ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 875 นครหลวงของเผ่ามนุษย์หิน
ดวงตาของมู่ปี้ฉงและอินย่าหนันฉายความตกตะลึง
“เจ้านายคนแรกของเสื้อเกราะคือเทพธิดาแห่งเปลวเพลิงของสำนัก ห้าธาตุ คือเทพธิดาของสำนักไฟผู้นั้น” สีหน้าเนี่ยเทียนหนักอึ้ง “ปัญหาก็ คือนางยังไม่ตาย นางถูกคนผู้หนึ่งที่ชื่อผังชื่อเฉิงสังหาร แต่จิตวิญญาณหนี รอดมาได้ และได้มาเกิดใหม่เพื่อฝึกตนแล้ว นางในเวลานี้ได้ฟื้นคืนพลัง การต่อสู้ขั้นสูงสุดกลับมาอีกครั้ง กลายมาเป็นแดนว่างเปล่าช่วงต้น”
เนี่ยเทียนอธิบายความเป็นมาของเรื่องราวง่ายๆ
หญิงสาวทั้งสองไม่ใช่คนโง่ เมื่อเขาพูดเช่นนี้พวกนางก็ย่อมเข้าใจดีว่า ไม่สามารถเปิดเผยเรื่องของเกราะมังกรเพลิงออกมาโดยเด็ดขาด
“ในเมื่อเกราะมังกรเพลิงมาจากสำนักห้าธาตุ ถ้าไม่อย่างนั้น…พวกเรา ก็แยกทางกับพวกหวงจินหนันดีไหม?” เซี่ยหว่านถิงกล่าวอย่างเป็นกังวล
“ไม่จำเป็นหรอก” เนี่ยเทียนส่ายหัว “ข้าเองก็ไม่คิดจะเอาเสื้อเกราะ ตัวนั้นออกมาใช้ในเทือกเขาฝังเลือด ขอแค่วัตถุชิ้นนี้ไม่ถูกเปิดเผย พวก เราก็ยังอยู่กับพวกหวงจินหนันได้อย่างปรองดอง”
“หวงจินหนันคนนั้นมองภายนอกเหมือนใจกว้าง แต่แท้จริงแล้วกลับ เป็นคนหยิ่งยโสไม่น้อย” มู่ปี้ฉงขมวดคิ้ว “คนที่เขาให้ความสำคัญอย่าง แท้จริงมีเพียงบุตรแห่งดวงดาวอย่างเจ้าเท่านั้น คนอื่นๆ รวมไปถึงหันเซิน ที่ถูกเขาขับไล่ไปล้วนไม่อยู่ในสายตาของเขา ตอนนี้เขามีใจอยากจะผูก มิตรกับเจ้า ก็เพราะว่าเจ้าคือบุตรแห่งดวงดาวที่มีฐานะเท่าเทียมกับเขา”
“แต่จะอย่างไรซะเสื้อเกราะตัวนั้นก็เป็นอาวุธล้ำค่าของสำนักห้าธาตุ หากมันถูกเปิดเผยขึ้นมาจริงๆ เขาย่อมต้องคิดไม่ซื่อแน่นอน”
“คนผู้นี้แข็งแกร่งเกินไป ต่อให้ข้าเรียกบุปผาร่วมชีวิตออกมาก็อาจจะ ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา”
อินย่าหนันเองก็พยักหน้ารับเบาๆ “งูเหลือมเลือดน้ำแข็งตัวนั้นของข้า ก็เกรงว่าคงทำอะไรเขาไม่ได้”
เนี่ยเทียนมองออกว่าพวกนางต่างก็กริ่งเกรงเทพบุตรจากสำนักห้า ธาตุอยู่มาก
“ไม่เป็นไร ข้าไม่เรียกเกราะมังกรเพลิงออกมาหรอก” เนี่ยเทียนเอ่ย เกลี้ยกล่อม
อาวุธวิเศษประเภทบินลำที่พวกเขาโดยสารอยู่ด้านหลังสุด ตามพวก หวงจินหนันไปไกลๆ
ครึ่งวันต่อมา
จำนวนของผีร้ายและซากวิญญาณที่พวกเขาเจอระหว่างทางมีมากขึ้น เรื่อยๆ อีกทั้งผีร้ายและซากวิญญาณที่ปรากฏตัวขึ้นมาใหม่ก็แข็งแกร่ง กว่าเก่าอย่างเห็นได้ชัด
ไม่นานนัก นครหินขนาดใหญ่ยักษ์แห่งหนึ่งก็ปรากฏสู่เส้นสายตาของ ทุกคน
ชั่วขณะที่มองเห็นนครหินแห่งนั้น เนี่ยเทียนก็มีสีหน้าตะลึงงันไป ทันใด “เป็นนครหินของเผ่ามนุษย์หินอีกแห่งหนึ่งแล้ว!”
