ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 825 ประลองฝีมือ
หลายวันหลังจากนั้น เนี่ยเทียนลืมตาขึ้นช้าๆ
เอ็นทนทานขั้นที่สามของเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ยังฝึกไม่เสร็จ เส้นเอ็น ส่วนใหญ่ในร่างของเขาล้วนผ่านการชุบหลอมแล้วหนึ่งรอบ เหลือเพียง เส้นเอ็นที่ร้อยรัดเชื่อมพันกับหัวใจเท่านั้นที่ยังไม่ได้ลงมือชุบหลอม
ในความรู้สึกของเขา เส้นเอ็นที่เชื่อมโยงไปยังหัวใจก็คือก้าวสุดท้าย ของการฝึกเอ็นทนทานขั้นที่สาม
และนี่ก็อาจเป็นส่วนที่ยากที่สุด
จิงชี่เลือดเนื้อที่ดึงออกมาจากร่างของแมลงเกราะเงินหลายสิบตัวถูก ใช้หมดสิ้นนานแล้ว ทั้งเขายังเผาผลาญเลือดเนื้อสัตว์วิเศษเพิ่มเติมไปอีก หลายส่วน
ขณะที่เขาลืมตา อินย่าหนันพลันสัมผัสได้ นางเองก็ตื่นขึ้นมาจากการ ฝึกตนด้วยวิชาที่ลี้ลับเช่นกัน
บนร่างของอินย่าหนันมีปราณเลือดที่เข้มข้นราวสัตว์ร้ายนับร้อยกำลัง ส่งเสียงร้องคำราม เนี่ยเทียนตั้งใจรับฟังก็เหมือนจะได้ยินเสียงร้องคำราม จริงๆ
อาวุธวิเศษประเภทบินพลันหยุดชะงัก
มู่ปี้ฉงที่ยังอยู่ในสภาวะฝึกตนก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะการ หยุดชะงักของอาวุธวิเศษประเภทบิน
กระแสจิตวิญญาณของนางแผ่ออกมาราวตาข่ายปากหนึ่ง ทว่ากลับ สัมผัสไม่ได้ถึงความผิดปกติใดๆ
เนี่ยเทียนมองไปยังอินย่าหนันด้วยสายตาแปลกใจ
“อู้!”
อินย่าหนันพลันพลิ้วกายลงไปยังแผ่นดินสีเทาใต้ฝุาเท้า ก่อนเงยหน้า มองเนี่ยเทียน “เนี่ยเทียน ข้าจะไม่ใช้พลังของงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง ไม่ใช้ พลังวิญญาณ ใช้เพียงคาถาเรือนกายที่ข้าฝึกตนมาต่อสู้กับเจ้า ข้าอยากรู้ ว่าเรือนกายของเจ้าจะแข็งแกร่งได้ถึงระดับไหน”
เนี่ยเทียนตะลึง “จำเป็นต้องทำอย่างนั้นด้วยหรือ?”
“แค่ประลองฝีมือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เท่านั้น เจ้าคงจะไม่กลัว หรอกนะ?” สีหน้าของอินย่าหนันเต็มไปด้วยความดูแคลน “ตอนที่เจ้าฝึก ตน ข้าสัมผัสได้ และรู้ว่าวิชาเรือนกายที่เจ้าฝึกไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง ตอนที่ อยู่ในพื้นที่ที่ถูกปิดผนึก เจ้าสามารถดำลงไปถึงก้นทะเลสาบ แค่นั้นก็มาก พอจะพิสูจน์ให้รู้ถึงความร้ายกาจของเจ้า”
มู่ปี้ฉงจากเขาสุขาวดีเห็นว่าอีกฝุายหยุดอาวุธวิเศษประเภทบินก็เพียง แค่เพื่อจะท้าทายเนี่ยเทียน ดวงตาของนางก็พลันฉายความสนใจ
“เจ้าคงไม่กลัวนางหรอกกระมัง?” มู่ปี้ฉงยุแยง “ไม่ใช้พลังวิญญาณ ไม่ใช้พลังของงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง ลำพังเพียงแค่การโจมตีด้วยเรือนกาย อย่างเดียว เจ้าจะต้องกังวลอะไร?”
