ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 892 มารสายฟ้า!
อินย่าหนันอุทานเบาๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความตะลึงพรึงเพริด
เนี่ยเทียนเองก็ตั้งท่าเหมือนเผชิญกับศัตรูตัวฉกาจในชั่วพริบตา
เขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเพิ่งจะไปจากที่แห่งนี้ได้แค่หนึ่งชั่วยาม จู่ๆ หยวนจิ่วชวนจะมาปรากฏตัวที่นี่เสียได้
จากปากของโม่ชิงเหลยนายน้อยแห่งสำนักอสนีสวรรค์ เนี่ยเทียนจึงรู้ ตัวตนของหยวนจิ่วชวน รู้ว่าคนผู้นี้คือผู้บำเพ็ญตนที่กลับมาจุติใหม่
ชาติที่แล้วหยวนจิ่วชวนมีตบะแดนเอตทัคคะช่วงกลาง ได้รับฉายาว่า มารสายฟูา
เส้นทางการฝึกตนของหยวนจิ่วชวนเต็มไปด้วยคาวเลือด ผู้ฝึกเวทลับ สายฟูาทุกคนบนโลกนี้ต่างก็มองเขาเป็นปีศาจร้าย
การฝึกตนของเขาทำให้เขาสามารถรวบรวมพลังสายฟูาจากในร่างของ ใครก็ตามที่ฝึกพลังเดียวกันมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพลังและตบะของ ตัวเองได้
คนผู้นี้เคยถูกผู้ฝึกเวทลับสายฟูาหลายคนร่วมมือกันวางแผนสังหารใน จุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย และเจ้าสำนักอสนีสวรรค์คนปัจจุบันก็คือหนึ่ง ในผู้เข้าร่วมเหตุการณ์ครั้งนั้น
ที่เนี่ยเทียนรีบร้อนออกมาจากบ่อแห่งโชควาสนาในตอนนั้นก็เพราะ กริ่งเกรงคนผู้นี้!
หลังจากหยวนจิ่วชวนช่วงชิงตราราชาสายฟูาและดึงเอาพลังสายฟูา ทั้งหมดในร่างของโม่ชิงเหลยไปแล้วก็เคยเปิดฉากสังหารครั้งใหญ่ที่บ่อแห่ง โชควาสนา เขาปลิดชีพเผ่ามนุษย์และชนต่างเผ่าไปมากมาย
เวลาผ่านมาแค่หนึ่งปีกว่า ขอบเขตของหยวนจิ่วชวนกลับเลื่อนสู่เขต วิญญาณช่วงต้นได้สำเร็จ
แต่เนี่ยเทียนกลับรู้ดีว่าเนื่องจากหยวนจิ่วชวนเคยมีขอบเขตสูงถึงแดน เอตทัคคะช่วงกลาง เมื่อได้ตราราชาสายฟูาไปครอง พลังการรบที่แท้จริง ของเขาย่อมเหนือกว่าขอบเขตในปัจจุบันไปไกลโข
หลังจากที่เรือดารามาถึง เนี่ยเทียนก็พบว่าหยวนจิ่วชวนกำลังคุยกับจง เจิงอย่างออกรส
หยวนจิ่วชวนมีรูปร่างแก่ชรา ตบะเขตวิญญาณช่วงต้น ง่ายต่อการ สร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้คน ยากที่ใครจะคาดคิดได้ว่าเขาคือคนดุร้าย คนหนึ่งที่กินคนไม่คายกระดูก
เกรงว่าจงเจิงเองก็คงคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าหยวนจิ่วชวนที่เขากำลัง พูดคุยด้วยอันตรายถึงขนาดไหน
“เนี่ยเทียน!”
