ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 871 หนึ่งต ำหนัก หนึ่งส ำนัก หนึ่งลัทธิ หนึ่งหอ
- Home
- ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี
- บทที่ 871 หนึ่งต ำหนัก หนึ่งส ำนัก หนึ่งลัทธิ หนึ่งหอ
เมื่อหวงจินหนันบอกที่มาของเนี่ยเทียน สายตาที่คนอื่นใช้มองเขาก็ แตกต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวระบือไกลไป หมื่นดินแดน นั่นคือสำนักใหญ่ของผู้พิชิตที่สูงส่งเกินผู้ใดทัดเทียม ลูกศิษย์ ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทุกคนล้วนมีตำแหน่งและฐานะที่ทำให้ คนอิจฉา
ทว่าตัวของหวงจินหนันเอง ทั้งๆ ที่รู้ที่มาของเนี่ยเทียน แต่กลับไม่ตก ตะลึงแม้แต่นิด
“ในเมื่อเจ้ามาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ทั้งยังมีสายเลือดของ ชนต่างเผ่า กลายเป็นเลือดผสมที่ประสบความสำเร็จ ตามหลักแล้วเจ้าก็ ควรมีชื่อเสียงโด่งดัง ทว่าข้า…เหมือนจะไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน แล้วก็ไม่ เคยได้ยินชื่อของเจ้าด้วย” หวงจินหนันฉงนสนเท่ห์เล็กน้อย “ชื่อเนี่ย เทียนนี้ของเจ้า ข้าเพิ่งเคยได้ยินวันนี้เป็นครั้งแร” ”
ตอนที่เนี่ยเทียนสนทนากับพวกอินย่าหนัน เขาแอบได้ยินจึงรู้ชื่อของ อีกฝ่ายนานแล้ว
“ท่านเทพ ต่อให้เขามาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ยังสู้ท่าน ไม่ได้อยู่ดี” หันเซินแค่นเสียงเย็น
“ท่านเทพ?” เซี่ยหว่านถิงตะลึง
“หวงจินหนันมาจากสำนักห้าธาตุ เขาคือเทพแห่งสายสำนักทอง ” หันเซินกล่าวเสียงเรียบเฉย
“สำนักห้าธาตุ!”
เซี่ยหว่านถิง อินย่าหนันและมู่ปี้ฉงสามคนมีสีหน้าตื่นตะลึง สายตาที่ มองไปยังหวงจินหนันก็เปลี่ยนไปเป็นทั้งตกใจทั้งยำเกรง
กลับกลายเป็นเนี่ยเทียนที่งุนงง “สำนักห้าธาตุก็มีชื่อเสียงมาก เหมือนกันหรือ?”
หวงจินหนันสีหน้าปั้นยาก “เจ้าไม่รู้หรือว่าเผ่ามนุษย์มีหนึ่งตำหนัก หนึ่งสำนัก หนึ่งลัทธิ หนึ่งหอ?”
“เอ่อ…” เนี่ยเทียนรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เซี่ยหว่านถิงจากสำนักจันทราวารีที่พอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้ง ก็หันมาอธิบายให้เนี่ยเทียนฟัง “หนึ่งตำหนัก หนึ่งสำนัก หนึ่งลัทธิ หนึ่ง หอ คือสำนักผู้ฝึกลมปราณของเผ่ามนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด หนึ่งตำหนัก หมายถึงพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว หนึ่งสำนักคือสำนักห้าธาตุ หนึ่ง ลัทธิหมายถึงลัทธิจิตตวิสุทธิ์ หนึ่งหอคือหอทอดฟ้า”
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว สำนักห้าธาตุ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ และหอ ทอดฟ้าก็คือสำนักผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดและแข็งแกร่งมาก ที่สุด”
