ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 827 ผู้กล้าแห่งชนต่างเผ่า
อินย่าหนันและมู่ปี้ฉงสองคนที่ได้ยินประโยคนี้ต่างก็มีสีหน้าเฉยชา ไร้ ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
ราวกับว่าความเป็นตายของคนเหล่านั้นไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อพวก นาง มิอาจทำให้ในใจของพวกนางเกิดคลื่นเคลื่อนไหวใดๆ ได้
เนี่ยเทียนหัวเราะพรืด “พวกเจ้าใจกว้างไม่เบา”
เขาเองก็ไม่พูดอะไรให้มากความ เพียงแต่ดวงตามีความเย็นชาเพิ่ม เข้ามา และก็สังเกตการณ์อยู่เงียบๆ อยากรู้ว่าเจ้าสามคนที่ซ่อนตัวอยู่คิด จะเล่นลูกไม้อะไรกันแน่
พวกคนที่จากไปล้วนเป็นเขตสามัญ
ตอนที่เนี่ยเทียนสัมผัสได้ว่าแม้แต่ปราณเลือดเนื้ออันอ่อนจางของพวก เขาก็ไม่มีเหลืออยู่ มั่นใจว่าพวกเขาตายไปอย่างแน่นอนแล้ว ปราณแห่ง ความตายที่ลอยมาจากข้างนอกก็เปลี่ยนมาเป็นเข้มข้นกว่าเดิมอย่างเห็น ได้ชัด
ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์เขตสามัญหลายคนถูกฆ่าอย่างเงียบเชียบ นี่ หมายความว่าคนที่ลงมือต้องมีฝีมือไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
ปราณแห่งความมืดมิดและปราณปีศาจทยอยกันมารวมตัวมาก กว่าเดิม จนเริ่มกลบทับภูเขาที่คนเหล่านั้นใช้ทำความเข้าใจ
เนี่ยเทียนเงยหน้าขึ้นมองก็ไม่เห็นดวงดาวแม้แต่ดวงเดียว
“ค่อนข้างจะผิดปกติ”
เขตลี้ลับช่วงต้นที่พูดคุยกับอินย่าหนันก่อนหน้านี้ก็สัมผัสได้ถึงความ ไม่ชอบมาพากลเช่นกัน
เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะหยิบหินส่งข้อความเสียงก้อนหนึ่งออกมาจาก ชายแขนเสื้อแล้วทำการสื่อสารเงียบๆ
พวกคนที่จากไปก่อนหน้านี้ มีบางคนที่มีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดากับ เขา พวกเขามักจะสื่อสารกันผ่านหินส่งข้อความเสียงเป็นประจำ
เขากำหินส่งข้อความเสียงไว้ในมือ รับสัมผัสอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นหนักอึ้ง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที ก่อนจะตวาดกร้าว “เฉียนเฟยขาดการ ติดต่อไปแล้ว”
พอได้ยินเขาพูดเช่นนั้น พวกผู้ฝึกลมปราณที่เหลืออยู่ซึ่งคอยทำความ เข้าใจกับผนังหินพลางสร้างม่านพลังวิญญาณมาต้านทานการแทรกซึม จากปราณแห่งความมืดมิดและปราณปีศาจก็พากันอึ้งงัน
คนเหล่านั้นขมวดคิ้วมองเขา
สองคนนั้นในหยิบเอาหินส่งข้อความเสียงออกมาแล้วทำการสื่อสาร เงียบๆ
ไม่นานสีหน้าของคนทั้งสองก็เปลี่ยนมาเป็นไม่น่ามอง พวกเขาทยอย กันพูดว่า “ไม่มีการตอบรับแม้แต่นิดเดียว!”
มาถึงเวลานี้ ทุกคนที่กำลังทำความเข้าใจกับผนังหินต่างก็ไพล่นึกไป ถึงปราณแห่งความมืดมิดและปราณปีศาจ นั่นจึงทำให้พวกเขารู้สึกได้ว่า ท่าไม่ดี
“สถานที่แห่งนี้ไม่ควรอยู่นาน!”
