ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 826 ผนังหินแห่งการบรรลุ
คนผู้นั้นมีตบะเขตลี้ลับช่วงต้น เดิมทีกำลังตั้งใจมองไปยังเส้นสายที่อยู่ บนผนังหิน เพ่งสมาธิทำความเข้าใจ
ตอนที่ถูกรบกวน สีหน้าเขาก็ไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง แต่พอหมุนตัว กลับมาแล้วพบว่าผู้ถามคือหญิงสาวคนหนึ่งที่มีเรือนกายเร่าร้อน หน้าตา โดดเด่น เขาถึงข่มกลั้นความไม่พอใจลงไปได้
จากนั้นเขาก็หันไปเห็นมู่ปี้ฉงที่สวมผ้าคลุมหน้า เห็นท่วงท่าอรชร อ้อนแอ้นของอีกฝุายจึงรู้ว่านี่ก็คือสาวงามอีกคนหนึ่ง
ในที่สุดมุมปากของเขาก็ยกยิ้ม เอ่ยตอบรับ “ทำความเข้าใจ”
“ทำความเข้าใจ?” อินย่าหนันมองลายเส้นประหลาดมากมายที่อยู่ บนผนังหินด้วยความใคร่รู้ “ลายเส้นยุ่งเหยิงอิรุงตุงนังพวกนี้จะทำให้คน บรรลุสัจธรรมยิ่งใหญ่ได้ด้วยหรือ?”
“เป็นอย่างนี้จริงๆ นะ” คนผู้นั้นน้ำเสียงไม่มีล้อเล่นแม้แต่น้อย “หลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมา มีคนไม่น้อยที่บรรลุความลี้ลับของที่แห่ง นี้ได้ ในบรรดานั้นมีเผ่ามนุษย์ที่ทำความเข้าใจจนบรรลุคาถาวิเศษ แล้วก็ มีชนต่างเผ่าที่บรรลุเวทลับทางสายเลือด ดูเหมือนพวกเขาจะเรียกที่แห่ง นี้ว่าผนังหินแห่งการบรรลุ แน่นอนว่าคนที่สามารถบรรลุได้เป็นเพียงแค่ ส่วนน้อย คนส่วนมากล้วนไม่ได้รับผลพวงใดๆ”
“ลายเส้นพวกนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?” อินย่าหนันถามอีกครั้ง
“ไม่แน่ใจเหมือนกัน” คนผู้นั้นส่ายหัว “อย่างไรซะพวกเราก็ได้ยินคำ เล่าลือเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้มาโดยตลอด รู้ว่ามีสถานที่แบบนี้อยู่”
จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนหัวข้อ ถามขึ้นว่า “พวกเจ้า…มาจากที่ไหน?”
“ดินแดนปราการดวงดาว” อินย่าหนันตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ดินแดนปราการดวงดาว?” คนผู้นั้นส่ายหัวอีกครั้ง “ไม่เคยได้ยินมา ก่อน ดินแดนปราการดวงดาวของพวกเจ้ามีผู้แข็งแกร่งสูงสุดอยู่ใน ขอบเขตใด?”