“ทั้งสี่สำนักใหญ่ต่างก็มีผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้านั่งบัญชาการณ์ ซึ่งนั่น ก็คือต้นกำเนิดแห่งความมั่นใจที่ทำให้เผ่ามนุษย์กล้าแข็งข้อกับเผ่าเทพ ยักษ์และชนต่างเผ่ามากมาย”
อินย่าหนันและมู่ปี้ฉงที่พอได้ยินว่าหวงจินหนันเป็นถึงเทพแห่งสาย ทองของสำนักห้าธาตุต่างก็พากันเงียบงัน
เวลานี้ดูเหมือนพวกนางถึงจะเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดหวงจินหนันถึงได้ แข็งแกร่งและกลายมาเป็นที่พึ่งพาของเผ่ามนุษย์ทุกคนที่อยู่ในถ้ำถึงขนาด นี้
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว สำนักห้าธาตุ ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ และหอ ทอดฟ้า!” เนี่ยเทียนอุทานเบาๆ
มาตอนนี้เขาถึงเพิ่งได้รู้สึกสี่สำนักใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่ามนุษย์
“สำนักธาตุเกิดจากการรวมตัวกันของห้าสาย แต่ละสายล้วนมีผู้ แข็งแกร่งแดนเทพเจ้า” หันเซินเอ่ยเบาๆ “ทั้งห้าสายต่างก็มีเทพบุตรหรือ เทพธิดา ซึ่งถูกมองเป็นความหวังของแต่ละสายในอนาคต พี่หวงก็คือ เทพบุตรที่ของสายธาตุทอง”
มู่ปี้ฉงเองก็หันมาอธิบายให้เนี่ยเทียนฟัง “เทพบุตรของสำนักห้าธาตุมี ฐานะเท่าเทียมกับบุตรแห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว”
“ในเมื่อเจ้ามาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แต่กลับไม่เคยได้ยิน ชื่อข้า แล้วก็ไม่เคยได้ยินชื่อสำนักห้าธาตุ…” หวงจินหนันใช้สายตาเหมือน มองตัวประหลาดมองไปยังเนี่ยเทียน “ข้าอยากรู้ถึงเรื่องราวของเจ้าอย่าง ยิ่ง”
“ข้าอยู่ที่อาณาจักรแห่งหนึ่งที่ห่างไกล ผ่านการทดสอบของประตู สวรรค์ถึงได้รับการสืบทอดจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว” เนี่ยเทียน อธิบาย
“ผ่านการทดสอบของประตูสวรรค์! ” หวงจินหนันตะลึง “เจ้าได้ตรา ประทับสะเก็ดดาวสามดวงมาใช่หรือไม่?”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
หันเซินและพวกผู้ฝึกลมปราณที่อยู่รอบๆ ซึ่งพอได้ยินเขาพูดแบบนี้ก็ พากันระเบิดเสียงดังเซ็งแซ่
“บุตรแห่งดวงดาว! นี่มันบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว!”
“ผู้ที่ผ่านการทดสอบของประตูสวรรค์ ไม่ว่าผลสำเร็จจะเป็นเช่นไร ขอแค่ได้ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงมาครอบครองก็ล้วนเป็นบุตรแห่ง ดวงดาวทั้งสิ้น!”
“เจ้าหมอนี่ไม่เพียงแต่เป็นคนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แต่ยัง เป็นบุตรแห่งดวงดาวด้วย!”
“ที่แท้เขาก็ได้รับการสืบทอดจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวใน ประตูสวรรค์ที่เปิดขึ้นที่อื่น! ดูจากลักษณะของเขาแล้วน่าจะยังไม่ผ่านการ ทดสอบของเส้นทางแห่งดวงดาว ยังไม่ได้เหยียบย่างเข้าสู่พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวอย่างแท้จริง!”