ตอนที่เรือดาราบินมาถึง ดวงตาของจงเจิงก็เป็นประกายวาบ แอบผ่อน ลมหายใจอยู่กับตัวเอง “เจ้านี่มีฝีมือจริงๆ สามารถพาพี่ฉีกับพี่หัวรอดชีวิต กลับมาได้จริงๆ ด้วย”
สีหน้าเขาเบิกบาน พูดพร้อมอมยิ้มน้อยๆ “เดี๋ยวข้าจะแนะนำให้รู้จัก เขาชื่อหยวนจิ่วชวน เขาสนใจรอยแยกห้วงมิติที่เชื่อมไปยังอาณาจักรวอ
หลิวเส้นนั้นมาก รอให้รอยแยกห้วงมิติกลับมามั่นคงแล้ว เขาก็หวังว่าจะไป ที่อาณาจักรวอหลิวสักครั้งหนึ่ง”
หลังจากที่หยวนจิ่วชวนมาถึง จงเจิงเห็นว่าอีกฝุายเป็นแค่เขตวิญญาณ ช่วงต้น ทั้งยังไม่เผยเจตนาชั่วร้ายจึงพูดคุยกับเขา
หยวนจิ่วชวนตั้งใจสอบถามเรื่องราวบางส่วนในจุดลึกของสนามรบสุ้ย เมี่ยจากปากจงเจิงเป็นพิเศษ หลังจากรู้ว่าอีกไม่นานรอยแยกห้วงมิติจะ กลับมามั่นคง และมันเชื่อมโยงไปยังอาณาจักรวอหลิวของดินแดนพงฟูา หยวนจิ่วชวนก็แสดงท่าทีว่าอยากไปเที่ยวเล่นที่อาณาจักรวอหลิวดูสักครั้ง เพื่อดูว่าจะแลกเปลี่ยนวัตถุดิบที่เหมาะสมกับตัวเองได้หรือไม่
“หยวนจิ่ว…” เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน
หัวมู่และฉีป๋ายลู่ที่ได้ยินเสียงอุทานแตกตื่นของอินย่าหนันก่อนหน้านี้ก็ มองออกว่าพอพวกเนี่ยเทียนสามคนเห็นหยวนจิ่วชวน แต่ละคนก็มีสีหน้า เคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด
คนทั้งสองจึงเงียบกริบ และพอหันไปเห็นสีหน้าของหยวนจิ่วชวน สี หน้าของพวกเขาก็เริ่มนิ่งขรึมขึ้นมาเช่นกัน
หยวนจิ่วชวนฟังคำแนะนำของจงเจิงด้วยสายตาเย็นชา มุมปากยกยิ้ม ประหลาด “ที่แท้ก็เป็นพวกเจ้าเองหรือ”
จงเจิงตะลึง “พวกเจ้าเคยเจอกันมาก่อนรึ?”
“เคยเจอกันครั้งหนึ่ง” หยวนจิ่วชวนพยักหน้ารับเบาๆ สายตามาหยุด อยู่ที่ร่างของเนี่ยเทียน “โม่ชิงเหลยจากสำนักอสนีสวรรค์ผู้นั้นออกมา พร้อมกับพวกเจ้า ตอนนี้เขาไปอยู่ไหนแล้ว?”
เรือดาราของเนี่ยเทียนขยับมาจอดอยู่ข้างกายจงเจิงช้าๆ ทั้งยังบอก เป็นนัยให้จงเจิงขึ้นมา
จงเจิงสงสัย แต่ก็ยังก้าวขึ้นเรือดาราไปตามความต้องการของเนี่ยเทียน แต่โดยดี
พอเขาเข้ามาในเรือดารา สีหน้าของเนี่ยเทียนก็คลายลงน้อยๆ ทั้งยัง ควบคุมเรือดาราให้ออกห่างจากหยวนจิ่วชวนที่อยู่ใต้รอยแยกห้วงมิติที่ตัด สลับมาไกลกว่าเดิม
“โม่ชิงเหลยไปกับพวกเราได้ไม่นานก็แยกทางไป เขาไปที่ไหน พวกเรา ไม่อาจรู้ได้” เนี่ยเทียนเพิ่งจะตอบรับ
“เจ้าไม่ต้องตื่นเต้นไป” หยวนจิ่วชวนมองเขาด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง จู่ๆ ก็ เปลี่ยนหัวข้อ “เจ้าผีน้อยจากสำนักอสนีสวรรค์คนนั้นได้เล่าอะไรให้เจ้าฟัง หรือเปล่า?”
“ไม่ ไม่ได้พูดอะไร” เนี่ยเทียนส่ายหัว
“ไม่จริงๆ น่ะรึ? เรื่องเกี่ยวกับข้า เขาไม่ได้พูดเลยรึ?” หยวนจิ่วชวน หัวเราะเบาๆ
เนี่ยเทียนกล่าวอีกครั้ง “ไม่ได้พูดอะไรจริงๆ”
หยวนจิ่วชวนมองเขาด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนพยักหน้ารับ “จะรู้หรือไม่ ก็ไม่สำคัญอะไร อาวุธวิเศษประเภทบินลำนี้ของเจ้าคงเป็นของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวกระมัง?”
“ถูกต้อง” เนี่ยเทียนตอบ
“เรือดาราของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว…” หยวนจิ่วชวนหรี่ตาลง มองมายังเขาด้วยสายตาสนใจ “เกรงว่าภูมิหลังของเจ้าคงไม่ธรรมดา ดินแดนพงฟูาเป็นแค่ดินแดนดวงดาวระดับกลางเท่านั้น ผู้แข็งแกร่งที่สุดก็ เป็นแค่แดนเอตทัคคะช่วงต้น ดูเหมือนว่ามือของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวจะไม่ได้ยืดยาวมาจนถึงดินแดนพงฟูา เจ้าเดินทางจากที่นั่นมายังสนาม รบสุ้ยเมี่ยได้อย่างไร?”