ก่อนที่พวกเขาจะไปยังบ่อแห่งโชควาสนาก็เคยได้พบกับคนของสำนัก แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ที่นครแห่งหนึ่งของมนุษย์หิน
นครของมนุษย์หินแห่งนั้นเป็นซากปราการผุพังราวกับว่าผ่านการ ต่อสู้นองเลือดมานับครั้งไม่ถ้วน กำแพงเมืองถึงได้พังถล่มทลายลงมา
ทว่านครหินที่อยู่เบื้องหน้านี้ไม่เพียงแต่ใหญ่โตโอ่อ่า ยังถูกรักษาไว้ใน สภาพสมบูรณ์แบบอีกด้วย
ยังอยู่ห่างอีกพันเมตร เนี่ยเทียนแค่มองก็เห็นว่าในนครหินเบื้องหน้ามี วิญญาณร้ายบินว่ายเวียนอยู่เป็นจำนวนมาก
ท่ามกลางวิญญาณร้ายเหล่านั้นยังมีวิญญาณบางส่วนที่เรือนกาย ใหญ่โต ดูเหมือนว่าจะเกิดมาจากวิญญาณของสัตว์โบราณ
อีกทั้งยังมีวิญญาณร้ายบางส่วนที่ถึงแม้จะตัวไม่ใหญ่ ทว่ากลับทำให้ เนี่ยเทียนสัมผัสได้ถึงวิกฤตอันตรายที่รุนแรง
วิญญาณร้ายพวกนั้นที่ทำให้เนี่ยเทียนตกตะลึงคล้ายจะเป็นวิญญาณ ของเผ่าอสูรกาย เมื่อมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พิเศษของเทือกเขาฝังเลือด พวกมันจึงดุร้ายอย่างยิ่งยวด
ทั้งยังมีศพผีร่างสูงหลายสิบเมตร ทั่วร่างเต็มไปด้วยขนสีขาวซึ่งกำลัง เดินป้วนเปี้ยนอยู่ในถนนที่กว้างขวางของนครหิน ไม่รู้ว่ากำลังตามหา อะไรอยู่
“เนี่ยเทียน!”
รถศึกสีทองของหวงจินหนันจอดอยู่ข้างหน้า เขาตะโกนพูดด้วยเสียง อันดัง “นครหินแห่งนี้ในอดีตเคยเป็นนครหลวงของเผ่ามนุษย์หิน สถานที่ แห่งนี้ก็คือเป้าหมายของพวกเรา ข้าเชื่อว่าในนครแห่งนี้มีวัตถุวิเศษระดับ ใต้ดินดำรงอยู่ รอแค่ให้พวกเราไปตามหาเท่านั้น”
ศิษย์ผู้กล้าเผ่ามนุษย์ของแต่ละดินแดนที่อยู่บนอาวุธวิเศษประเภทบิน ซึ่งกระจายตัวอยู่รอบๆ กายเขาล้วนมีสีหน้าฮึกเหิม
“ห้ามพูดถึงเรื่องของเกราะมังกรเพลิงอีก”
เนี่ยเทียนเอ่ยกำชับเบาๆ หนึ่งประโยค ก่อนจะใช้สายตาบอกเป็นนัย แก่เซี่ยหว่านถิง ให้นางเพิ่มความเร็วของอาวุธวิเศษประเภทบินเพื่อขยับ เข้าไปใกล้จุดที่หวงจินหนันอยู่
“ควรจะบอกเรื่องของมนุษย์หินให้หวงจินหนันรู้สักหน่อย” มู่ปี้ฉงม องนครหินแห่งนั้นด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ “คนเผ่ามนุษย์หินไม่ได้ถูกฆ่า ล้างตระกูล พวกเผ่ามนุษย์หินที่บินออกมาทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวของ ดินแดนปราการดวงดาวอาจจะเข้ามาในสนามรบสุ้ยเมี่ยก็มีความเป็นไป ได้สูงมากที่จะมายังนครที่เคยอยู่อาศัย”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “ข้าจะเตือนเขาเอง”
“ว่าไงนะ? ยังมีเผ่ามนุษย์หินหลงเหลืออยู่?” เซี่ยหว่านถิงตกตะลึงจน หน้าเปลี่ยนสี
“อืม ในพื้นที่พิเศษแห่งหนึ่งของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวในดินแดน ปราการดวงดาวเรามีรูปปั้นมนุษย์หินแปดรูปบินออกมา และยังมีรูปปั้นที่ เก้าซึ่งร่างใหญ่มหึมายิ่งกว่า” มู่ปี้ฉงบอกเตือนเป็นนัยๆ “ภายหลังพวก
เราถึงได้เข้าใจว่ารูปปั้นก็คือเผ่ามนุษย์หินของยุคบรรพกาล พวกเราก็ไม่ เข้าใจว่าพวกเขาปรากฏตัวด้วยสาเหตุใด แต่ก่อนหน้าที่พวกเขาจะจากไป ได้ตะโกนด้วยภาษาบรรพกาลว่าสุ้ยเมี่ยไปตามทางไม่หยุด ราวกับว่า กำลังหาทางกลับ”
เซี่ยหว่านถิงหวาดหวั่น “พวกเราคงไม่เจอกับเผ่ามนุษย์หินพวกนั้น หรอกกระมัง?”
