั้นก็เป็นได้” ตอนที่อาวุธวิเศษประเภทบินอ้อมผ่านชายหนุ่มคนนั้นมา อินย่าหนันก็ เอ่ยขึ้นเบาๆ “ในบรรดาชนต่างเผ่า เขาต้องเป็นคนที่อายุน้อยสุดแน่นอน แต่เมื่อเทียบกับพวกเราแล้ว เขาก็น่าจะมีประสบการณ์มาไม่น้อย”
“ริมขอบนอกของสนามรบสุ้ยเมี่ยไม่ใช่สถานที่ที่ผ่านไปได้ง่ายดาย อย่างที่พวกเราคิด” มู่ปี้ฉงขมวดคิ้ว
เนี่ยเทียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
เดิมทีนึกว่าอาศัยโครงกระดูกปีศาจเลือดและงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง ของอินย่าหนัน ขอแค่พวกเขาไม่เข้าไปลึกข้างในก็น่าจะบุกตะลุยในพื้นที่ ขอบนอกของสนามรบสุ้ยเมี่ยได้สบายๆ
ใครจะไปคาดคิดว่าชายหนุ่มอสูรกายที่พบเป็นคนแรกจะน่ากลัวได้ ขนาดนี้?
ใช้พละกำลังของคนคนเดียวบวกกับพลังของหัวกะโหลกที่แปลก ประหลาดนั่น ทำให้ชายหนุ่มเผ่าอสูรกายสังหารคนไปได้หลายร้อยคน เผ่ามนุษย์ที่ตายด้วยน้ำมือของเขาก็มีแต่เขตสามัญและเขตลี้ลับ
นี่หมายความว่าพลังการต่อสู้ที่ชายหนุ่มเผ่าอสูรกายคนนั้นมี เหนือกว่าสายเลือดระดับหกไปอีก
ขนาดงูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับแปดยังกริ่งเกรงหัวกะโหลกนั้น แค่นี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจของหัวกะโหลก
รอจนอาวุธวิเศษประเภทบินที่พวกเขาโดยสารมาค่อยๆ จากไปไกล ชายหนุ่มเผ่าอสูรกายถึงได้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
หัวกะโหลกที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของเขาเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง มันดึง เอาเศษซากวิญญาณของผู้ตายที่ยังไม่สลายไปจากฟ้าดินมาอย่างต่อเนื่อง หัวกะโหลกนั่น…เหมือนจะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
“สัตว์วิเศษระดับแปด และตัวประหลาดเลือดผสมอีกหนึ่ง” ชายหนุ่ม หรี่ตา จ้องไปยังทิศทางที่คนทั้งสามหายไปด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะ หัวเราะเบาๆ “หึ พวกเจ้าไปยังทิศทางที่ข้าบอกจริงๆ หรือนี่ น่าสนใจ”
เขาค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ
……
ไม่นานนัก เสียงหวีดร้องปะปนไปด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจากวัตถุที่ ปะทะกันพลันดังมาจากเบื้องหน้า
อินย่าหนันเพิ่มความเร็วให้กับอาวุธวิเศษประเภทบินทันที
ไม่นานเนี่ยเทียนก็มองเห็นว่าเบื้องหน้ามีเนินเขาสีเงินยวงสูงสามพัน เมตรสี่ลูกปราฏสู่เส้นสายตา
ภูเขาสี่ลูกสีเงินยวงอาบไล้อยู่ภายใต้แสงดวงดาวจึงส่องแสงสีเงิน ระยิบระยับ ดูมีชีวิตชีวา
วงแสงสีเงินหลายวงล้อมวนอยู่รอบภูเขาเงินสี่ลูก และในวงแสงนั้นก็มี เสียงแหลมบาดแก้วหูดังลอยมา
ด้านในของวงแสงสีเงินมีเงาร่างเกือบร้อยเงาที่ร่ายม่านแสงพลัง วิญญาณออกมาคุ้มกันตัวเอง ในมือถืออาวุธวิเศษ ปากก็ร้องโหวกเหวก โวยวาย
เมื่อมองอย่างละเอียดเนี่ยเทียนจึงพบว่าวงแสงหลายวงที่ล้อมพัน ภูเขาเงินยวงสีลูกนั้น แท้จริงแล้วก็คือแมลงสีเงินที่มีจำนวนมากมายเกิน จะนับ วงแสงเหล่านั้นเกิดขึ้นมาจากแสงที่ปล่อยออกมาจากบนเปลือก ของแมลงพวกนั้น
“แมลงเกราะเงิน!”