“เท่าที่ข้ารู้มา ช่องทางที่เข้ามาที่แห่งนี้ของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวควรจะอยู่ในจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยสิถึงจะถูก”
สำหรับคำถามข้อนี้ของเขา เนี่ยเทียนเงียบงัน ไม่ได้เอ่ยตอบ
จงเจิงที่พูดคุยกับหยวนจิ่วชวนมาพักหนึ่งก็ไม่ใช่คนโง่เขลา เขาเองก็ เริ่มตระหนักได้ถึงความผิดปกติแล้ว
จงเจิงจึงพูดขึ้นเบาๆ “ในเมื่อพวกเจ้าเคยเจอหยวนจิ่วผู้นี้มาก่อน แต่ ทำไมดูท่าทางของพวกเจ้าแล้วเหมือนจะหวาดเกรงเขาไม่น้อยเลย? พวก เจ้าช่วยพี่ฉีออกมาจากมือของเขตวิญญาณตั้งเจ็ดคนได้ เหตุใดถึงยังกริ่ง เกรงคนผู้นี้?”
ฉีป๋ายลู่และหัวมู่ก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
แม้ว่าหยวนจิ่วชวนจะอยู่ไม่ไกล แต่จงเจิงคิดว่าด้วยตบะเขตวิญญาณ ช่วงท้ายของเขา สามารถใช้พลังวิญญาณกักเสียงได้ จึงรู้สึกว่าหยวนจิ่วช วนคงไม่ได้ยินคำพูดของเขา
ใบหน้าของพวกเนี่ยเทียนสามคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน
พวกเขาล้วนรู้ดีว่าด้วยความสามารถของหยวนจิ่วชวน เขาต้องได้ยิน ทุกคำพูดของจงเจิงอย่างแน่นอน
“เนี่ยเทียนใช่ไหม?” จู่ๆ หยวนจิ่วชวนก็เพิ่มระดับเสียง “เหตุใดถึงไม่มี คนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเข้ามาสนามรบสุ้ยเมี่ยพร้อมกับเจ้า แล้วเหตุใดตอนกลับไปยังต้องไปที่อาณาจักรวอหลิว?”
“ข้ายังต้องไปหาประสบการณ์ที่ดินแดนพงฟูา” เนี่ยเทียนตะโกนกลับ
“หาประสบการณ์?” หยวนจิ่วชวนพึมพำเบาๆ หนึ่งประโยค ก่อนจะ หันมามองเรือดาราด้วยสายตาลึกล้ำ “ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เรือดาราลำนี้หาใช่สิ่งที่ลูกศิษย์ทั่วไปจะครอบครองได้”
เนี่ยเทียนเงียบไปอีกครั้ง
“ช่างเถอะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า ข้าก็แค่อยากไปอาณาจักรวอ หลิวเท่านั้น” จู่ๆ หยวนจิ่วชวนก็หมดความสนใจ
เขาหรี่ตา คอยมองไปยังรอยแยกห้วงมิติที่ตัดสลับอยู่เหนือศีรษะเป็น ระยะ ก่อนจะหยิบเอาหินวิเศษที่มีพลังสายฟูาออกมาแล้วเริ่มฝึกตน
หินวิเศษธาตุสายฟูาพวกนั้นเมื่อมาอยู่ในมือของเขา เวลาเพียงแค่ไม่กี่ วินาทีก็ถูกถึงพลังไปจนหมด ก่อนระเบิดกลายเป็นเศษผง
จงเจิงหนังตากระตุกยิกๆ “เร็วยิ่งนัก!”