ถูกหญิงสาวสองคนยั่วอารมณ์ เนี่ยเทียนก็ยิ้มอย่างสง่างาม พยักหน้า ตอบรับ “ก็ได้”
จากนั้นเขาจึงบินลงมาจากอาวุธวิเศษประเภทบิน
ยังไม่ทันที่เขาจะร่วงลงพื้น อินย่าหนันก็ร้องคำรามเบาๆ หนึ่งทีแล้ว เรือนกายที่ปราดเปรียวของนางก็พลันย้ายมายังจุดที่เนี่ยเทียนกำลังจะ วางเท้าลงด้วยความเร็วราวเสือดาวจับเหยื่อ
แสงเลือดเป็นกลุ่มๆ ก่อตัวขึ้นมาระหว่างมือทั้งสองข้างของนาง และ ในแสงเลือดนั้นก็มีเสียงสัตว์คำรามออกมา
แสงเลือดทั้งเจ็ดกลุ่มเป็นเหมือนดวงตาของสัตว์โบราณบางประเภท มันมีขนาดใหญ่เท่าโคมไฟ ล้วนสร้างขึ้นจากเลือดลมที่เปี่ยมล้นของนาง ซึ่งพลันพุ่งเข้าไปโจมตีเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนหัวเราะหึหึ กำหมัดอยู่กลางอากาศแล้วต่อยไปยังกลุ่มแสง เลือดเหล่านั้นติดต่อกัน
แสงเลือดเจ็ดกลุ่มพลันระเบิดกระจาย
ขณะที่แสงสีเลือดสาดกระเซ็น ร่างของเนี่ยเทียนก็กระแทกลงมาบน พื้นอย่างแรงราวลูกกระสุนที่ร่วงลงพื้นดิน ทำให้พื้นดินที่แข็งกระด้างยุบ ยวบเป็นสองหลุมใต้ฝุาเท้าของเขา
ดวงตาของอินย่าหนันมีความแปลกใจวาบผ่าน ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ “ไม่เลว”
“ตูม!”
นางเองก็ยกมือกำเป็นหมัดเช่นกัน ในหมัดนั้นมีแสงสีเลือดเป็นเส้นๆ ปะปนซึ่งกำลังแปรสภาพไปอย่างต่อเนื่อง
ในสายตาของเนี่ยเทียน นางในเวลานี้เหมือนแปรเปลี่ยนไปเป็นสัตว์ โบราณหลากหลายชนิด บางครั้งก็เป็นเหมือนวัวบรรพกาล บางครั้ง เหมือนวานรยักษ์เกราะทอง บางครั้งก็เหมือนงูเหลือมยักษ์กระหายเลือด
หมัดของอินย่าหนันที่พุ่งเข้ามาทำให้อากาศแตกลั่นดังเปรี๊ยะๆ
แสงสีเลือดกระจัดกระจายสาดออกมาจากในหมัดออกนาง ครั้นจึง รวมตัวขึ้นเป็นงูเหลือมลายเลือดที่ดุดันตัวหนึ่ง
หมัดนั้นของนางเหมือนส่วนหัวของงูเหลือมลายเลือด นิ้วที่จู่ๆ ก็กาง ออกจึงเป็นเหมือนงูเหลือมลายเลือดที่อ้าปากสีแดงฉานออกกว้างหมาย จะเขมือบกลืนร่างของเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนยืนนิ่งอยู่ที่เดิมดั่งเสาหินที่ฝังรากลงไปในใต้ดิน เพียงยกมือ ขึ้นแบแล้วตบออกไป
กลางฝุามือของเขามีเลือดลมที่เข้มข้นแผ่ออกมา เลือดลมนั้นเกิดการ เปลี่ยนแปลง ทำให้ฝุามือข้างนั้นของเขาใหญ่โตเหมือนพัดใบลาน
“ตึง!”