ยังอยู่ห่างไกลอีกระยะหนึ่ง อินย่าหนันกลับรีบจอดอาวุธวิเศษ ประเภทบิน สีหน้าของนางหนักอึ้ง
ภูเขาสีเงินทั้งสี่ลูกเต็มไปด้วยโพรงของแมลงจำนวนนับไม่ถ้วน นี่ทำให้ มองปราดๆ ภูเขาทั้งสี่ลูกจึงเป็นเหมือนรังผึ้งขนาดใหญ่ยักษ์สี่รัง
ในโพรงแมลงเหล่านั้นยังมีแมลงสีเงินจำนวนมากกว่าเดิมบินออกมา และเห็นได้ชัดว่ากำลังเข่นฆ่ากับผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์บางสำนัก
“แมลงเกราะเงินก็เป็นเผ่าพันธุ์หนึ่งของแมลงบรรพกาลเหมือนกัน หรือ?” เนี่ยเทียนเอ่ยถาม
อินย่าหนันพยักหน้า “เหมือนกับปลิงแทะกระดูกและแมลงกัดทอง แมลงเกราะเงินเองก็เป็นแมลงบรรพกาลเหมือนกัน แม้ว่าแมลงชนิดนี้ อาจจะไม่น่ากลัวเท่าปลิงแทะกระดูกและแมลงกัดทอง แต่ได้เปรียบ เพราะมีจำนวนมาก ในสนามรบสุ้ยเมี่ยเคยมีชนเผ่าวิญญาณโบราณของ ยุคบรรพกาลปรากฏตัว หากในสถานที่ที่มีสงครามนองเลือดของแต่ละชน เผ่าเปิดขึ้นจะมีแมลงบรรพกาลอยู่ด้วยก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร”
“ชายหนุ่มอสูรกายคนเมื่อครู่ชี้นำให้พวกเรามาที่นี่ บอกว่าที่แห่งนี้มี วัตถุดิบที่เหมาะสมสำหรับการฝึกตนของพวกเรา คงไม่ได้จงใจจะเล่นงาน พวกเราหรอกกระมัง?” มู่ปี้ฉงกล่าวอย่างระแวดระวัง
“มีความเป็นไปได้นี้อยู่” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว
เขาสร้างทิพย์จักษุขึ้นมา ทอดสายตามองไกลๆ ก็สามารถมองเห็นผู้ ฝึกลมปราณของเผ่ามนุษย์ที่สวมอาภรณ์แบบเดียวกัน เห็นได้ชัดว่ามา จากสำนักเดียวกัน
คนเหล่านั้นกำลังเข่นฆ่าอยู่กับแมลงเกราะเงินที่บินอยู่เต็มท้องฟ้า บางคนสังหารแมลงเกราะเงิน บางคนกำลังเก็บรวบรวมศพของแมลง เกราะเงิน และยังมีบางคนที่เอาวัตถุประเภทตาข่ายออกมาจับแมลง เกราะเงินที่ยังมีชีวิตอยู่
นอกจากนี้ยังมีคนบางส่วนที่ปล่อยควันสีน้ำตาลเข้มออกมา เมื่อควัน นั้นแผ่กระจายออกไป แมลงเกราะเงินก็เหมือนคนเมาเหล้าที่ร่างโอนเอน ก่อนจะร่วงระนาวลงมาบนพื้น
พวกเขาแบ่งงานกันอย่างชัดเจน คนส่วนหนึ่งต่อสู้ คนส่วนหนึ่งเก็บ เกี่ยว ทำให้ไม่มีคนบาดเจ็บและล้มตายมากเท่าไหร่นัก