“แดนว่างเปล่าขั้นสูงสุด” อินย่าหนันตอบรับอีกครั้ง
“แดนว่างเปล่าขั้นสูงสุดเองหรือ ถ้าเช่นนั้นดินแดนปราการดวงดาว ของพวกเจ้าก็เป็นแค่ดินแดนดวงดาวระดับต้นเท่านั้น” ดวงตาของคนผู้ นั้นมีความดูแคลนเพิ่มขึ้นมาเสี้ยวหนึ่งไม่ต่างจากที่ฟางอิ๋งอิ๋งเคยมี “ลายเส้นพวกนี้แฝงเร้นความลี้ลับเอาไว้มากมาย มีเพียงคนที่มีพรสวรรค์ เลิศล้ำเท่านั้นถึงจะบรรลุถึงมันได้”
ฟังจากความหมายในคำของเขาก็เหมือนว่าจะไม่นับรวมพวกอิน ย่าหนันสามคนอยู่ในคนประเภทนี้ด้วย
ทว่าอินย่าหนันกลับไม่โกรธเคือง ยังคงโยนคำถามพูดคุยกับเขาต่อไป
เนี่ยเทียนและมู่ปี้ฉงสองคนยืนอยู่ข้างหลังนาง เวลานี้กำลังมอง ประเมินไปรอบด้านด้วยความเบื่อหน่าย
เนี่ยเทียนสังเกตเห็นว่าเมื่อดูจากอาภรณ์ที่ผู้ฝึกลมปราณซึ่งมารวมตัว กันอยู่ที่นี่สวมใส่ พวกเขาก็ไม่น่าจะมาจากสำนักเดียวกัน
ขอบเขตของพวกเขามีแค่เขตสามัญและเขตลี้ลับเท่านั้น เนี่ยเทียนยัง ไม่เห็นคนไหนจะร้ายกาจเป็นพิเศษ
ภูเขาสีเขียวอมน้ำตาลสูงแค่พันเมตร ทุกด้านของผนังหินล้วนมี ลวดลายประหลาดอยู่มากมาย พวกผู้ฝึกลมปราณที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน กระจายกันอยู่ทั่วทุกมุม
คนเหล่านั้นคอยเปลี่ยนตำแหน่งไปยืนอยู่หลายๆ ด้านของผนังหิน
บริเวณใกล้เคียงกับภูเขามีแค่พื้นดินที่แข็งกระด้าง ไม่มีต้นไม้ใบหญ้า ใดๆ แล้วก็ไม่มีปราณและความเคลื่อนไหวของแมลงหรือสัตว์
ปราณวิญญาณฟูาดินของที่แห่งนี้ก็ยิ่งเบาบางจนแทบสัมผัสไม่ได้
ตอนที่อินย่าหนันพูดคุยกับคนผู้นั้น เนี่ยเทียนดึงสายตาที่มองไปทั่ว กลับมา แล้วก็มองไปยังลายเส้นบนผนังหินด้วยความใคร่รู้เช่นกัน
เขามองอยู่พักหนึ่ง ทั้งยังแผ่กระแสจิตวิญญาณออกไปรับสัมผัส ทว่า กลับมองไม่เห็นความลี้ลับอะไร
เวลานี้เขาจึงอดนึกขึ้นมาไม่ได้ว่า หากต้วนสือหู่ศิษย์พี่ของเขามาอยู่ ที่นี่ ด้วยพรสวรรค์ด้านอักขระที่น่าตะลึงของต้วนสือหู่ บางทีอีกฝุาย อาจจะสามารถมองความมหัศจรรย์อะไรออกจากลายเส้นที่พัวพันกันยุ่ง เหยิงพวกนี้ก็เป็นได้
ส่วนเขานั้นไม่เชี่ยวชาญด้านค่ายกล ภาพวิเศษและอักขระเลยแม้แต่ น้อย
มองอยู่พักใหญ่ เขาที่รู้สึกว่าเสียเวลาเปล่าก็อดเอ่ยเร่งอินย่าหนันไม่ได้ “ไม่มีอะไรน่าดูหรอก พวกเรารีบไปจากที่นี่กันเถอะ”
“อย่าเพิ่งรีบร้อน ลองดูอีกพักก่อน” อินย่าหนันกล่าว
จากนั้นอินย่าหนันและมู่ปี้ฉงสองคนก็เข้าไปปะปนอยู่ในกลุ่มคน พวก นางเบิกตากว้าง จ้องมองไปยังภาพบนผนังหิน เส้นสายตาคอยไล่เวียนไป ตามจุดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง พยายามจะวิเคราะห์ความลี้ลับของมันให้ ออก หมายได้บรรลุเวทคาถาหรือตราอาคมอะไรที่พิเศษ
เนี่ยเทียนยิ่งรู้สึกเบื่อหน่ายเข้าไปใหญ่
