ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 870 ศพเทพบรรพกาล
เนี่ยเทียนรู้ถึงความแข็งแกร่งของพ่าเก๋อเซินมานานแล้ว
ร่างกระดูกไม่แหลกสายของเผ่ากระดูกก็มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ใน บรรดาชนต่างเผ่า
ร่างกระดูกไม่แหลกสายของพ่าเก๋อเซินแข็งแกร่งราวเหล็กเทพ อาวุธ วิเศษระดับสูงที่ไม่ธรรมดาก็ยังไม่สามารถทิ้งร่องรอยเอาไว้บนร่างเขาได้
ทว่าแค่ดวงตาสีทองข้างนั้นมองไปยังพ่าเก๋อเซิน ร่างกระดูกไม่แหลก สายของเขาก็ถึงกับเกิดรอยแตกร้าว
แสงสีทองที่ปลดปล่อยออกมาจากดวงตาซึ่งเกิดจากการรวมกันของ อักขระลึกลับสีทองควรจะคมกริบขนาดไหนกัน?
ตอนที่หวงจินหนันต่อสู้กับกู่ถ่าซือ เพราะจำเป็นต้องแบ่งสมาธิมา รับมือกับหัวกะโหลกที่กำราบจิตวิญญาณของฝูหลัวซือเท่อ เขาจึงเหมือน จะไม่ได้ใช้พลังสูงสุดเสียที
ก่อนหน้านั้นทวนยาวก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร และไม่ได้รวมตัว กันขึ้นมาเป็นตาสีทอง
ไข่มุกวิญญาณมืดที่เนี่ยเทียนเรียกออกมาทำให้หัวกะโหลกยากที่จะ สร้างผลกระทบให้กับเขาได้อีก และในที่สิ้นก็เป็นฝุายสละเขาทิ้ง
เวทลับทางจิตวิญญาณจำนวนมาของเขาเริ่มตัดสลับอยู่กับคาถาวิเศษ จึงทำให้อานุภาพของอาวุธวิเศษในมือทะยานไปสู่จุดสูงสุด!
“เจ้าสังหารชนต่างเผ่าที่อ่อนแอต่อไป พ่าเก๋อเซิน ข้าจะเป็นคน จัดการเอง” หวงจินหนันยิ้มกว้างแล้วหัวเราะร่าอย่างเผ็ดจการ ก่อนที่จะ มีแสงสีทองศักดิ์เปล่งวูบวาบออกมาจากในดวงตาสีทองมากกว่าเดิม
แสงสีทองปานประหนึ่งมหาสมุทรที่กลบทับพ่าเก๋อเซิน ฝูหลัวซือเท่อ และกูถ่าซือจากเผ่าภูตผีปีศาจเอาไว้
ในแสงสีทองราวมหาสมุทรมีผลึกใสเล็กๆ จำนวนมากบินออกมาราว กับฝูงยุง ในผลึกใสพวกนั้นต่างก็นาบประทับสัจธรรมแห่งพลังสีทองเอาไว้ ท่ามกลางแสงสีทองเจิดจ้าสามคนอันเป็นจุดศูนย์กลางของตระกูลที่ แข็งแกร่งต่างก็ทำท่าเหมือนเผชิญกับศัตรูตัวฉกาจ
เมื่อหลุดพ้นจากการกำราบทางจิตวิญญาณของหัวกะโหลก หวง จินหนันที่รับมือกับศัตรูสามคนก็คล้ายจะไม่ตกเป็นรองแม้แต่น้อย
ความร้ายกาจของคนผู้นี้เป็นสิ่งที่เนี่ยเทียนไม่เคยเจอมาก่อน
“บางทีรอวันหนึ่งที่ข้าเลื่อนสู่เขตลี้ลับช่วงท้าย อาศัยเกราะมังกรเพลิง ไข่มุกวิญญาณมืด บวกกับเลือดลมที่มากมหาศาลและวิชาลับต่างๆ แล้วก็ คงจะเป็นเหมือนเขาได้” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างปลงตก
สังเกตการณ์อยู่พักใหญ่ รอจนเขาพบว่าหวงจินหนันควบคุม สถานการณ์ได้อย่างมั่นคงแล้วก็ลงมือต่อไป