คนเหล่านั้นสบตากันหนึ่งครั้งแล้วพุ่งมารวมตัวกันหมายไปจากผนัง หินแห่งการบรรลุ
ปราณแห่งความมืดมิดและปราณปีศาจที่เข้มข้นเริ่มมีปราณแห่งความ ตายที่รุนแรงเข้ามารวมด้วย นี่ไม่เหมาะสำหรับการต่อสู้ของเผ่ามนุษย์ ไม่ ว่าจะมีอันตรายซุ่มซ่อนอยู่หรือไม่ ไปจากที่แห่งนี้โดยเร็วที่สุดถึงจะเป็น การกระทำที่ชาญฉลาด
“พวกเจ้าไม่ไปรึ?” คนผู้นั้นที่สัมผัสได้ถึงลางไม่ดีเป็นคนแรกหันมา มองอินย่าหนันด้วยสายตาอึ้งงัน
อินย่าหนันสามคนนั่งนิ่งไม่ขยับ แม้แต่ความลนลานก็ไม่แสดงออกมา ทางสีหน้า
“ไม่ไป” น้ำเสียงของอินย่าหนันเฉยเมย
“ตามใจพวกเจ้า” คนผู้นั้นพยักหน้ารับแล้วก็ไม่พูดอะไรมากอีก เขา เพียงจากไปพร้อมกับพวกเขตลี้ลับที่เหลืออยู่ มุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่มี ปราณแห่งความมืดมิดและปราณปีศาจเบาบาง
ตอนที่พวกเขาขยับตัวก็มีอาวุธวิเศษประเภทบินหลายลำที่ลักษณะ ต่างกันทะยานออกมา
อาวุธวิเศษประเภทบินที่คนเหล่านั้นโดยสารไปจึงพลันเพิ่มความเร็ว ให้มากขึ้น
“ตึงๆๆ!”
ทว่าพวกเขาพุ่งตัวออกไปได้แค่ไม่กี่ร้อยเมตร แต่ละคนก็พลันผลัดตก ลงมาจากอาวุธวิเศษประเภทบิน
ส่วนอาวุธวิเศษประเภทบินที่ยังมีแรงเฉื่อยกลับพุ่งไปข้างหน้าต่อไป
“เผ่าอสูรกาย! เขตวิญญาณมืดครึ้ม!”
พวกคนที่ตกลงมาจากอาวุธวิเศษประเภทบินล้วนหน้าเปลี่ยนสี ร้อง อุทานตกใจอย่างห้ามไม่ได้
เนี่ยเทียนลุกขึ้นยืนช้าๆ มองไปยังทิศทางที่พวกเขาตกลงมาแล้ว พึมพำกับตัวเองเบาๆ “เขตวิญญาณมืดครึ้ม…”
เขาเคยต่อสู้กับอาหมู่ซือจากเผ่าอสูรกายมาก่อนจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับ พรสวรรค์ทางสายเลือดของอสูรกายชนิดนี้
“เขตวิญญาณมืดครึ้ม” ของเผ่าอสูรกายสามารถกักกันจิตวิญญาณ ปี นั้นตอนที่เขาและอาหมู่ซือต่อสู้กัน เขาคิดจะฝ่าออกไปจาก “เขต วิญญาณมืดครึ้ม” ทว่ากลับต้องแบกรับความเจ็บปวดที่มาจากเรือนกาย และจิตวิญญาณ จำต้องถูกบีบให้ล่าถอยกลับมา
เขตลี้ลับอาจแยกเรือนกายและจิตวิญญาณได้ก็จริง แต่เมื่อทิ้งเรือน กายที่มีเลือดเนื้อไปเมื่อไหร่ เส้นทางการฝึกตนของคนผู้นั้นก็คงดำเนิน มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
นอกจากนี้เมื่อไม่มีเลือดเนื้อ ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ที่เหลือเพียงจิต วิญญาณ หากต้องเผชิญหน้ากับอสูรกายผู้เชี่ยวชาญเวทลับทางจิต วิญญาณ เกรงว่าจุดจบคงยิ่งอเนจอนาถเข้าไปอีก
“อู้!”