เขามองออกว่าหินวิเศษธาตุสายฟูาพวกนั้นมีพลังสายฟูาที่ไม่ธรรมดา แฝงเร้นอยู่ ผู้ฝึกลมปราณทั่วไปที่ฝึกถึงเขตวิญญาณช่วงต้นล้วนไม่สามารถ ดึงเอาพลังสายฟูาที่อยู่ในด้านในไปหมดในเวลาที่สั้นขนาดนั้นแน่
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่รบกวนการฝึกตนของท่านผู้อาวุโสแล้ว” ทิ้ง ประโยคนี้ไว้ เนี่ยเทียนก็บังคับเรือดาราออกไปจากที่นี่อย่างระมัดระวัง
เรือดาราทะยานรวดเร็ว เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปก็ออกมาไกลห่างจากที่ แห่งนั้น
จนกระทั่งบัดนี้ เนี่ยเทียนถึงได้คลายใจอย่างแท้จริง เขาถอนหายใจ กล่าวว่า “ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเจอกับผู้เฒ่าประหลาดคนนี้”
“เขาเป็นใครกันแน่?” จงเจิงถามอย่างสงสัย
“คนผู้นี้มีฉายาว่ามารสายฟูา คือผู้ที่จุติใหม่เพื่อมาฝึกตน…” เนี่ยเทียน บอกถึงตัวตนที่แท้จริงของหยวนจิ่วชวน
พอได้ยินว่าที่มาของหยวนจิ่วชวนลึกลับถึงเพียงนี้ ทั้งขอบเขตของชาติ ก่อนยังเป็นถึงแดนเอตทัคคะช่วงกลางใกล้ช่วงท้ายมากแล้ว พวกจงเจิงก็ หน้าเปลี่ยนสีอย่างหนัก
“ผู้ที่จุติใหม่เพื่อมาฝึกตน หากความทรงจำของชาติก่อนฟื้นคืน เขาก็ จะกระจ่างแจ้งถึงเวทลับสายฟูาในอดีตทั้งหมด” หัวมู่สูดลมหายใจเข้าลึก หนึ่งครั้ง “คนแบบนี้ไม่สามารถใช้หลักการทั่วไปมามองได้! มิน่าเล่าพวก เจ้าถึงได้กริ่งเกรงเขาถึงขนาดนี้ ตามความเห็นข้า ต่อให้เขาจะเป็นเขต วิญญาณช่วงต้น แต่พอได้รับตราราชาสายฟูาอะไรนั่นไป พลังของเขาเกรง ว่าคงอยู่ในระดับแดนว่างเปล่าแน่นอน!”
“สามารถดูดดึงพลังสายฟูาจากทุกคนที่ฝึกวิชานี้ ไม่ว่าจะเป็นเผ่า มนุษย์หรือชนต่างเผ่า ก็สมควรแล้วที่หยวนจิ่วชวนผู้นี้ได้รับฉายามาว่ามาร สายฟูา!”
“ยังดีที่พวกเราไม่มีใครฝึกวิชาสายฟูา หาไม่แล้ว…เกรงว่าคงยากที่จะ ถอนตัวออกมาได้”
ทุกคนพรั่นพรึงไม่คลาย
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับด้วยสีหน้าหนักอึ้ง “อยู่ห่างเขาหน่อยเป็นดี ข้า รู้สึกว่าต่อให้พวกเราร่วมมือกันก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา เขาจะไปอาณาจักร วอหลิว ไปดินแดนพงฟูา ที่นั่นต้องมีมรสุมเลือดครั้งใหญ่เกิดขึ้นแน่นอน ตระกูลของคนและสัตว์วิเศษในดินแดนพงฟูาที่ฝึกวิชาสายฟูาก็คงต้องเจอ หายนะเพราะเขา”
อินย่าหนันเห็นด้วยอย่างยิ่ง “ที่เขาจะไปอาณาจักรวอหลิว แต่ไม่ได้บุก ไปสังหารยังดินแดนสายฟูานิรันดร์อันเป็นที่ตั้งของสำนักอสนีสวรรค์ต้อง เป็นเพราะพละยังไม่ฟื้นคืนสู่จุดสูงสุด แต่ในเมื่อเขาคือผู้ที่เกิดใหม่เพื่อฝึก ตน อีกทั้งยังได้พลังจิตวิญญาณที่ลึกลับไปจากบ่อแห่งโชควาสนา ความ ทรงจำในอดีตมากมายย่อมต้องฟื้นตื่นขึ้นมา เส้นทางการฝึกตนของเขาใน วันหน้าก็ต้องยิ่งยาวไกลไร้อุปสรรค”
“ขอแค่เขากลืนกินพลังสายฟูาจากคนและสัตว์วิเศษในดินแดนพงฟูาที่ ฝึกวิชาสายฟูาอย่างต่อเนื่อง เขาก็จะฝุาทะลุขอบเขตติดต่อกันอย่างที่ไม่มี ใครขัดขวางได้”
“รอจนเขาฟื้นคืนสู่ตบะของชาติก่อน หรือเลื่อนอีกระดับไปถึงแดน เอตทัคคะช่วงท้าย สำนักอสนีสวรรค์ย่อมต้องถูกดับสำนักแน่นอน”
“ถึงเวลานั้น ฝันร้ายที่เป็นของเผ่ามนุษย์และสัตว์วิเศษที่ฝึกวิชาสายฟูา ก็จะบังเกิดขึ้น”
——