หัวของงูเหลือมลายเลือดที่อ้าปากตรงเข้ามาฉกกัดพลันถูกตบจน สลายออกจากกัน ร่างของอินย่าหนันจึงปรากฏขึ้น
คนทั้งสองสู้รบประชิดตัวพัวพันกันทันที ใช้ศอก เข่า หมัดปะทะกัน อย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่เรือนกายปะทะกันล้วนมีเสียงกัมปนาทราวเสียง ฟูาผ่าดังออกมาเสมอ
เนี่ยเทียนมีประสบการณ์ต่อสู้ประชิดตัวกับชนต่างเผ่ามาก่อน ยามที่ เขาต่อสู้กับอินย่าหนันจึงควักเอากลเม็ดเคล็ดลับที่ยอดเยี่ยมมากมาย ออกมาใช้
อินย่าหนันเองก็เชี่ยวชาญในการต่อสู้ประชิดตัวเหมือนกัน อีกทั้ง ความแข็งแกร่งของร่างกายนางยังไม่เป็นรองเนี่ยเทียน
คนทั้งสองฝีมือสูสี เลือดลมก็ไต่ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ไม่นานผิวหนังภายนอกของเนี่ยเทียนก็เป็นฝุายแบกรับการโจมตีทาง เลือดลมของอินย่าหนันไม่ไหวก่อน ผิวหนังของเขาจึงปริแตกและมีหยด เลือดไหลติ๋งๆ
ส่วนอินย่าหนันกลับไม่มีแม้แต่ร่องรอยบาดเจ็บ
ทว่าระหว่างการต่อสู้ สายตาที่นางใช้มองเนี่ยเทียนกลับยิ่งเคร่งเครียด มากขึ้นเรื่อยๆ
ดูจากเลือดลมแต่ละเส้นที่นางแทรกซึมเข้าไปในร่างเนี่ยเทียนและ พลังงานที่นางใช้โจมตีร่างกายของอีกฝุายทำให้นางรู้ถึงสถานการณ์ของ เนี่ยเทียนอย่างชัดเจน
ในความรู้สึกของนาง เนี่ยเทียนเหมือนได้รับบาดเจ็บ ทว่าบาดแผล เหล่านั้นล้วนเป็นแค่บาดแผลภายนอกเท่านั้น หัวใจ กระดูก เส้นเอ็นของ เขาล้วนไม่มีร่องรอยของการบาดเจ็บแม้แต่น้อย
พอพลังเลือดลมของนางซึมเข้าไปในร่างของเนี่ยเทียนก็จะสลาย หายไปอย่างไร้ร่องรอย
นางรู้สึกเพียงว่าอวัยวะภายในของเนี่ยเทียนแข็งแกร่งราวกับเหล็ก กระดูกก็เป็นผลึกใส เส้นเอ็นก็ยิ่งเหมือนหล่อหลอมขึ้นมาจากทองเส้น สามส่วนที่เปราะบางที่สุดของเรือนกายกลับแข็งแกร่งเหนือเกินกว่าที่นาง จินตนาการเอาไว้
กลับเป็นพลังของเนี่ยเทียนที่โจมตีเข้ามาในร่างของนางเสียอีกที่พลุ่ง พล่านดุเดือด ทำให้นางเจ็บปวดจนพูดไม่ออก
มองดูเหมือนผิวหนังภายนอกของนางไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่เมื่อเจอกับ ปราณเลือดลมที่บ้าคลั่งเหล่านั้น อวัยวะภายในของนางกลับสั่นสะท้าน ทั้งยังเริ่มเกิดลางที่จะปริแตก
ครึ่งเค่อต่อมา นางก็เป็นฝุายถอนตัวออกจากสนามรบ