หัวกะโหลกใหญ่ยักษ์หัวหนึ่งพลันลอยมาถึง
บนหัวกะโหลกมีชายหนุ่มเผ่าอสูรกายที่พวกเนี่ยเทียนเคยพบหน้าครั้ง หนึ่งนั่งอยู่
ชายหนุ่มยิ้มกว้าง แล้วจู่ๆ หัวกะโหลกที่เกิดจากการรวมตัวกันของ เศษซากวิญญาณมากมายก็พลันอ้าปากออกแล้วสูดสวบ
จิตวิญญาณแท้จริงของผู้ฝึกลมปราณเขตลี้ลับสองคนถูกกระชาก ออกมาในชั่วพริบตา
ครู่เดียว จิตวิญญาณแท้จริงของคนทั้งสองก็ถูกหัวกะโหลกกลืนกินไป หมด
เรือนกายของคนทั้งสองที่สูญเสียจิตวิญญาณอ่อนยวบยาบลงไปกอง กับพื้น หมดสิ้นซึ่งพลังชีวิต
ผู้ฝึกลมปราณเขตลี้ลับอีกไม่กี่คนที่ยืนเกาะกลุ่มกันพลันหน้าเปลี่ยนสี รีบถอยหลังหนีโดยอัตโนมัติ
คนห้าคนที่เหลืออยู่ก็ถูกหัวกะโหลกดึงเอาจิตวิญญาณที่แท้จริงออกไป ทว่าบางทีอาจเป็นเพราะวิชาที่คนเหล่านั้นฝึก หรือไม่ก็เป็นเพราะการ
ปกป้องจากวัตถุวิเศษบางอย่าง จิตวิญญาณแท้จริงของพวกเขาจึงตรึง แน่นอยู่ในมหาสมุทรจิตวิญญาณ หลบพ้นหายนะครั้งนี้มาได้
พวกเขาบินทะยานกลับมายังผนังหินแห่งการบรรลุอย่างรวดเร็วราว สายฟ้าแลบ
ชายหนุ่มเผ่าอสูรกายที่นั่งอยู่บนหัวกะโหลกยิ้มเจิดจ้า เขาบังคับให้หัว กะโหลกค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ทีละนิด
“ทั้งสามท่าน ไม่เจอกันนานเลยนะ” ชายหนุ่มไม่ได้สนใจผู้ฝึก ลมปราณเขตลี้ลับห้าคนนั้น เพียงหันมามองพวกเนี่ยเทียน “แร่อโลหะ เงินของสำนักเชื่อมฟ้าน่าจะถูกพวกเจ้าช่วงชิงไปกระมัง?”
อินย่าหนันแค่นเสียงเย็น “ใช่แล้วอย่างไร?”
“ยอมรับก็ดีแล้ว” ชายหนุ่มดีใจอย่างมาก “แร่อโลหะเงินไม่เพียงแต่มี มูลค่ามหาศาลสำหรับเผ่ามนุษย์อย่างพวกเจ้า สำหรับพวกเราแล้วก็ล้ำค่า มากเช่นกัน เดิมทียังนึกว่าพวกเจ้ากับสำนักเชื่อมฟ้าจะต่อสู้กันอย่าง ดุเดือด แล้วพอข้าไปถึงก็จะได้เห็นศพมากมายเสียอีก”
อินย่าหนันไม่ได้ตอบรับ แต่ยื่นมือไปปลูบศีรษะของงูเหลือมเลือด น้ำแข็งแล้วส่งความคิดของนางไปให้กับมัน
ทว่าทันใดนั้นสีหน้าของนางก็พลันเปลี่ยนไป
เส้นจิตวิญญาณของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งยังคงว่ายเวียนอยู่บนผนังหิน คล้ายกำลังทำความเข้าใจกับความลี้ลับของลวดลายซับซ้อนเหล่านั้น คำสั่งที่นางส่งไปจึงไม่ได้รับความสนใจจากมันแม้แต่น้อย
จิตวิญญาณของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งยังไม่กลับคืนสู่ตำแหน่ง นี่จึงทำ ให้นางสูญเสียที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไป
หัวกะโหลกใต้ฝ่าเท้าของชายหนุ่มเผ่าอสูรกายทำให้งูเหลือมเลือด น้ำแข็งระดับแปดเกิดความกริ่งเกรง หากไม่มีความช่วยเหลือจากงูเหลือม เลือดน้ำแข็ง นางก็ไร้ซึ่งความมั่นใจอีกต่อไป
“เนี่ยเทียน มีปัญหาแล้วล่ะ” นางพูดขึ้นเบาๆ
เนี่ยเทียนเองก็มองออกว่าท่าไม่ดี แต่ก็ยังคงสงบนิ่งอยู่มาก เขาหันไป พูดกับชายหนุ่มเผ่าอสูรกายว่า “อีกสองคนที่เหลือล่ะ? ให้ข้าเดานะ คน หนึ่งคือภูตผีปีศาจ อีกคนหนึ่งคือเผ่าโครงกระดูกใช่หรือไม่?”