เปูาหมายที่เขาเลือกดูเหมือนจะเป็นพวกคนที่อ่อนแอที่สุดในบรรดา ของชนต่างเผ่า
อาศัยความแข็งแกร่งของสายเลือดแห่งชีวิต ความลี้ลับของดาวเปล่ง ประกายจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เขาก็เหมือนวิญญาณดวงหนึ่ง ที่หายตัวอย่างลึกลับอยู่ในถ้ำที่กว้างขวาง
พวกชนต่างเผ่าที่มีสายเลือดไม่สูงซึ่งกำลังเข่นฆ่ากับนักพรตเผ่ามนุษย์ อย่างดุเดือดมักจะต้องค้นพบว่าจู่ๆ ด้านหลังก็มีคนโผล่ออกมาโดยที่ตนไม่ ทันระวัง
รอจนชนต่างเผ่าตั้งตัวได้ เนี่ยเทียนก็ระเบิดการโจมตีรุนแรงจนร่าง ของพวกเขาปลิวลิ่วไปไกล
หมัดพิโรธ ดาวเคลื่อนย้าย เวทหนามไม้สวรรค์ วิชาลับที่มหัศจรรย์ ทั้งหลายล้วนถูกเขาเอาออกมาใช้อย่างต่อเนื่อง
ชนต่างเผ่าคนแล้วคนเล่าล้วนถูกเขาลอบสังหารจนตายตกไปตามๆ กัน
ระหว่างนั้นเขายังใช้การสูบดึงพลังชีวิตมารับเอาจิงชี่เลือดเนื้อในร่าง ของชนต่างเผ่าที่ตายไปเข้ามาสู่ร่างตัวเอง เป็นการบำรุงให้กับปราณเลือด สีเขียวเส้นนั้น
ชนต่างเผ่าที่ตายไป จิตวิญญาณจะไม่สลายไปจากฟูาดินทันที แต่ลอย ออกมาจากร่างเหมือนภาพมายาภาพหนึ่ง
ซากวิญญาณเหล่านั้น รวมไปถึงหัวกะโหลกของฝูหลัวซือเท่อล้วนถูก เนี่ยเทียนใช้ไข่มุกวิญญาณมืดฉวยโอกาสดูดดึงเข้าไป
ในถ้ำไม่มีซากวิญญาณเคลื่อนไหว แล้วก็ไม่มีร่องรอยของศพผีแม้แต่ ตัวเดียว
อินย่าหนันและมู่ปี้ฉงก็แสดงพลังอันแข็งแกร่ง อินย่าหนันไม่ได้เรียกงู เหลือมเลือดน้ำแข็งออกมา เพียงแค่อาศัยเรือนกายที่ผ่านการฝึกฝนและ พลังการต่อสู้เขตลี้ลับช่วงกลางก็สามารถสังหารชนต่างเผ่าไปได้สองคน
ยามที่เจอกับอันตราย มู่ปี้ฉงจะแอบปล่อยรากดอกไม้ปีศาจสีดำ ออกมา จึงสังหารชนต่างเผ่าไปได้อย่างง่ายดายเช่นกัน
ทุกครั้งที่ปรากฏตัว รากดอกไม้ปีศาจสีดำจะไม่เผยกายนานนัก เพียง แค่พุ่งตวัดออกไป ทุกครั้งที่คร่าชีวิตไปหนึ่งชีวิตก็จะตวัดกลับมาอย่าง รวดเร็ว
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป ชนต่างเผ่าบาดเจ็บและล้มตายกันไปมาก ศพจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไปด้วย
คนตายส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่ถูกเนี่ยเทียนลอบโจมตีระหว่างกาย ต่อสู้
เนี่ยเทียนที่ใช้คาถาดาวเปล่งประกายอย่างต่อเนื่องเป็นเหมือนผีร้ายที่ ล่องลอยไปทั่วในสนามรบแห่งนี้ ทุกครั้งที่ปรากฏตัวก็จะใช้วิธีการที่ แข็งแกร่งสังหารชนต่างเผ่าไปได้คนหนึ่ง
เผ่ามนุษย์ที่เดิมทีเป็นฝุายเสียเปรียบก็กลับกลายมาเป็นได้เปรียบ เพราะการมาถึงของพวกเนี่ยเทียน
“ถอย!”
