ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 889 ให้ความช่วยเหลือ
จุดลึกของทะเลทรายที่ร้อนระอุ
ฉีป๋ายลู่และหัวมู่สองคนห้อทะยานอยู่กลางอากาศ กระจกตาข่ายไฟ เหมือนโล่แสงเปลวเพลิงที่ปกป้องด้านหลังของพวกเขาทั้งสองคนเอาไว้
ในกระจกตาข่ายไฟมีแก่นเปลวเพลิงเป็นกลุ่มๆ ขนาดเท่าลูกไฟมหึมา ปะทุออกมาและระเบิดใส่พวกคนที่อยู่ด้านหลังอย่างต่อเนื่อง
ด้านหลัง ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์เขตวิญญาณจากต่างดินแดนเจ็ดคนมี สีหน้าหนักอึ้ง ดวงตาเต็มไปด้วยประกายดุร้าย
คนผู้หนึ่งถือขวานยักษ์เอาไว้ ขวานยักษ์นั้นหมุนคว้างสาดแสงสีม่วง ราวสายฟ้าซึ่งคอยทำลายแก่นเปลวเพลิงเป็นกลุ่มๆ ให้แตกซ่าน
“น่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในอาณาจักรต้าฮวาง” ฉีป๋ายลู่ขมวดคิ้ว ถอน หายใจหนึ่งที ก่อนกล่าวว่า “เมื่ออยู่ในสำนักอาวุธของอาณาจักรต้าฮวาง กระจกตาข่ายไฟสามารถเชื่อมโยงไปยังโลกลับแห่งเปลวเพลิงทั้งหกแห่ง และสามารถดึงเอาพลังงานความร้อนออกมาจากในโลกเหล่านั้นเพื่อเพิ่ม พลังให้กับกระจกตาข่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง”
กระจกตาข่ายไฟก็เป็นอาวุธวิเศษระดับเชื่อมโยงวิญญาณเช่นกัน ทว่า วัตถุชิ้นนี้เดิมทีเป็นของอดีตเจ้าสำนักอาวุธคนก่อนซึ่งได้ส่งต่อมาถึงมือเขา
กระจกตาข่ายไฟนี้สามารถมองเป็นหนึ่งเดียวกับสำนักอาวุธได้ เพราะ มีเพียงอยู่ในสำนักอาวุธเท่านั้น กระจกตาข่ายไฟถึงจะสามารถปลดปล่อย พลังที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาได้
เมื่ออยู่ในดินแดนแห่งอื่น กระจกตาข่ายไฟไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับ โลกลับแห่งเปลวเพลิงทั้งหกที่มีความเกี่ยวข้องกับสำนักอาวุธ อานุภาพจึง ลดน้อยลงมามาก
หัวมู่มีสีหน้าอ่อนระโหยโรยแรง ดวงตาหม่นมัวไร้แสง ถอนหายใจ กล่าวว่า “นี่เป็นกลุ่มที่ห้าแล้ว”
“ใกล้จะถึงรอยแยกห้วงมิติที่เชื่อมไปยังอาณาจักรวอหลิวแล้ว ขอแค่ ยืนหยัดอีกหน่อย ไม่แน่ว่าพวกเราอาจได้กลับไปถึงอาณาจักรวอหลิวก็ เป็นได้” ฉีป๋ายลู่มีปณิธานเด็ดเดี่ยว “จงเจิงใช้เวทหลบหนีหายตัวไปแล้ว หากได้ไปเจอเยว่เหยียนสี่จากดินแดนปราการดวงดาวหรือแดนว่างเปล่า คนอื่นๆ บางทีพวกเขาอาจมาช่วยให้เราพ้นเคราะห์ครั้งนี้ก็เป็นได้”
“ตึง!”