“ต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน หากเดินทางไปตามเส้นทางแห่งดวงดาวที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งไว้ให้ และได้กลับคืนสู่พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว เขาก็น่าจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปนานแล้ว”
“พวกเราไม่เคยได้ยินชื่อของเขามาก่อนก็ย่อมต้องเป็นเพราะว่าตอนนี้ เขายังไม่ได้กลับไปยังพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว”
“…”
คนทั้งกลุ่มพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรส สายตาก็มองจ้องเนี่ย เทียนเขม็ง คล้ายว่าเนี่ยเทียนเป็นของหายากชิ้นหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
เซี่ยหว่านถิงเองก็ตะลึงพรึงเพริดจนหน้าเปลี่ยนสี
นางอยู่กับเนี่ยเทียนมานานขนาดนี้ก็ยังไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเนี่ย เทียน คิดเพียงแค่ว่าเนี่ยเทียนเหมือนกับอินย่าหนันและมู่ปี้ฉงที่ต่างก็เป็น ผู้ฝึกลมปราณจากดินแดนปราการดวงดาวเท่านั้น
พอได้ยินว่าเนี่ยเทียนมาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ทั้งยังเป็น บุตรแห่งดวงดาว นางก็เริ่มรู้สึกกลัวเล็กน้อย
“ยังดี ยังดีที่ตอนนั้นเจ้าโง่หลิวเฟยหัวไม่ได้ล่วงเกินเนี่ยเทียนอย่าง รุนแรงจนเกินแก้ไข หาไม่แล้ว…” เซี่ยหว่านถิงยิ้มเจื่อนอยู่ในใจ แอบรู้สึก ว่าตัวเองโชคดียิ่งนัก
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” หวงจินหนันเองก็เข้าใจเรื่องราวแล้ว “บุตร แห่งดวงดาวคนที่เจ็ด มิน่าเล่า…”
ในฐานะที่เป็นเทพบุตรคนหนึ่งของสำนักห้าธาตุ หวงจินหนันที่รู้จาก ช่องทางลับบางอย่างของสำนักจึงพอจะได้ยินมาว่าพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวมีบุตรแห่งดวงดาวเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนแล้ว”
แต่ผู้ที่ผ่านการประลองของประตูสวรรค์ ได้รับการสืบทอด กลายมา เป็นบุตรแห่งดวงดาวก็ล้วนต้องผ่านการทดสอบอย่างหนึ่งก่อน ซึ่งการ ทดสอบที่ว่านี้ต้องเดินทางไปตามเส้นทางแห่งดวงดาวที่พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้เพื่อหวนคืนสู่สำนัก
เพราะว่าเนี่ยเทียนยังไม่ได้กลับไป ดังนั้นชื่อเสียงของเนี่ยเทียน ภูมิ หลังของเขา ทุกอย่างของเขาจึงล้วนยังไม่ได้รับการป่าวประกาศอย่างเป็น ทางการจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
ทว่าภายในของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แท้จริงแล้วเนี่ยเทียนผู้นี้ ถือว่ามีตัวตนอยู่แล้ว ไม่ใช่ความลับอะไร
ส่วนพวกหันเซินที่ไม่รู้เรื่องนี้ก็เป็นเพราะสำนักของพวกเขาไม่ แข็งแกร่งมากพอ
แต่หวงจินหนันกลับรู้ว่า บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้วจริงๆ
“ที่แท้เจ้าก็คือบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวที่ยังไม่ได้รับการป่าวประกาศนั่นเอง” หวงจินหนันรู้สึกปลงอนิจจัง อย่างยิ่ง “เจ้าช่างร้ายกาจยิ่งนัก ตอนนี้ยังมีตบะแค่เขตสามัญ ยังไม่ทัน กลับไปพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็หาทางมาที่สนามรบสุ้ยเมี่ยได้แล้ว