“เจ้ารู้แต่แรกแล้วรึว่ามีชนต่างเผ่าซุ่มตัวอยู่?” คนผู้นั้นที่เคยพูดคุยกับ อินย่าหนันพลันกล่าวเดือดดาล
“รู้” เนี่ยเทียนตอบรับอย่างสบายๆ
“ร้ายกาจ ไม่นึกว่าเจ้าจะถึงสัมผัสได้ถึงพวกเราสามคนล่วงหน้า” ชาย หนุ่มเผ่าอสูรกายยกนิ้วโป้งให้กับเนี่ยเทียน “พวกเจ้าสามคนต่างหากถึง จะเป็นเป้าหมายของพวกเรา คนอื่นๆ ก็แค่ตัวประกอบเท่านั้น”
เขาพลันหรี่ตา เส้นสายตามองมายังเนี่ยเทียน “บนร่างของเจ้ามีของ สิ่งหนึ่งที่ไม่น่าจะเป็นของเจ้า”
“เจ้าหมายถึงอะไร?” เนี่ยเทียนถาม
“ไข่มุกวิญญาณมืด” ดวงตาของชายหนุ่มเผ่าอสูรกายฉายประกาย แห่งความสนใจ
ผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วของเขาก็พลันเปล่งประกาย
สายฟ้าสีเขียวเส้นเล็กๆ พลันลอยขึ้นมาในผลึกใสทรงปริซึม สายฟ้าสี เขียวเหล่านั้นตัดสลับกันไปมาคล้ายกำลังควบคุมเขตวิญญาณมืดครึ้มที่ เขาร่ายไว้ด้านนอก
เขตวิญญาณมืดครึ้มเหมือนตาข่ายขนาดใหญ่ยักษ์ที่หดสวบเข้ามา อย่างรวดเร็ว อาณาบริเวณที่ปกคลุมก็ยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ
“เปรี๊ยะๆๆ!”
ทันใดนั้นแผ่นดินใต้ฝ่าเท้าของทุกคนก็แตกออกเป็นรอยร้าว ก่อนที่ มือกระดูกใสแวววาวข้างหนึ่งจะยื่นขึ้นมาจากใต้ดิน
เขตลี้ลับช่วงกลางคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงนั้นถูกมือกระดูกข้างนั้นคว้าข้อ เท้าเอาไว้แล้วกระชากลงไปใต้ดิน
คนผู้นั้นร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัว เสียงของเขาที่ดังออกมา จากใต้ดินพลันขาดหายไปกลางคัน
“เผ่าโครงกระดูก!”
ผู้ฝึกลมปราณจากต่างดินแดนที่เหลืออยู่อีกสี่คนหน้าเปลี่ยนสีกันไป หมด ไม่มีใครกล้าอยู่ที่เดิม พวกเขารีบหลบออกไปไกลลิบ
พื้นดินที่ปริแตกมีเลือดสดซึมออกมา ดูเหมือนว่าคนผู้นั้นจะตายอนาถ ในเสี้ยววินาที
เผ่าโครงกระดูกเรือนกายเล็กเตี้ยคนหนึ่งค่อยๆ เดินออกมาจากรอย แตกบนพื้นดิน
เดิมทีพื้นที่ตรงนั้นโชกไปด้วยเลือด แต่ร่างของเขาที่เดินออกมากลับ ไม่มีเลือดติดแม้แต่หยดเดียว กระดูกของเขาใสแวววาวราวผลึก ทั้งยังมี ประกายแสงไหลวนอยู่ในกระดูกอย่างต่อเนื่อง
ปราณแห่งความตายที่ทำให้สรรพสิ่งมอดม้วยขุมหนึ่งแผ่อวลออกมา จากในร่างกระดูกผลึกใสเล็กๆ ของเขา
ทุกคนที่อยู่ใกล้กับเขาล้วนหน้าเปลี่ยนสี รีบเพิ่มพลังให้กับม่านแสง ป้องกันกาย ป้องกันไม่ให้ปราณแห่งความตายแทรกซึมเข้ามา
“เผ่าโครงกระดูก…”
เนี่ยเทียนมองเผ่าโครงกระดูกคนนั้นด้วยสายตาตะลึงระคนแปลกใจ นิ่งคิดไปครู่ก็ถามขึ้นว่า “ไม่ทราบว่าเจ้ารู้จักสิ่งป่ายจากสำนักภูเขาพัน กระบี่ของดินแดนพงฟ้าหรือไม่?”