“หวังว่าจะไม่” มู่ปี้ฉงกล่าวเสียงเรียบเฉย
ตอนที่พวกเขาพูดคุยกันเบาๆ อาวุธวิเศษประเภทบินก็ได้มาจอดอยู่ ข้างหวงจินหนันแล้ว หวงจินหนันหันมามองเนี่ยเทียนด้วยใบหน้าเปื้อน ยิ้ม ก่อนจะพูดหยอกล้อ “มีสาวงามสามคนอยู่เคียงกาย มิน่าเล่าเจ้าถึงไม่ ยินดีเดินทางมาพร้อมกับข้า”
เขาเข้าใจผิดไปว่าที่เนี่ยเทียนจากไปเพราะอยากจะดูแลสาวงาม
เนี่ยเทียนเองก็เออออไปตามเขา “ช่วยไม่ได้ ผู้หญิงน่ะนะ ยังไงก็ควร ดูแลให้มากหน่อย”
พอเขากล่าวเช่นนี้ อินย่าหนันสามสาวต่างก็ค้อนตามองเขา สีหน้าแต่ ละคนแตกต่างกันออกไป
“ข้าเข้าใจ” หวงจินหนันหัวเราะร่า “คนเราไม่ควรใช้ชีวิตวัยหนุ่มให้ เสียเปล่า เจ้ามีโชคด้านความรักดีไม่น้อย ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก เอาล่ะ อยู่ เป็นเพื่อนสาวงามก็อยู่ไป แต่ยังไงก็ต้องทำธุระสำคัญให้เสร็จสิ้น”
“นครของมนุษย์หินแห่งนี้มีวิญญาณร้ายและศพผีมารวมตัวกันเป็น จำนวนมาก แต่ไรไหนมาก็ถือเป็นพื้นที่ต้องห้ามของเทือกเขาฝังเลือด”
“พวกเราจะตามหาวัตถุดิบวิเศษระดับใต้ดินก็จำเป็นต้องรับมือกับ วิญญาณร้ายและศพผีพวกนั้น พวกเราทำตามแผนเดิมแล้วกัน พวกเจ้า รับผิดชอบผีร้าย ส่วนพวกข้าจะรับผิดชอบจัดการศพผีเอง”
“พี่หวง สถานที่แห่งนี้มีอะไรพิเศษหรือ? เหตุใดถึงมีวิญญาณร้ายและ ศพผีมากมายมารวมตัวกันอยู่ที่นี่?” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างจริงจัง
หวงจินหนันงุนงง “เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก ข้ารู้แค่ว่าบางคนที่เคย มาที่แห่งนี้ค้นพบวัตถุดิบวิเศษระดับใต้ดิน แล้วก็ดูเหมือนว่าวิญญาณร้าย และศพผีของเทือกเขาฝังเลือดที่แข็งแกร่งก็ชื่นชอบที่แห่งนี้มาก จึงมอง สถานที่แบบนี้เป็นเหมือนบ้านของพวกมันเอง ใครจะไปรู้ว่าเป็นเพราะ อะไร”
“พี่หวง ในนครหินคงไม่มีเผ่ามนุษย์หินหลงเหลืออยู่หรอกนะ” เนี่ย เทียนถามอีกครั้ง
“จะเป็นไปได้อย่างไร? เมื่อครั้งเกิดสงครามใหญ่ครั้งแรก เผ่ามนุษย์ หินก็สูญพันธ์กันไปหมดแล้ว ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีเผ่ามนุษย์หินปรากฏ ตัวอีกครั้ง” หวงจินหนันทำสีหน้าว่าเจ้าอย่าตีตนไปก่อนไข้
“ข้าเคยเจอเผ่ามนุษย์หินที่ยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งยังมีมากถึงเก้าคน และ มีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะมายังสนามรบสุ้ยเมี่ย” เนี่ยเทียนกล่าว ด้วยสีหน้าจริงจัง
พอเขาพูดเช่นนี้ ไม่เพียงแต่หวงจินหนันเท่านั้น แม้แต่ผู้กล้าคนอื่นๆ ก็ยังหน้าเปลี่ยนสีไปด้วย
“ไหนเจ้าลองเล่าเหตุการณ์มาสิ” หวงจินหนันน้ำเสียงเคร่งเครียด
เนี่ยเทียนจึงเริ่มอธิบาย
“ใต้ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวของดินแดนปรากฏดวงดาวมีรูปปั้นหิน เก้ารูปลอยขึ้นมา แปดรูปในนั้นอย่างน้อยต้องมีพลังการต่อสู้เทียบเคียงได้ กับแดนว่างเปล่าของเผ่ามนุษย์ ส่วนตนที่เก้าเกรงว่าจะแข็งแกร่งเท่ากับ แดนเอตทัคคะเลยอย่างนั้นรึ?” หวงจินหนันพึมพำเบาๆ สายตาที่เหลือบ มองไปยังนครหินแห่งนั้นมีความเคร่งเครียดอยู่เสี้ยวหนึ่ง
หากไม่เป็นเพราะรู้ว่ามีผู้แข็งแกร่งของเผ่ามนุษย์หินเข้ามาในสนาม รบสุ้ยเมี่ย เขาก็คงไม่ระมัดระวังขนาดนี้
ยามนี้หวงจินหลันมีท่าทีลังเลอย่างเห็นได้ชัด
“อู้!”