มีประสบการณ์การประมือกับสำนักเชื่อมฟูามาก่อน เขาจึงรู้มาตั้ง นานแล้วว่าในสนามรบสุ้ยเมี่ยแห่งนี้ ระหว่างเผ่ามนุษย์ด้วยกันหาใช่ สามัคคีปรองดองไม่
การที่ผู้ฝึกลมปราณซึ่งเห็นได้ชัดว่ามาจากต่างกลุ่มอิทธิพลได้มา รวมตัวกันและทำความเข้าใจกับที่แห่งนี้อย่างสงบสุข นับว่าเป็นเรื่อง แปลกประหลาดไม่น้อย
พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วครึ่งวัน
เนี่ยเทียนได้ยินบทสนทนาของคนเหล่านั้น รู้ว่าคนเหล่านั้นรู้จักกัน เหมือนจะมาจากดินแดนดวงดาวแห่งเดียวกัน
ทว่าดินแดนดวงดาวที่คนเหล่านั้นจากมามีระดับสูงกว่าดินแดน ปราการดวงดาวเล็กน้อย ฝุายในของสำนักก็คล้ายจะมีผู้แข็งแกร่งแดน เอตทัคคะนั่งบัญชาการณ์
พวกเขาเองก็เดินทางมายังสนามรบสุ้ยเมี่ยพร้อมกับผู้อาวุโสใน ตระกูลเช่นกัน แต่ตอนนี้พวกผู้อาวุโสได้เข้าไปในจุดลึกของสนามรบสุ้ย เมี่ย ทิ้งพวกเขาไว้รอบนอก
คนเหล่านั้นบางคนก็อยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยมาสองสามปีแล้ว บางคนก็ ได้ผลเก็บเกี่ยว แต่บางคนก็ยังไม่ได้อะไรมาครองแม้แต่ทรายสักเม็ด
เวลาผ่านไปอีกสองชั่วยาม
เนี่ยเทียนค้นพบด้วยความตะลึงงันว่าในจุดลึกของดวงตางูเหลือม เลือดน้ำแข็งที่ขดตัวอยู่ข้างกายอินย่าหนันพลันมีประกายประหลาดวาบ ผ่าน
ดวงตาของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งข้างหนึ่งเป็นผลึกใสราวน้ำแข็ง อีก ข้างหนึ่งเป็นสีแดงเข้ม
ดวงตาข้างที่เป็นสีแดงเข้มนั้นเหมือนจะมาจากสายเลือดของงูเหลือ มลายเลือด และก็เป็นดวงตาข้างนั้นที่ค่อยๆ มีเส้นเลือดฝอยปรากฏขึ้นมา
เลือดฝอยนั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ดวงตาของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งจ้องเป๋งไปยังจุดหนึ่งของผนังหินที่มี ลวดลายตัดสลับกัน ก่อนที่เส้นจิตวิญญาณสัตว์หลายเส้นบินจะออกไป จากดวงตาของมัน
เส้นจิตวิญญาณสัตว์เหล่านั้นเหมือนได้ไปผสานรวมกับลวดลายบน ผนัง ทำให้ลวดลายเหมือนถูกอาบย้อมด้วยสีแดงของเลือด
อินย่าหนันพลันคืนสติ นางเหลือบมองงูเหลือมเลือดน้ำแข็งแวบหนึ่ง แล้วก็มองไปยังลายเส้นบนผนัง ทันใดนั้นดวงตาคู่งามของนางก็เป็น ประกายวาบ
นางคาดไม่ถึงว่าตัวนางเองยังไม่ทันสัมผัสได้ถึงความลี้ลับใดๆ จาก ลายเส้นพวกนั้น แต่กลับกลายมาเป็นงูเหลือมเลือดน้ำแข็งเสียอีกที่ดู เหมือนว่าลายเส้นจุดหนึ่งบนผนังได้ไปกระตุ้นการค้นพบจากสายเลือดงู เหลือมลายเลือดของมัน
ความผิดปกติของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งก็ทำให้ผู้ฝึกลมปราณสิบกว่า คนที่รวมตัวกันอยู่ที่แห่งนี้เกิดความแปลกใจ
คนเหล่านั้นคอยเหลือบมองมาบ่อยๆ
ซึ่งคนที่พูดคุยกับอินย่าหนันก่อนหน้านี้ก็มองมาอยู่พักหนึ่ง สุดท้าย อดใจไม่ไหวจึงถามขึ้น “งูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ตัวนี้ของเจ้ามีสายเลือดระดับ ใด?”