ฝูหลัวซือเท่อจากเผ่าอสูรกายเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีจึงมองไปยัง ผลไม้สีเขียวบนเพดานถ้ำอย่างอาลัยอาวรณ์แวบหนึ่ง ก่อนจะตวาดด้วย ภาษาของชนต่างเผ่า
ชนต่างเผ่าที่เข้ามาในถ้ำและยังมีชีวิตอยู่คิดอยากจะถอยตั้งนานแล้ว พอได้ยินคำสั่งจากเขาก็พากันหนีไปยังทางแยกที่ทอดยาวไปสู่จุดอื่นทันที
หลังจากที่เผ่ามนุษย์กลายเป็นฝุายได้เปรียบ ผู้ฝึกลมปราณทั้งหลายก็ ไล่ตามไปฆ่าตามทิศที่พวกเขาหนีหายไป
ตอนที่ฝูหลัวซือเท่อสามคนถอยหนี หวงจินหนันที่เล็งกู่ถ่าซือเป็น เปูาหมายก็ไล่ตามไปเช่นกัน
ไม่นานนักในถ้ำที่เคยมีการต่อสู้ดุเดือดเกิดขึ้นก็กลับคืนสู่ความสงบ
พวกเนี่ยเทียนสี่คนและยังมีหันเซินที่เชี่ยวชาญวิชาสายฟูาต่างก็ไม่ได้ เข้าร่วมการไล่ฆ่า แต่ยืนอยู่ที่เดิม
เมื่อชนต่างเผ่าถอยไป หันเซินที่ยืนอยู่มุมหนึ่งเงียบๆ ก็ใช้สายตาระวัง ภัยมองมายังพวกเนี่ยเทียนอย่างเย็นชาพลางหยิบเอายาและหินวิเศษที่มี ธาตุสายฟูามาดูดซับพลังงาน
พลังงานสกปรกที่มารวมอยู่ตรงตัวเขายังคงเผาผลาญพลังวิญญาณ ของเขา แต่ก็เจือจางลงไปอย่างเห็นได้ชัด
กลุ่มของเนี่ยเทียนรีบมารวมตัวกันแล้วรีบพักเหนื่อยหมายจะฟื้นฟู พลังการต่อสู้ให้ได้โดยเร็วที่สุด
พวกเขาคอยมองไปยังผลไม้สีเขียวที่ถูกม่านแสงกั้นขวางไว้เบนเพดาน เหนือศีรษะตลอดเวลา ดวงตาของมู่ปี้ฉงเป็นประกายแห่งความปรารถนา อันเร่าร้อน
“ผลไม้ที่ไม่รู้จักชื่อเหล่านี้ต้องเป็นของวิเศษแน่นอน” นางหันมาพูด กับเนี่ยเทียนเบาๆ “บุปผาร่วมชีวิตดอกนั้นของข้าปรารถนาในผลไม้พวก นี้อย่างยิ่งยวด ตัวข้าเองก็ประมาณความล้ำค่าของพวกมันได้จากความ ผิดปกติของโอสถวิญญาณและน้ำวนพืชหญ้าในร่าง”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับเบาๆ
ตอนที่เขาเข้ามาในถ้ำแล้วมองไปยังผลไม้พวกนั้น สายเลือดแห่งชีวิต ของเขาก็ลิงโลดผิดปกติเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่าสายเลือดแห่งชีวิตก็กระหายในผลไม้เหล่านั้นอย่างถึง ที่สุด
เขาเก็บเอาพรสวรรค์พลังชีวิตแข็งแกร่งกลับมา และแอบใช้พรสวรรค์ การอำพรางพลังชีวิต ปราณเลือดลมที่เข้มข้นจึงหุบเข้ามาและนิ่งสงบไป อย่างรวดเร็ว
พลังงานสกปรกที่ไหลบ่าเข้ามาหาเขาคล้ายจะรับรู้ได้ถึงการ เปลี่ยนแปลงทางเลือดลมของเขาจึงพลันเปลี่ยนมาเป็นเบาบาง
เมื่อพลังงานสกปรกลดน้อยลงไปหลายเท่า ม่านแสงเปลวเพลิงที่เขา ใช้ต้านทานมันจึงหมดสิ้นแรงกดดันไปในทันที
เขามองไปยังม่านแสงสีเขียวชั้นนั้น รับสัมผัสน้อยๆ ก็พบว่าม่านแสงสี เขียวมีคลื่นเลือดลมของชนต่างเผ่าเคลื่อนไหว คล้ายก่อตัวขึ้นมาจาก เลือดลมของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ยังหลงเหลืออยู่
“หนึ่งลูก สองลูก…”
เซี่ยหว่านถิงหมุนคอพลางนับจำนวนของผลไม้เหล่านั้น “ผลไม้ ทั้งหมดสามสิบห้าลูก ชนต่างเผ่าถอยไปหมดแล้ว ผลไม้พวกนี้ควรจะแบ่ง กันอย่างไร?”