ธารน้ำสีทองหลายเส้นพลันบินออกไปจากทวนยาวของเขาอย่างบ้า คลั่ง อักขระสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ในทวนยาวเข้ามารวมตัวกันเป็น ดวงตาสีทองขนาดใหญ่ยักษ์
ดวงตาสีทองเหมือนพระอาทิตย์สีทองที่ค่อยๆ ลอยขึ้นมาแล้วเคลื่อน ไปใกล้นครหินที่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์แห่งนั้น
ดวงตาของหวงจินหนันเองก็เต็มไปด้วยสีทอง ส่องประกายแสงสีทอง ระยิบระยับ
กระแสจิตวิญญาณนับพันนับหมื่นมองดูเหมือนเส้นใยที่ไหลบ่าออกมา จากในดวงตาสีทองข้างนั้น และกำลังใช้เวทลับที่พิเศษบางอย่างสำรวจ ทิศทางการเคลื่อนไหวของจิตวิญญาณที่อยู่ในนครหิน
ผ่านไปพักหนึ่ง ดวงตาสีทองข้างนั้นก็หายไป แสงสีทองในดวงตาของ หวงจินหนันก็ถดถอย เขากล่าวว่า “นครหินแห่งนี้ใหญ่มาก ข้าไม่เจอ ปราณทางจิตวิญญาณใดๆ ที่ผิดปกติ ตอนนี้ที่ข้าสัมผัสได้มีเพียงปราณ ของวิญญาณร้ายเท่านั้น ข้าไม่กล้ายืนยันว่าในนครหินแห่งนี้จะไม่มีคนเผ่า มนุษย์หินอยู่จริงๆ”
เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็กล่าวว่า “ต่อให้มีมนุษย์หินอยู่จริง มีรถศึกสี ทองของข้าคันนี้อยู่ มันก็สามารถพาข้าหนีไปได้อย่างรวดเร็ว แต่พวกเจ้า อาจจะไม่ได้โชคดีอย่างข้า”
เขามองไปยังพวกคนที่อยู่ข้างกายแล้วกล่าวว่า “จะเข้าไปตรวจสอบดู ให้รู้แน่ชัดหรือไม่ พวกเจ้าต้องตัดสินใจกันเอง”
จากนั้นเขาก็หันมาพูดกับเนี่ยเทียน “เจ้าล่ะ จะเข้าไปดูกับข้าหรือจะ จากไป?”
เนี่ยเทียนเหลือบตามองรถศึกของเขาแวบหนึ่งแล้วยิ้มบางๆ “ข้าเองก็ มีวิธีให้หนีเหมือนกัน”
พอกล่าวจบเขาก็เรียกเรือดาราที่อยู่ในแหวนเก็บของออกมาและบอก ให้พวกมู่ปี้ฉงสามคนขึ้นมาข้างบน
“เรือดาราของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว! ” ดวงตาของหวง จินหนันเป็นประวาบ หัวเราะขึ้นมาทันใด “เรือดาราลำนี้คืออาวุธวิเศษ
ประเภทบินประเภทเดียวกับรถศึกของข้า เมื่อมีมันอยู่ หากเจ้าคิดจะหนี มาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
คนอื่นๆ ที่ครุ่นคิดกันอยู่พักหนึ่งก็ตัดสินใจที่จะเสี่ยงดวงเข้าไปดูว่า ข้างในมีอะไรอยู่กันแน่
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลง พวกเราเข้าไปพร้อมกัน ทุกคนระวังตัวกัน หน่อย” หวงจินหนันกล่าว
——