เขาเองก็เข้าใจผิดเหมือนฟางอิ๋งอิ๋งจากสำนักเชื่อมฟูา นึกว่างูเหลือม เลือดน้ำแข็งเป็นเพียงงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ทั่วไปที่มีอยู่ในทุกอาณาจักร ใหญ่ๆ
และระดับแรกเริ่มของงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ก็มีแค่ระดับสองเท่านั้น มันจำเป็นต้องใช้เวลายาวนานในการเติบโตและแปรสภาพ ถึงจะเปลี่ยน มาเป็นแข็งแกร่ง
ทว่าเนื่องจากสายเลือดตั้งต้นของมันค่อนข้างต่ำ หากงูเหลือมน้ำแข็ง ยักษ์คิดจะเลื่อนเป็นระดับเจ็ด ระดับแปด ก็แทบจะไม่มีความหวังเลย
คนผู้นั้นเคยได้ยินมาว่างูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ที่ร้ายกาจที่สุดก็มี สายเลือดแค่ระดับหกเท่านั้น
งูเหลือมน้ำแข็งยักษ์สายเลือดระดับหกเทียบเคียงได้กับเผ่ามนุษย์เขต ลี้ลับ ซึ่งไม่นับว่าโดดเด่นอะไร
และก็เพราะเหตุนี้ ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้พวกผู้ฝึกลมปราณจากต่าง ดินแดนที่เข้าใจผิดว่างูเหลือมเลือดน้ำแข็งคืองูเหลือมน้ำแข็งยักษ์จึงไม่ได้ ให้ความสนใจอินย่าหนัน
งูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ที่ธรรมดาตัวหนึ่งกลับทำความเข้าใจกับผนังหิน ได้ เป็นเรื่องที่ทำให้พวกเขาแปลกใจอย่างมาก
“ระดับหก” อินย่าหนันตอบรับอย่างอารมณ์ดี
คนผู้นั้นไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย ทั้งยังพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉานิดๆ “มันสามารถบรรลุความลี้ลับบนผนังหินได้ วันหน้าความเป็นไปได้ที่จะ แปรสภาพเป็นระดับเจ็ดก็มีมาก งูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ระดับเจ็ดนับว่าร้าย กาจไม่น้อย เจ้าโชคดีไม่เบา”
“แต่ไรไหนมาข้าก็เป็นคนโชคดีอยู่แล้ว” อินย่าหนันไม่ถ่อมตัวแม้แต่ น้อย
“น่าเสียดายที่ต่อให้เป็นงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์สายเลือดระดับเจ็ด สติปัญญาก็ยังไม่สูงมากนัก” คนผู้นั้นมีท่าทีเสียดาย “หากมันมีสติปัญญา ที่น่าตะลึงมากพอจนสามารถติดต่อทางจิตวิญญาณกับเจ้าได้ เจ้าก็ สามารถถามมันได้ว่ามันใช้วิธีการใดถึงได้บรรลุความลี้ลับของลายเส้นที่ อยู่บนผนังพวกนั้น”
อินย่าหนันยิ้มรับโดยไม่เอ่ยต่อความ
คนอื่นๆ ที่เห็นว่างูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ตัวหนึ่งยังสามารถบรรลุความลี้ ลับบนผนังหินได้ก็คล้ายจะเกิดแรงผลักดัน