ด้านล่างของเทือกเขาสีเงินทั้งสี่ลูกก็มีศพที่ถูกแมลงเกราะเงินกัดแทะ จนตายไปอยู่แค่สิบกว่าศพเท่านั้น
เพียงแต่ว่าศพสิบกว่าศพนี้มีสภาพอเนจอนาถไม่น้อย ที่เหลือให้เห็นมี เพียงกระดูกสีขาวโพลน ไม่มีเลือดเนื้อหรือเส้นเอ็นใดๆ หลงเหลืออยู่ แม้แต่น้อย
เห็นได้ชัดว่าศพเหล่านั้นได้ถูกแมลงเกราะเงินกัดแทะ ถูกกัดกินเลือด เนื้อไปหมดแล้ว
“พวกเขาคือผู้ฝึกลมปราณจากสำนักเชื่อมฟ้า ดินแดนเชื่อมฟ้า” อิน ย่าหนันมองอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นเบาๆ “สำนักเชื่อมฟ้าเหมือนกับสำนัก อักขระเทพที่เป็นสำนักใหญ่มีผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะนั่งบัญชาการณ์ ดินแดนดวงดาวที่พวกเขาอยู่ถูกตั้งชื่อให้เป็นดินแดนเชื่อมฟ้าก็เพราะ ตลอดทั้งดินแดนดวงดาวไม่มีสำนักใดสามารถต่อกรกับพวกเขาได้”
“ที่ข้ารู้จักสำนักนี้ก็เพราะคาถาที่สำนักเชื่อมฟ้าใช้ฝึกตนคล้ายคลึงกับ สำนักคุมสัตว์ของพวกเรา”
“สำนักเชื่อมฟ้าชอบหาแมลงบรรพกาลมากที่สุด พวกเขาใช้แมลง บรรพกาลมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพลังการสู้รบของตัวเอง ทั้งยัง ควบคุมแมลงมากมายให้ร่วมต่อสู้ ดินแดนดวงดาวแห่งนี้อยู่ห่างไกลจาก ดินแดนปราการดวงดาวของเรามาก ข้าไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน แต่ตอนที่ เจ้าสำนักคุมสัตว์ของพวกเรายังหนุ่มเคยเดินทางไปยังดินแดนเชื่อมฟ้า”
มู่ปี้ฉงเอ่ยขึ้นเบาๆ “คนของสำนักเชื่อมฟ้าเหล่านี้น่าจะกำลังเก็บ แมลงเกราะเงิน หมายเอาแมลงเกราะเงินมาใช้เป็นแมลงทาสของตัวเอง”
ขณะที่พวกเขาพูดคุยกัน ดรุณีน้อยที่ยืนอยู่บนอาวุธวิเศษประเภทบิน ข้างภูเขาสีเงินยวงสี่ลูกพลันเลิกคิ้วขึ้นสูง
นางไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้ แต่คอยตะโกนสั่งการคนอื่นๆ
เวลานี้ดูเหมือนว่านางจะสัมผัสได้ถึงการมาของพวกเนี่ยเทียนจึงหัน ตัวกลับมามองพวกเขาไกลๆ
“อู้!”
จากนั้นนางก็พลันขับอาวุธวิเศษประเภทบินของตัวเองให้ห่างมาจาก คนของสำนักเชื่อมฟ้า ตรงดิ่งเข้ามาหาพวกเนี่ยเทียนเพียงลำพัง ทั้งยัง ตะโกนเสียงดังก้อง “พวกเรามาจากดินแดนเชื่อมฟ้า ข้าคือฟางอิ๋งอิ๋งจาก สำนักเชื่อมฟ้า พวกเจ้ามาจากที่ไหน?”