เนี่ยเทียนไม่ได้ฉวยโอกาสไล่ไปโจมตีเพื่อเอาชนะ เพียงก้มหน้ามอง อาภรณ์ที่ขาดวิ่น รวมไปถึงบาดแผลเล็กละเอียดบนผิวหนังแล้วกล่าวด้วย รอยยิ้ม “เจ้าร้ายกาจกว่าข้า”
อินย่าหนันบินกลับเข้าไปในอาวุธวิเศษประเภทบินโดยไม่เอ่ยคำใด พอเข้ามาข้างในก็นั่งแปะลงกับพื้นแล้วหยิบเอาเนื้อสัตว์วิเศษหลายก้อน ออกมากิน ทั้งยังหยิบยาเม็ดหนึ่งที่มีกลิ่นคาวมากลืนลงไปด้วย
เนี่ยเทียนหัวเราะเบาๆ หนึ่งที แล้วจึงหยิบเอาเนื้อสัตว์ออกมากัดกลืน ลงท้องเช่นกัน
มู่ปี้ฉงที่มองการต่อสู้อยู่ไม่มีความรู้สึกที่เฉียบไวต่อเลือดลม ลำพังดูแค่ จากภายนอกจึงรู้สึกว่าอินย่าหนันมีฝีมือมากกว่าเนี่ยเทียน อีกฝุายไม่มี รอยบาดเจ็บแม้แต่รอยเดียว
ทว่าร่างเนี่ยเทียนกลับโชกด้วยเลือด สภาพสะบักสะบอมอย่างยิ่ง
“บุตรแห่งดวงดาวที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวให้การยอมรับมีฝีมือ แค่นี้เองหรือ” ดวงตาของมู่ปี้ฉงมีความดูหมิ่นวาบผ่าน “ไม่อาศัยหุ่นเชิด เลือดและอาวุธวิเศษประเภทบินของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว พลัง การต่อสู้ที่แท้จริงของเขาก็เหมือนว่าจะธรรมดามากๆ”
อินย่าหนันที่กลืนยาลงไปเม็ดหนึ่งหันมามองนางด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าจะไปเข้าใจอะไร!”
อินย่าหนันรู้ดีว่าเนี่ยเทียนแค่ได้รับบาดเจ็บผิวเผินเท่านั้น ไม่ได้ส่งผล กระทบต่อพลังการต่อสู้ของเขาเลย
แต่นางเองต่างหากที่พอเจอการโจมตีจากปราณเลือดของเนี่ยเทียน ติดต่อกัน อวัยวะภายในทั้งหมดก็ล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัส หากยังสู้ต่อไป มีแต่จะทำให้อวัยวะและเส้นเอ็นของนางฉีกขาดเท่านั้น
นางรู้ชัดเจนดีว่า เนี่ยเทียน…ไม่ได้ใช้พลังวิญญาณแม้แต่เสี้ยวเดียว แล้วก็ไม่ได้ใช้เวทลับของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวด้วย
นี่หมายความว่า ลำพังอาศัยแค่การต่อสู้ด้วยเรือนกาย อันที่จริงแล้ว นางก็คือฝุายที่พ่ายแพ้
“อู้!”
เนี่ยเทียนเองก็ตามขึ้นมาอาวุธวิเศษประเภทบิน ทว่ารอยแผลที่ปริ ออกของเขากลับประสานตัวเข้าหากันแล้ว
อินย่าหนันเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง พอเห็นว่ารอยแผลของเขาเหมือน จะผสานตัวหายดีแล้ว สีหน้าของนางก็ยิ่งเปลี่ยนมาเป็นย่ำแย่เข้าไปอีก
“ฟิ้ว!”