อันดับต่อมา คนเหล่านั้นก็ยิ่งจ้องไปยังลายเส้นบนผนังอย่างมีสมาธิ มากขึ้น ต่างคนต่างเอากระแสจิตวิญญาณไปรวมกันอยู่ด้านบน หมายจะ ไขความลับเพื่อให้ได้มาซึ่งคาถาวิเศษและความเข้าใจต่อการฝึกตนของ ตัวเอง
เนี่ยเทียนไม่ได้มองไปยังผนังหินอีก แล้วก็ไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน เพียง นั่งฝึกตนรออยู่ตรงตีนเขาลูกนั้นเงียบๆ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เนี่ยเทียนพลันตื่นขึ้นมาจากการฝึกตน
หัวคิ้วของเขาค่อยๆ ขมวดเข้าหัน หันหน้ามองไปรอบด้าน
สายเลือดแห่งชีวิตของเขาสัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่ามีเลือดลมสามขุมที่ จงใจระงับเอาไว้ ซึ่งเวลานี้กำลังคืบคลานเข้ามาอำพรางตัวอยู่ใกล้ๆ อย่าง เงียบเชียบ
ดูจากคลื่นเคลื่อนไหวของเลือดลมเหล่านั้น เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มาจาก เผ่ามนุษย์
ผ่านไปอีกพักหนึ่งก็มีปราณแห่งความตายอ่อนจาง ปราณแห่งความ มืดมิดและปราณปีศาจกระจายลอยมาตามลม
คนอื่นๆ เองก็สัมผัสได้ถึงปราณพลังงานที่พิเศษเหล่านั้น แต่กลับไม่ได้ ให้ความสนใจเท่าใดนัก
หลายพื้นที่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยล้วนมีปราณแห่งความมืดมิดและปราณ ปีศาจล้อมวน ทั้งยังล่องลอยไปทั่วด้าน พวกเขาจึงคิดว่านี่เป็นเหตุการณ์ ปกติ
แต่ไม่นานปราณแห่งความตาย ปราณแห่งความมืดมิดและปราณ ปีศาจที่ลอยมาก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
พวกผู้ฝึกลมปราณที่ทำความเข้าใจกับผนังหินอยู่ในที่แห่งนี้ล้วน ปรับตัวเข้ากับปราณเหล่านั้นได้ไม่ดีนักจึงพากันเรียกม่านแสงพลัง วิญญาณออกมาสกัดกั้นการแทรกซึมของปราณพวกนั้น
เนี่ยเทียนเริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่เป็นสุข เขาพลันเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า “ปัญหามาแล้ว”
มู่ปี้ฉงและอินย่าหนันลืมตาพร้อมกัน
“มีบางอย่างผิดปกติ” เนี่ยเทียนสีหน้าเคร่งเครียด “ด้านนอกมีปราณ ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่สามขุม ไม่ใช่ของเผ่ามนุษย์”
อินย่าหนันแค่นเสียงในลำคอ “พวกเรายังต้องกลัวด้วยหรือ?” นาง อาศัยว่าตัวเองมีงูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับแปด จึงไร้ความหวาดกลัวใดๆ
นอกจากนี้งูเหลือมเลือดน้ำแข็งยังอยู่ในสภาวะบรรลุความลี้ลับ นาง สัมผัสได้ว่าลายเส้นบนผนังหินมีประโยชน์ต่อเวทลับทางสายเลือดของงู เหลือมเลือดน้ำแข็ง ดังนั้นต่อให้รู้ว่ามีอันตราย นางก็ไม่คิดจะจากไป