ตอนที่สิ่งป่ายและแดนว่างเปล่าของตระกูลสิ่งถูกจับได้ว่าสมคบคิดกับ เผ่าโครงกระดูก ก็เป็นเหตุให้ถูกสำนักภูเขาพันกระบี่ล้อมโจมตี พวกเขา จึงได้รับการชี้นำจากคนของเผ่าโครงกระดูกให้หนีไปยังอาณาจักรของเผ่า โครงกระดูก
ก่อนที่พวกสิ่งป่ายจะจากไปได้บอกไว้ว่าจะมาที่สนามรบสุ้ยเมี่ย
สิ่งป่ายสังหารเจินฮุ่ยหลัน ทั้งยังจับตัวเผยฉีฉีไป คนผู้นี้จึงถูกเนี่ย เทียนมองเป็นคนที่ต้องสังหารให้ได้
จู่ๆ ได้มาเห็นคนของเผ่าโครงกระดูกคนหนึ่ง สิ่งแรกที่เนี่ยเทียนนึกถึง จึงเป็นที่อยู่ของสิ่งป่ายในเวลานี้
“ดินแดนพงฟ้า สิ่งป่าย…” ชายหนุ่มเผ่าโครงกระดูกพึมพำด้วยภาษา ของเผ่ามนุษย์ที่พูดได้อย่างชำนาญ “เหมือนจะเคยได้ยินมาก่อน แต่ไม่ รู้จักอย่างลึกซึ้งนัก คนพวกนั้นที่เจ้าพูดถึงมีความสัมพันธ์กับอีกสายหนึ่ง ของเผ่าโครงกระดูกเรา ดูเหมือนว่าพวกเขาจะอาศัยช่องทาง ที่เชื่อมโยง ระหว่างเผ่าพันธุ์ข้า กับสนามรบสุ้ยเมี่ยเดินทางมายังที่แห่งนี้”
“รู้หรือไม่ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน?” ดวงตาเนี่ยเทียนเป็นประกาย
ลูกตาสีเขียวเป็นมันขลับของชายหนุ่มเผ่าโครงกระดูกกลิ้งกลอกไปมา เขามองเนี่ยเทียนด้วยความประหลาดใจ “เจ้าใกล้จะตายอยู่แล้วจะอยาก รู้อะไรมากมาย?”
ระหว่างที่พูดก็ไม่รู้ว่าชายหนุ่มเผ่าโครงกระดูกหยิบเอามีดกระดูกเล่ม หนึ่งออกมาจากตรงไหน
มีดกระดูกยาวแค่ครึ่งเมตรเท่านั้น แต่พอปรากฏตัว ปราณแห่งความ ตายที่อบอวลอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ก็พลันเดือดพล่าน
ชายหนุ่มเผ่าโครงกระดูกโบกสะบัดมีดกระดูกไปทางเผ่ามนุษย์อีกสี่ คนอย่างเกียจคร้าน
แสงแวววาวจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากด้านในของมีดกระดูก ปราณแห่งความตายที่ปกคลุมฟ้าดินแห่งนี้พลันตรงเข้ากลบทับร่างของ คนทั้งสี่
มีดกระดูกกรีดเบาๆ แต่กลับเหมือนมีอานุภาพไร้ที่สิ้นสุดซึ่งได้ถูก ประทานมาจากเทพแห่งความตาย ทำให้ฟ้าดินแห่งนี้เหมือนจะแบ่ง ออกเป็นสองท่อน ความว่างเปล่าปริแตก!
“มีดกระดูกในตำนานของเผ่าโครงกระดูก!”
คนทั้งสี่ที่อยู่ในปราณแห่งความตายร้องโหยหวนอย่างบ้าคลั่ง เหมือน จู่ๆ ก็รู้ถึงตัวตนของเผ่าโครงกระดูกผู้นี้
“กร๊อบๆ!”