อินย่าหนันลืมตา กล่าว “พวกเราลงแรงไม่น้อย ผลไม้พวกนั้นย่อม เป็นของพวกเราส่วนหนึ่ง”
มู่ปี้ฉงเองก็กล่าวว่า “ข้าไม่โลภมาก แค่ได้มาสักผลสองผลก็พอแล้ว”
“ก็อาจจะไม่สมหวังเสมอไป” เซี่ยหว่านถิงถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที “พวกเผ่ามนุษย์ที่จากไปก็มีกันตั้งยี่สิบกว่าคน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าผลไม้พวกนี้ จะเอามาแบ่งกันโดยดูระดับจากการลงแรง คนที่แบ่งย่อมต้องเป็นคนที่ ชื่อหวงจินหนันซึ่งแข็งแกร่งที่สุดผู้นั้น หากเขาแบ่งอย่างยุติธรรมล่ะก็ เนี่ย เทียนคงได้อยู่หลายลูก ส่วนพวกเรา…”
“คิดอยากจะได้ผลไม้พวกนั้นก็ทำลายม่านแสงสีเขียวชั้นนั้นให้ได้ก่อน เถอะ” ชายหนุ่มที่ไม่รู้ที่มาสาดน้ำเย็นใส่หน้าทุกคนด้วยสีหน้าเย็นชา “ก่อนที่พวกชนต่างเผ่าจะมา พวกเราทดลองกันมาหลายวิธีแล้ว แต่ม่าน แสงนั่นก็ยังไม่แม้แต่จะปริแตก”
พอเขาพูดเช่นนี้ พวกเนี่ยเทียนก็มีท่าทางตะลึงไม่น้อย
“หวงจินหนันก็ยังทำลายม่านแสงนี่ไม่ได้อย่างนั้นรึ?” เซี่ยหว่านถิงก ล่าวอย่างแปลกใจ
“ม่านปราการที่เกิดจากการรวมตัวกันของเลือดลมเทพยักษ์ค้ำฟูาจะ ทำลายได้ง่ายขนาดนั้นได้ยังไง?” หันเซินแค่นเสียงกล่าว
“เทพยักษ์ค้ำฟูา!” เนี่ยเทียนร้องอุทานตกใจ
“เขาพูดถูกแล้ว” เสียงของหวงจินหนันดังมาจากมุมมือของเส้นทาง หินแห่งหนึ่ง เขากลับมาเป็นคนแรก และจากนั้นก็มาปรากฏตัวอยู่ต่อ หน้าพวกเนี่ยเทียนแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ม่านแสงสีเขียวชั้นนั้นเกิดจาก ปราณเลือดลมของเทพยักษ์ค้ำฟูาที่ทิ้งเอาไว้ เส้นเอ็นที่ห้อยลงมาจาก เพดานถ้ำก็เป็นของเทพยักษ์ค้ำฟูา รวมไปถึงผลไม้พวกนั้นก็ล้วนมาจาก เทพยักษ์ค้ำฟูาตนหนึ่งเช่นกัน”
เขาชี้ไปที่เพดานถ้ำและใต้ฝุาเท้า ก่อนจะพูดอีกว่า “ภูเขาที่พวกเรา ยืนอยู่นี้ก็คือศพที่ใหญ่มหึมาของเทพยักษ์ค้ำฟูา ศพนี้ดำรงอยู่ผ่าน กาลเวลามานับสิบล้านปีจึงถูกหินกลบทับ ไม่ได้เปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ออกมา เลือดลมที่เทพยักษ์ค้ำฟูาทิ้งเอาไว้ รวมไปถึงเส้นเอ็นแต่ละเส้นที่ ไม่ธรรมดาของเขาได้ก่อตัวกันขึ้นมากลายมาเป็นผลไม้สีเขียวพวกนั้น”
ระหว่างที่เขาพูดก็มีผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์คนอื่นๆ ทยอยกันกลับมา
พวกคนที่กลับมาต่างก็มีท่าทางฮึกเหิมคล้ายสังหารศัตรูของตัวเองได้ แล้ว
และก็มีบางคนที่สีหน้าห่อเหี่ยว แสดงว่าเปูาหมายที่พวกเขาจ้องเล่น งานน่าจะหนีไปได้