วงล้อสีเงินวงหนึ่งพุ่งผ่านขวานยักษ์ลงมากระแทกใส่กระจกตาข่ายไฟ อย่างแรง
เปลวเพลิงที่พวยพุ่งออกมาจากในกระจกตาข่ายไฟทะลักทลายอย่าง บ้าคลั่งโดยที่ไม่อาจควบคุม จู่ๆ ฉีป๋ายลู่ก็กระอักเลือดออกมาหนึ่งคำ สี หน้าพลันซีดขาว
“ยอมแพ้ซะเถอะ พวกเจ้าหนีไม่รอดหรอก” ผู้เฒ่าใบหน้าแห้งตอบ สวมชุดคลุมยาวสีเงินผู้หนึ่งก้าวออกจากความว่างเปล่าข้ามผ่านเปลวเพลิง หลายกลุ่มมาพลางเอ่ยเย้ยหยัน “ดินแดนดาวตกงั้นรึ? สถานที่เล็กๆ ที่ไม่ สะดุดตาแบบนี้ ขนาดชื่อข้าก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อน! คนอย่างพวกเจ้าก็ยัง กล้ามาเคลื่อนไหวอยู่ในจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยงั้นรึ แถมยังได้วัตถุดิบ
วิเศษล้ำค่าไปมากมาย พวกเจ้านึกจริงๆ หรือว่าพวกเจ้าจะรอดชีวิตเอา พวกมันกลับไปด้วยได้?”
หว่างคิ้วของหัวมู่มีเงาปีศาจของเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์เผยกายขึ้นเป็น ระยะ
ช่วงเวลาที่กำลังสิ้นหวัง หัวมู่ถึงขั้นไม่เสียดายหากต้องธาตุไฟเข้าแทรก เขาหมายจะเรียกให้เถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ออกมาช่วยเขารบอีกครั้ง
ทว่ามาถึงบัดนี้ แม้แต่เถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ที่อยู่อันดับที่สามของพืช พรรณในอาณาจักรปีศาจก็ยังเหมือนจะเสียพลังต้นกำเนิดไปมหาศาล ต่อ ให้หัวมู่เปิดใจเต็มที่ เถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ก็ยังไม่เป็นฝ่ายช่วงชิงร่างของเขา ไป
“ดูเหมือนว่าเขาจะเรียกเถาวัลย์ปีศาจต้นนั้นออกมาไม่ได้อีกแล้ว! ” ผู้ ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ผู้ที่ควบคุมขวานศึกจ้องหัวมู่เขม็ง รอจนเห็นว่า เถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ปรากฏขึ้นตรงหว่างคิ้วของหัวมู่ เดิมทีเขายังหยุดฝีเท้า ด้วยความหวาดกลัว แต่รอจนพบว่าเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์หายกลับเข้าไปใน หว่างคิ้วของอีกฝ่ายอีกครั้ง เขาก็เปลี่ยนมาเป็นฮึกเหิมทันควัน
คนอื่นๆ ที่เคยเจอกับเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์มาก่อนก็เคยเสียเปรียบกัน ไปไม่น้อย
พวกเขาจึงไม่กล้าตามติดประชิดตัว ไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้หัวมู่มากเกิน เพราะกลัวเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ต้นนั้น
พอเห็นว่าเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์จำศีลอีกครั้ง แสงดุร้ายในดวงตาของ พวกเขาจึงยิ่งเข้มข้น