อาวุธวิเศษประเภทบินที่อยู่ใต้ฝุาเท้าของนางเปลี่ยนจากจอดนิ่งๆ เป็นบินทะยานออกไปอย่างบ้าคลั่ง
นางไม่กล่าวคำใด แค่นั่งเงียบๆ พยายามรักษาอาการบาดเจ็บโดยเร็ว ที่สุด
ส่วนเนี่ยเทียนที่พอกินเนื้อสัตว์เข้าไปแล้วใช้เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ บาดแผลภายนอกก็ไม่น่าเป็นห่วงอีกต่อไป
หลังจากนั้นอินย่าหนันก็ไม่ท้าทายเนี่ยเทียนอีกเลย
ผ่านไปอีกหลายวัน
อาวุธวิเศษประเภทบินที่คนทั้งสามโดยสารมาพลันบินมาถึงหุบเขา โล่งกว้างแห่งหนึ่ง ในหุบเขานั้นมีซากศพของเผ่ามนุษย์อยู่หลายร้อยศพ
ศพเหล่านั้นสวมอาภรณ์จากสองสำนักที่ต่างกัน
ศพของพวกเขาแห้งเหี่ยวราวท่อนฟืน ทั่วทุกมุมในหุบเขาอบอวลไป ด้วยปราณแห่งความตายเข้มข้น
“ที่นี่เคยมีการต่อสู้โหดเหี้ยมเกิดขึ้นมาก่อน น่าจะเป็นสำนักผู้ฝึก ลมปราณสองแห่งที่มาทำการประลองกันที่นี่” ตอนที่อาวุธวิเศษประเภท บินจอดนิ่ง มู่ปี้ฉงจากเขาสุขาวดีก็ก้มมองลงไปเบื้องล่างแล้วอธิบายเบาๆ “ว่ากันว่าสำนักเผ่ามนุษย์บางแห่งที่มีความแค้นลึกล้ำต่อกันมักจะเลือก มาประลองกันในสนามรบสุ้ยเมี่ย”
“น่าจะผ่านมานานมากแล้วนะ” เนี่ยเทียนพึมพำเบาๆ
ศพเหล่านั้นไม่เหลือเลือดลมอยู่แม้แต่เสี้ยวเดียว แสดงว่าพวกเขา น่าจะตายกันมานานมากแล้ว อีกทั้งอาวุธ แหวนเก็บของที่ศพเหล่านั้น ควรมีก็ถูกคนเก็บเอาไปหมดแล้ว ต่อให้พวกเขาลงไปก็คงไม่ได้รับผลเก็บ เกี่ยวใดๆ
อินย่าหนันเหลือบมองอยู่หลายครั้งก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเสียเวลา ดังนั้นจึงบังคับให้อาวุธวิเศษประเภทบินไปจากที่แห่งนี้
หลังจากที่อาวุธวิเศษประเภทบินของพวกเขาจากไปได้ไม่กี่นาที เบื้อง ใต้ศพที่กองกันเป็นพะเนินแห่งหนึ่งก็มีโครงกระดูกใสแวววาวตนหนึ่งโผล่ ออกมา
นั่นคือคนจากเผ่าโครงกระดูกที่อายุยังน้อย
ร่างทั้งร่างของเขาเป็นผลึกใสแวววาวราวหยกเนื้อดี ซึ่งด้านในมี ประกายแสงไหลเวียนวน ไม่มีปราณความตายอบอวลอย่างที่เผ่าโครง กระดูกควรมี กลับกันคือมีชีวิตชีวาสดใสมากด้วยซ้ำ
ดวงตาที่กลิ้งกลอกของเขาก็เต็มไปด้วยสติปัญญาเช่นกัน และตอนนี้ เขากำลังจ้องไปยังอาวุธวิเศษประเภทบินที่กำลังจากไปไกล
ผ่านไปพักหนึ่งเขาก็ถอนสายตากลับมา ครั้นจึงดึงเอาพลังแห่งความ ตายจากในกองศพของเผ่ามนุษย์มาชุบหลอมเรือนกายของตัวเองต่อ