“ภูเขาพลันเมตรซ่อนศพของเทพยักษ์ค้ำฟูาเอาไว้ เทพยักษ์ค้ำฟูาร่าง ใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ?” อินย่าหนันมีสีหน้าตะลึงลาน เห็นได้ชัดว่านางไม่ มีความรู้ใดๆ ต่อเทพยักษ์ค้ำฟูา
“เทพยักษ์ค้ำฟูาแทบจะเป็นเผ่าพันธ์สิ่งมีชีวิตที่เรือนกายใหญ่โตที่สุด แล้ว ในยุคบรรพกาลอันห่างไกล พวกเขาถูกมองเป็นดั่งเทพเจ้า” หวง จินหนันอธิบายด้วยรอยยิ้ม “ยุคบรรพกาล ไม่ว่าจะเป็นเทพยักษ์ค้ำฟูาตน ได้ก็ตามล้วนถูกมองเป็นทวยเทพ! นับตั้งแต่ที่พวกเขาเกิดมาก็มีร่างกาย และจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเวลาพ้นผ่าน พวกเขาจะค่อยๆ เติบโตและ นานวันก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ”
“ธาตุในสายเลือดของเทพยักษ์ค้ำฟูามีมากมาย บางคนเกิดมาก็มีพลัง สายฟูา บางคนก็มีธาตุเปลวเพลิง และบางคนก็ควบคุมแม่น้ำมหาสมุทร ได้ตั้งแต่เกิด
“เทพยักษ์ค้ำฟูาท่านนี้เชี่ยวชาญพลังพืชหญ้ามาตั้งแต่เกิด ปราณ เลือดเข้มข้น ต่อให้ตายไปแล้ว พลังงานที่หลงเหลืออยู่ก็ยังก่อตัวกลายมา เป็นผลไม้มหัศจรรย์ที่ช่วยเพิ่มอายุขัยให้กับเผ่ามนุษย์และทำให้สายเลือด ของชนต่างเผ่าแข็งแกร่ง”
“ผลไม้เหล่านั้นสามารถมองเป็นวัตถุที่ศพของทวยเทพยุคบรรพกาล ท่านหนึ่งทิ้งไว้ก็ได้”
“หากไม่เป็นเพราะการแพร่พันธ?ของเทพยักษ์ค้ำฟูาเป็นเรื่องยาก หากใช้เวลาหมื่นปีมาคำนวณการเติบโตของเทพยักษ์ค้ำฟูาแต่ละท่าน เกรงว่าพวกเขาคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดไปตลอดกาล”
“เทพยักษ์ค้ำฟูา…” ดวงตาเนี่ยเทียนเป็นประกายวาววับ
พื้นที่ประหลาดที่แกนเลือดพาเขาไป ทำให้เขาได้พบเห็นเทพยักษ์ค้ำ ฟูาตัวจริง แล้วก็รู้ว่าเทพยักษ์ค้ำฟูามีเรือนกายที่ใหญ่มหึมามากแค่ไหน คนที่ไม่เคยเห็นเผ่าพันธุ์นี้มาก่อนจะไม่มีทางจินตนาการได้ถึงความใหญ่โต ของร่างพวกเขาเลย”
“เจ้า มาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวกระมัง?” หวงจินหนันพลัน เปลี่ยนหัวข้อพูด
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “นับว่าใช่กระมัง”
“ดาวเปล่งประกายของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเต็มไปด้วยความ ลึกลับไร้ที่สิ้นสุด ตอนที่เจ้าใช้ดาวเปล่งประกาย ข้าก็พอจะเดาที่มาของ เจ้าได้แล้ว” หวงจินหนันกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หันเซินและผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์คนอื่นๆ ที่ได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็พา กันหันไปมองเนี่ยเทียนด้วยความตื่นตะลึง
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!”
——