“แม้แต่มันก็ยังสูญเสียพลัง ไม่สามารถต่อสู้ได้อีกแล้ว” หัวมู่กล่าวอย่าง สิ้นหวัง
“ตลอดทางมานี้เจ้ายืมใช้พลังของมันติดต่อกันถึงสามครั้ง ถึงได้ทำให้ พวกเรายืนหยัดมาได้จนถึงตอนนี้” ฉีป๋ายลู่มีแต่ความขมขื่นเต็มใบหน้า “แม้ว่ามันจะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่สามารถเผาผลาญพลังมหาศาลติดต่อกัน หลายครั้งได้ เพราะว่ามัน คนที่ไล่ตามมาฆ่าพวกเราถึงได้ตายกันไปไม่น้อย พลังของมันหาใช่จะไร้ที่สิ้นสุด ย่อมมีช่วงเวลาที่หมดลงเป็นธรรมดา”
“เมื่อไม่มีมัน เกรงว่าพวกเราคงสิ้นไร้หนทางแล้วจริงๆ” หัวมู่กล่าว อย่างหม่นหมอง
เถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ผสานรวมเป็นร่างเดียวกับเขาแล้ว หากจะรุ่งโรจน์ ก็รุ่งโรจน์ด้วยกัน หากจะเสียหายก็เสียหายด้วยกัน หากเขาตายไป เกรงว่า เถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ก็คงยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อได้
เถาวัลย์ปีศาจสวรรค์เองก็เข้าใจในจุดนี้ ดังนั้นทุกครั้งที่เขาใกล้จะตาย มันถึงได้คอยบินออกมาช่วยเขาต่อสู้
ตอนนี้เขาเป็นฝ่ายเรียกหามันด้วยตัวเอง เปิดใจไม่ต่อต้าน ทว่าเถาวัลย์ ปีศาจสวรรค์กลับไม่ยอมโผล่ออกมา นี่หมายความว่าการต่อสู้ติดต่อกัน หลายครั้ง การที่ช่วยเขาคลี่คลายวิกฤติครั้งแล้วครั้งเล่าได้ทำให้เถาวัลย์ ปีศาจสวรรค์หมดสิ้นพละกำลังแล้วจริงๆ
“ยอมแพ้ซะเถอะ!”
วงล้อสีเงินหมุนคว้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะมีพายุกระหน่ำพัดมา พร้อมกับใบมีดมากมายซึ่งกรีดเฉือนให้ห้วงมิติขาดกระจุย
แก่นเพลิงเป็นกลุ่มๆ ที่อยู่ด้านในกระจกตาข่ายไฟพลันระเบิดตูม ออกมา
“เคร้งๆๆ!”
มีดแสงสีเงินจากในวงล้อสาดลงมากระแทกใส่กระจกตาข่ายไฟราวกับ หยดฝน
เมื่อเจอกับการโจมตีหนักๆ ติดต่อกันหลายครั้ง บนกระจกไฟก็ถึงกับมี ลายเส้นเปลวเพลิงเปล่งวาบขึ้นมาและคล้ายจะถูกกลบหายลงไป
“แย่แล้ว!”
ฉีป๋ายลู่หน้าเผือดสีอย่างหนัก เขาสัมผัสได้แล้วว่าพลังงานเปลวเพลิง ร้อนแรงที่มาจากโลกลับเปลวเพลิงที่ต่างๆ ซึ่งเขาคอยดึงมาใช้ตลอดหลาย ร้อยปีที่ผ่านมากำลังจะหมดสิ้นลง
หากพลังงานความร้อนเผาผลาญหมดลงเมื่อใด วิญญาณวัตถุที่อยู่ใน กระจกตาข่ายไฟก็จะไม่มีพลังให้ดึงมาใช้อีก
ส่วนพลังวิญญาณในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขาก็กำลังจะ แห้งขอด จึงไม่สามารถกรอกเทพลังเพิ่มเติมไปให้แก่กระจกตาข่ายไฟได้
“ขวานฟ้าเจ็ดกระบวน ฟ้าทลาย!”
ขวานศึกสีม่วงพลันปลดปล่อยสายฟ้าสีม่วงหลายเส้นออกมาตัด สลับกันเป็นรูปตัวอักษรสือ (十)ซึ่งคมกริบอย่างถึงที่สุด
“ฟู่วๆ!”