เนิ่นนานหลังจากนั้น
ชายหนุ่มเผ่าอสูรกายก็ขับเคลื่อนหัวกะโหลกใหญ่ยักษ์ตามมาถึงที่ แห่งนี้
ตอนที่พวกเนี่ยเทียนบินผ่านมา ชายหนุ่มเผ่าโครงกระดูกได้จงใจใช้ เวทลับเก็บอำพรางปราณของตัวเอง ทำให้พวกเนี่ยเทียนสัมผัสไม่ถึงเขา
แต่ตอนที่ชายหนุ่มเผ่าอสูรกายมาถึง เขากลับไม่คิดจะปกปิด ยังคงนั่ง ฝึกตนอยู่ท่ามกลางกองกระดูก
ดูเหมือนว่าชายหนุ่มเผ่าอสูรกายจะรู้จักกับเขา พอมาถึงจึงกล่าวว่า “เห็นเผ่ามนุษย์สามคนผ่านมาทางนี้หรือเปล่า? ข้างกายผู้หญิงคนหนึ่งมีงู เหลือมระดับแปดอยู่ตัวหนึ่ง”
“เห็นแล้ว” ชายหนุ่มเผ่าโครงกระดูกตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “งู เหลือมตัวนั้นร้ายกาจมาก ส่วนคนอีกสองคนก็อันตรายมากเช่นกัน”
“ถูกต้อง” ชายหนุ่มเผ่าอสูรกายพยักหน้า “หากเจ้าและข้าลงมือ เพียงลำพังคงเอาชนะพวกเขาไม่ได้ แต่หากร่วมมือกันก็ยังพอจะมีความ เป็นไปได้ สนใจหรือไม่?”
ดวงตาของชายหนุ่มเผ่าโครงกระดูกกลิ้งกลอกอยู่ครู่หนึ่ง “แค่พอมี ความเป็นไปได้ โอกาสจะชนะมีน้อยเกินไป ข้าไม่สนใจ”
ชายหนุ่มเผ่าอสูรกายนิ่งคิดไปครู่ก็พูดอีกว่า “หากข้าขอให้กู่ถ่าซือเข้า ร่วมด้วยล่ะ?”
“หากมีกู่ถ่าซือร่วมด้วย ข้ายินดีลอง” เผ่าโครงกระดูกกล่าว
“ตกลง เจ้ารอฟังข่าวจากข้า” ชายหนุ่มเผ่าอสูรกายหัวเราะหึหึ ครั้น จึงขับเคลื่อนหัวกะโหลกให้เปลี่ยนทิศทางแล้วจากไปไกลอย่างรวดเร็ว ดู ท่าเขาคงคิดไปตามหากองหนุนที่แข็งแกร่ง
……
ผ่านไปอีกหลายวัน ภูเขาสีเขียวอมน้ำตาลลูกหนึ่งพลันปรากฏอยู่ เบื้องหน้าเนี่ยเทียน
โดยรอบภูเขาลูกนั้นมีผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์กระจายตัวกันอยู่สิบ กว่าคน ทุกคนล้วนมีตบะเขตสามัญและเขตลี้ลับ
พวกคนที่โอบล้อมภูเขาลูกนั้นต่างก็ดวงตาเป็นประกาย จ้องนิ่งไปยัง ตัวภูเขาด้วยสีหน้าครุ่นคิด คล้ายทำความเข้าใจกับอะไรบางอย่าง
หลังจากขยับเข้ามาใกล้ เนี่ยเทียนก็มองเห็นว่าตัวภูเขาลูกนั้นสลักเส้น สายแปลกประหลาดเอาไว้มากมาย ซึ่งดูเหมือนลายเส้นพวกนั้นจะซุก ซ่อนความหมายที่ลึกล้ำเอาไว้
อินย่าหนันจอดอาวุธวิเศษประเภทบินโดยอัตโนมัติ แล้วจึงพลิ้วตัวลง ไปอยู่ข้างภูเขาประหลาด ก่อนเอ่ยถามคนผู้หนึ่ง “พวกเจ้ามองอะไรกัน อยู่น่ะ?”