อาวุธวิเศษที่พวกเขาเรียกออกมา รวมไปถึงเสื้อเกราะที่สวมอยู่บนร่าง ล้วนแตกสลายอย่างง่ายดายราวกระดาษที่บอบบาง
ที่แตกสลายไปพร้อมกันยังมีเรือนกายของพวกเขาด้วย
มีดกระดูกกรีดผ่ามา คนทั้งสี่ก็ถูกตัดร่างเป็นชิ้นๆ ปราณแห่งความ ตายหลังจากที่พวกเขาตายไปพลันลอยออกมา ทว่ากลับถูกมีดกระดูกเล่ม นั้นกลืนกินไปจนหมด ทำให้แสงสว่างของมีดกระดูกยิ่งเจิดจ้าเข้าไปอีก
คนทั้งสี่นั้น ผู้ที่มีขอบเขตสูงที่สุดก็คือเขตลี้ลับช่วงท้าย
ทว่าเพียงมีดกระดูกฟันเบาๆ มาที่พวกเขาสี่คน พวกเขากลับตาย อนาถทันทีโดยไม่มีใครที่สามารถยืนหยัดได้
มาจนถึงตอนนี้ ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์จากต่างดินแดนที่มาทำความ เข้าใจกับผนังหินแห่งการบรรลุของที่แห่งนี้ก็ได้ตายกันไปหมดแล้ว
“ข้าต้องการอโลหะเงินครึ่งหนึ่ง” ชายหนุ่มเผ่าโครงกระดูกสังหารคน ทั้งสี่โดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย เวลานี้เขาหันไปมองชายหนุ่มเผ่า อสูรกายแล้วยื่นเงื่อนไข
“ข้าต้องการงูเหลือมระดับแปดตัวนั้น!” น้ำเสียงแข็งกระด้างเสียง หนึ่งพลันลอยมาจากทิศไกล
นาทีถัดมาชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่สวมชุดคลุมยาวสีดำ ตรงเอว รัดเข็มขัดสีทองก็ก้าวเดินมาถึง
ชายหนุ่มมีดวงตาและเส้นผมเป็นสีม่วง เห็นได้ชัดว่าเป็นภูตผีปีศาจ ระดับสูง ดวงตาของเขาฉายประกายดุร้ายทำให้เขาดูไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตที่ มีสติปัญญา แต่เหมือนสัตว์ปีศาจบ้าคลั่งตัวหนึ่งที่มาจากอาณาจักรปีศาจ มากกว่า
เลือดลมที่กระเพื่อมไหวอย่างรุนแรงมารวมตัวกันอยู่ข้างกายของเขา และพริบตาเดียวเขาก็เดินมาถึงที่แห่งนี้
“ได้ ทำตามข้อตกลงของพวกเราก่อนหน้านี้” ชายหนุ่มเผ่าอสูรกาย เม้มปากยิ้ม จ้องไปยังพวกเนี่ยเทียนแล้วกล่าววว่า “ข้าต้องการอโลหะเงิน ครึ่งหนึ่ง บวกกับไข่มุกวิญญาณมืดของข้า”
ชนต่างเผ่าสามคนพูดจ้อถึงข้อตกลงที่มีร่วมกันไม่หยุด
“ไข่มุกวิญญาณมืด…”
ความคิดกลุ่มหนึ่งของเนี่ยเทียนตรงเข้าไปว่ายวนอยู่ในแหวนเก็บของ ก่อนจะเอาไข่มุกวิญญาณมืดมาถือไว้กลางฝ่ามือ
“เป็นไข่มุกวิญญาณมืดเม็ดหนึ่งจริงๆ ด้วย!” ชายหนุ่มเผ่าอสูรกาย กล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี
“ออกมา!”
เนี่ยเทียนตวาดเบาๆ หนึ่งครั้ง โครงกระดูกปีศาจเลือดก็บินออกมา จากในแหวนเก็บของ
“ผู้อาวุโสของตระกูลข้า! กลับถูกเอามาทำเป็นหุ่นเชิดเลือด!” ชาย หนุ่มเผ่าโครงกระดูกที่เห็นโครงกระดูกปีศาจเลือดปรากฏตัว ดวงตาของ เขาก็เต็มไปด้วยความเคียดแค้น ไฟแห่งโทสะถูกจุดในชั่วพริบตา เขาชี้ หน้าเนี่ยเทียน ตะคอกเสียงดัง “เขาเป็นของข้า!”