อักษรตัว “สือ” ขนาดใหญ่ยักษ์สีม่วงเหมือนเป็นอักขระโบราณที่ได้รับ การปลุกเสกพลังงานลึกลับจึงสามารถฉีกกระชากฟ้าดินและสรรพชีวิตให้ กระจุยกระจายออกเป็นชิ้นๆ
“หัวมู่! หรือว่าเราจะสละทิ้งเรือนกาย ให้จิตวิญญาณหนีไปดี?”
ฉีป๋ายลู่ที่เห็นท่าไม่ดีอดคำรามเบาๆ ไม่ได้ เขาคิดจะให้จิตวิญญาณที่ แท้จริงหนีไปจากการต่อสู้ที่ถูกกำหนดมาแล้วว่ามิอาจชนะครั้งนี้
“เจ้าสามารถให้จิตวิญญาณที่แท้จริงหนีไปได้ แต่ข้า…จุดลึกในจิต วิญญาณมีตราผนึกเสี้ยวหนึ่งจากเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ หากจิตวิญญาณ หลุดพ้นออกไปจากร่างเมื่อไหร่ จิตวิญญาณที่แท้จริงก็จะถูกเสี้ยวจิต วิญญาณของเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ฉีกกระชากทิ้งไปด้วย” หัวมู่ยิ้มขื่น “พี่ลู่ ไม่ต้องสนใจข้า เจ้าเอาจิตวิญญาณที่แท้จริงหนีไปก่อนเถอะ”
พอได้ยินเขาพูดเช่นนี้ ฉีป๋ายลู่จึงมีท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าเวลานี้เอง แสงดาวเส้นหนึ่งก็พลันแหวกอากาศพุ่งมาถึงตรงจุดนี้
ก่อนที่แสงดาวกลุ่มนั้นจะมาหยุดอยู่ตรงจุดเดียวกับกระจกตาข่ายไฟ ครั้นแสงดาวก็จำแลงออกมาเป็นสภาพดั้งเดิมของเรือดารา
บนเรือดารา เนี่ยเทียนสามคนยืนตระหง่าน ชายอาภรณ์ปลิวสะบัด ท่วงท่าองอาจสง่างาม
“เนี่ยเทียน!”
หัวมู่ตัวสั่นเยือก ดวงตามีประกายดีใจอย่างบ้าคลั่ง
เขาไม่เหมือนกับจงเจิง
จงเจิงไม่รู้จักเนี่ยเทียนลึกซึ้งเท่าใดนัก ไม่รู้ว่าในมือเนี่ยเทียนมีอาวุธให้ พึ่งพามากมาย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าโครงกระดูกปีศาจเลือดสามารถสำแดง พลังได้ถึงระดับไหน
แต่หัวมู่กลับรู้ดีว่าเนี่ยเทียนที่เคยสร้างปาฏิหาริย์มาแล้วหลายครั้งต้อง กลายมาเป็นความหวังในการรอดชีวิตของเขาแน่นอน
“ฟิ้ว!”
ลำแสงพลังดวงดาวหนายาวเส้นหนึ่งถูกยิงออกมาจากในเรือดาราทันที
แสงดาวพลันพร่างพราวเจิดจ้าราวกับมีทะเลดวงดาวนับพันนับหมื่นมา รวมอยู่ด้วยกัน ยิงโจมตีให้ตัวอักษร “สือ” สีม่วงใหญ่ยักษ์ที่พุ่งเข้ามา ระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
พลังจิตวิญญาณที่นาบประทับอยู่ในอักษร “สือ” สีม่วงหายวับไปใน บัดดล
ผู้ฝึกลมปราณเขตวิญญาณช่วงท้ายที่ควบคุมขวานศึกเล่มนั้นหน้า เปลี่ยนสีทันที ก่อนจะมีคราบเลือดเส้นหนึ่งไหลออกมาจากมุมปากของเขา ไม่หยุด
“ใครกัน?”