อีกอย่าง ดูจากสภาพการณ์ของเจ้าก็น่าจะยังซุกซ่อนความลับเอาไว้ มากมาย…”
เมื่อรู้ว่าเนี่ยเทียนคือบุตรแห่งดวงดาว หวงจินหนันก็ดูกระตือรือร้น เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย
ในบรรดาคนมากมายที่อยู่ตรงนี้ มีเพียงเขาและเนี่ยเทียนสองคน เท่านั้นที่มาจากสี่สำนักใหญ่ที่แข็งแกร่งและเก่าแก่ที่สุด ในเมื่อเนี่ยเทียน เป็นบุตรแห่งดวงดาวก็ย่อมแสดงว่าอีกฝ่ายมีฐานะเท่าเทียมกับเขา
—แม้ว่าตอนนี้เนี่ยเทียนจะยังอ่อนด้อยกว่าเขาไปหนึ่งระดับระดับก็ ตาม
“หากเจ้ามีข้อสงสัยอะไรก็สามารถถามข้าได้ตลอดเวลา แต่ไม่ใช่ ตอนนี้” หวงจินหนันคลี่ยิ้ม ก่อนจะชี้ไปยังม่านแสงสีเขียวเหนือศีรษะแล้ว กล่าวว่า “ตอนนี้พวกเรายังต้องคิดก่อนว่าควรจะใช้วิธีการใดเก็บเอา ผลไม้ที่เกิดจากการก่อตัวที่เลือดลมเทพยักษ์ค้ำฟ้าทิ้งไว้มายังไงจะดีกว่า”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
พอพูดถึงเรื่องเก็บผลไม้ทุกคนก็ถอนหายใจด้วยความห่อเหี่ยว
ตอนที่ชนต่างเผ่ายังมาไม่ถึง พวกเขาก็ได้ลองทุกวิถีทางแล้ว แต่ก็ ล้มเหลวหมดอย่างไม่มีข้อยกเว้น
พอหวงจินหนันบอกว่าให้ทุกคนช่วยกันคิดหาวิธีเก็บผลไม้มา คน เหล่านั้นก็พากันเงียบเสียงลง
“พี่หวง แม้แต่ท่านก็เก็บผลไม้พวกนั้นมาไม่ได้อย่างนั้นหรือ?” เนี่ย เทียนถามอย่างแปลกใจ
“เนี่ยเทียน เจ้ายังไม่รู้อะไร” หวงจินหนันถอนหายใจแล้วเอ่ยอธิบาย ให้เขาฟัง “พลังเลือดลมที่ก่อตัวขึ้นเป็นม่านแสงสีเขียวชั้นนั้นมีความ เชื่อมโยงกับพวกผลไม้ ตอนที่ข้าพยายามทำลายม่านแสงทิ้งก็พบว่ามี ผลไม้สองลูกที่หายไป นี่หมายความว่าม่านแสงนี้สามารถดึงพลังจากใน ผลไม้มาใช้ป้องกันตัวเองได้”
“ข้าอาจจะทำลายม่านแสงนั่นได้ก็จริง แต่กังวลว่าพอทำลายม่านแสง ได้ ผลไม้จะไม่เหลืออยู่แล้ว”
“ข้าวิเคราะห์ว่ามีเพียงผู้ที่เชี่ยวชาญพลังพืชหญ้าซึ่งมีปราณสอดคล้อง กับม่านแสงเท่านั้นถึงจะทำลายม่านแสงให้เปิดออกโดยที่ไม่ทำให้ผลไม้ เสียหาย”
“ขอข้าลองดูหน่อยก็แล้วกัน” มู่ปี้ฉงเสนอตัวอย่างกล้าหาญ
“อ้อ เจ้าจะลองดูก็ได้” หวงจินหนันพยักหน้ารับ “บุปผาร่วมชีวิตที่ อยู่ในร่างเจ้าดอกนั้นก็คือดอกไม้ปีศาจที่พิเศษที่สุดของโลกเช่นกัน บางที เจ้าอาจจะทำสำเร็จก็เป็นได้”
“เจ้า เจ้ารู้ได้อย่างไร?” มู่ปี้ฉงตะลึงพรึงเพริด
“วินาทีที่รากดอกไม้ปีศาจสีดำบินออกมาจากกลางฝ่ามือของเจ้า ข้าก็ เดาได้แล้ว” หวงจินหนันคลี่ยิ้ม
“ตอนนั้นเจ้ารับมือกับสามชนต่างเผ่าที่แข็งแกร่ง แต่กลับยังมีเวลาหัน มาเหลือบมองการต่อสู้ของข้าด้วยหรือ?” มู่ปี้ฉงตะลึง “เจ้ามีความรู้ เกี่ยวกับบุปผาร่วมชีวิตด้วยอย่างนั้นรึ?”
หวงจินหนันเพียงยิ้มโดยไม่เอ่ยคำใด
มู่ปี้ฉงก็ไม่ซักถามให้มากความอีก ก่อนที่รากดอกไม้ปีศาจสองสี หนึ่ง สีดำ หนึ่งสีสันสดใสจะพากันบินออกมาจากกลางฝ่ามือของนางแล้วตรง ดิ่งเข้าไปจู่โจมม่านแสงสีเขียว
วินาทีที่รากดอกไม้ปีศาจปะทะเข้ากับม่านแสงสีเขียว แสงสว่างเจิดจ้า ก็พลันพร่างพราว อานุภาพน่าเกรงขามซัดสาดเข้าหามู่ปี้ฉง
มู่ปี้ฉงร้องอึกอักอยู่ในลำคอ เลือดสดๆ ไหลซึมออกมาจากหัวตาและรู จมูก ดอกไม้ปีศาจจึงรีบพากันกลับเข้ามาในร่างของนางอีกครั้งทันที
——