“ข้าแค่บอกให้พวกเจ้าระวังตัวกันให้มากขึ้น” เนี่ยเทียนมีสีหน้านิ่ง ขรึม
“อ้อ ถ้างั้นก็มาดูกันว่าจะมีปัญหาแบบไหนมา” อินย่าหนันไม่ยี่หระ แม้แต่น้อย
มู่ปี้ฉงจากเขาสุขาวดีก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่มีท่าทีว่าจะย้ายไปไหน
นางเองก็มีความมั่นใจต่อดอกไม้ปีศาจในร่างของตัวเองมากเหมือนกัน และนางก็ไม่รู้สึกว่าคนสามคนที่แอบมาใกล้อย่างเงียบเชียบจะสร้างภัย คุกคามให้กับนางได้
“แม่งเอ้ย ปราณแห่งความมืดมิดและปราณปีศาจนั่นยิ่งมารวมกัน มากเรื่อยๆ แล้ว ทำไมถึงไม่หยุดเสียที?” ผู้ฝึกลมปราณเขตสามัญช่วง กลางซึ่งขอบเขตเท่ากับเนี่ยเทียนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของภูเขาพลันลุกพรวด ขึ้นยืน ปากก็ด่ากราดไปด้วย “สถานที่บ้าๆ แห่งนี้อยู่ต่อไม่ได้แล้ว ข้าจะ เปลี่ยนที่”
รวบรวมพลังวิญญาณมาสร้างม่านแสงเขตอาคมเป็นเวลานานทำให้ เผาผลาญพลังมากเกินไป
เขาจำเป็นต้องไปจากที่นี่เพื่อหาจุดเหมาะๆ ในการฟื้นฟูพลัง หาไม่ แล้วเขาจะยิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ
พอเขาลุกขึ้นยืนก็มีผู้ฝึกลมปราณเขตสามัญอีกหลายคนที่พากันลุกขึ้น ด้วยสีหน้ามืดดำ
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาล้วนเป็นคนที่มิอาจทนรับปราณเหล่านั้นได้
ตอนที่พวกเขากำลังจะจากไปได้หันมามองเนี่ยเทียนแวบหนึ่งด้วย สายตาที่ฉายความแปลกใจ
เห็นๆ กันอยู่ว่าขอบเขตของเนี่ยเทียนเท่ากับพวกเขา ทว่าเนี่ยเทียน กลับไม่ต้องดึงพลังวิญญาณมาสร้างม่านคุ้มกันกายเช่นพวกเขา
และทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็มีเพียงเนี่ยเทียนคนเดียวเท่านั้นที่นั่งอยู่ท่ามกลาง ปราณแห่งความตาย ปราณแห่งความมืดมิดและปราณปีศาจได้อย่าง สบายๆ
“ในร่างข้ามีอาวุธพิเศษ” เนี่ยเทียนพูดพร้อมยิ้มตาหยี
เขาเคยชินกับสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายในสมัยก่อนของอาณาจักรเลี่ย คงมานานแล้ว เมื่อรูขุมขนบนเรือนกายที่แข็งแกร่งของเขาหุบตัวเข้าหา กัน ปราณแห่งความมืดมิดและปราณปีศาจก็ไม่สามารถแทรกซอนเข้ามา ในร่างของเขาได้แม้แต่เสี้ยวเดียว
นี่เป็นสิ่งที่แม้แต่อินย่าหนันก็ยังทำไม่ได้
พอได้ฟังคำอธิบายจากเขา พวกผู้ฝึกลมปราณเขตสามัญที่พากันรู้สึก แปลกใจก็ไม่ได้ซักไซ้ถามรายละเอียดอีก เพียงพากันจากไป
ครึ่งเค่อต่อมา
เนี่ยเทียนก็เอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า “หากไม่ผิดจากที่คาด พวกคนที่จากไป เมื่อครู่นี้ได้ตายกันหมดแล้ว”