ผู้ฝึกลมปราณเขตวิญญาณช่วงท้ายอีกคนหนึ่งที่พุ่งตัวมาเหยียบอยู่บน วงล้อสีเงินจ้องเนี่ยเทียนด้วยสายตาเย็นชา
“เด็กรุ่นเล็กสามคน สองคนคือเขตลี้ลับ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นแค่เขต สามัญกระจอกๆ เท่านั้น” คนผู้นั้นมีสายตาประหลาดใจ “ผีตัวน้อยไม่รู้จัก กลัวตายอย่างพวกเจ้ารีบร้อนมาที่นี่ด้วยเหตุใด?”
“พวกเรามาก็ต้องเพื่อสังหารพวกเจ้าอยู่แล้ว” เนี่ยเทียนกล่าวอย่าง เย็นชา
เขามองออกว่าหัวมู่และฉีป๋ายลู่ใกล้จะสิ้นไร้พลังเต็มที ไม่ว่าจะเป็น มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนหรือมหาสมุทรจิตวิญญาณของพวกเขาก็ ล้วนถูกเผาผลาญไปอย่างมหาศาล ไม่เหลือเรี่ยวแรงให้ต่อสู้อีกต่อไป
“สังหารพวกข้า?” คนผู้นั้นคำรามด้วยเสียงอึมครึม
เนี่ยเทียนไม่คิดจะเปลืองน้ำลายแม้แต่ประโยคเดียว เมื่อความคิดของ เขาส่งผ่านไป โครงกระดูกปีศาจเลือดก็พลันบินออกมา
พลังแห่งความตายที่ทำให้หมื่นสรรพสิ่งร่วงโรยอบอวลไปทั่วด้านทันใด ร่างกระดูกที่ใหญ่โตของโครงกระดูกปีศาจเลือดก้าวออกมาหนึ่งก้าว มือ กระดูกมโหฬารของมันเหมือนกระบี่กระดูกแห่งความตายที่แทงไปยังคนผู้ นั้นที่กำลังพูด
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งสายเลือดระดับแปดที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของอินย่าหนัน ก็ร้องคำราม ก่อนจะสร้างพายุน้ำแข็งให้หมุนคว้างไปกลบทับคนอื่นๆ
มู่ปี้ฉงลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะปล่อยรากดอกไม้ปีศาจสีดำจากมือขวาให้ ออกมาเริงระบำอย่างบ้าคลั่ง
“เผ่าโครงกระดูกสายเลือดระดับแปด!”
“สัตว์โบราณธาตุน้ำแข็งระดับแปด!”
“ดอกไม้ปีศาจที่ไม่อ่อนด้อยกว่าเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์เลยแม้แต่น้อย!”
ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์เขตวิญญาณเจ็ดคนพากันร้องอุทานอย่าง หวาดกลัวเหมือนคนเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ
“ต้องลงมือกับจิตวิญญาณที่อ่อนแอของพวกเขา!” คนที่ควบคุมวงล้อสี เงินตะโกนเสียงดัง และจุดลึกในดวงตาของเขาที่จ้องไปยังเนี่ยเทียนก็พลัน มีแสงสีเงินทอประกายออกมา
เส้นแสงสีเงินที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าบินสวบออกมาจากดวงตาของ เขา และทำท่าจะแทรกซึมเข้าไปในมหาสมุทรจิตวิญญาณของเนี่ยเทียน
“ออกมา!”
เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็นหนึ่งที ทันใดนั้นร่างวิญญาณสูงสิบกว่าเมตร ของวิญญาณร้ายห้าดวงที่พกพาเอาความอาฆาต หวาดกลัว สิ้นหวัง เดือด ดาลและกระหายเลือดก็จำแลงกายขึ้นมาอย่างพร่าเลือน
วิญญาณร้ายห้าดวงลอยอยู่เหนือศีรษะของเนี่ยเทียน ทำให้เขาเป็น เหมือนเทพมารบรรพกาลที่แผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุดออกมา
——