ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 895 การเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่รู้
“นายน้อยเนี่ย รอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นยังไม่เปิดงั้นหรือ?” ฝานข่าย ถามเสียงหนัก
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับเบาๆ “ค่อนข้างจะประหลาดไม่น้อย ตามหลัก แล้ว รอยแยกห้วงมิติที่เชื่อมไปยังอาณาจักรวอหลิวเส้นนั้นน่าจะกลับคืน มาสงบนิ่งให้ทุกคนลอดผ่านไปได้นานแล้ว”
เหลยเจิ้นอวี่มองไปทางฝั่งนั้นแล้วกล่าวว่า “ตรงนั้นสถานการณ์เป็น อย่างไร?”
“มีคนผู้หนึ่งชื่อหยวนจิ่วชวน เป็นนักพรตที่จุติใหม่เพื่อมาฝึกตน ฉายา ว่ามารสายฟูา…” เนี่ยเทียนอธิบาย
รู้ที่มาอันน่าตกตะลึงของหยวนจิ่วชวน และรู้ว่าเขาเฝูาอยู่ที่รอยแยก ห้วงมิติเพื่อไปอาณาจักรวอหลิวในทันทีที่รอยแยกห้วงมิติเปิดออก เหลย เจิ้นอวี่ก็พลันหน้าเปลี่ยนสี
“สามารถดูดดึงพลังสายฟูาที่ทุกชีวิตรวบรวมมาอย่างยากลำบากได้? บนโลกมีคนอำมหิตขนาดนี้อยู่ได้อย่างไร?”
เหลยเจิ้นอวี่ตะลึงลานไปหมด
จู่ๆ เขาก็พลันเข้าใจแล้วว่าตัวเองโชคดีขนาดไหน!
ตอนที่พวกเขาผ่านมา ได้เจอกับเนี่ยเทียนโดยบังเอิญ และยังดีที่…พวก เขากริ่งเกรงในตัวตนของเนี่ยเทียน ถึงได้เป็นฝุายตรงเข้ามาทักทาย
หาไม่แล้ว หากพวกเขาไปพบหยวนจิ่วชวนตรงพื้นที่รอยแยกห้วงมิติ พวกฝานข่ายอาจปลอดภัย แต่เกรงว่าเขาคงหนีไม่รอด
“ถ้าอย่างนั้นก็ รออยู่ตรงนี้ไปก่อนแล้วกัน” ฝานข่ายเองก็ไม่กล้า บุ่มบ่าม
ตามที่เนี่ยเทียนบอก หยวนจิ่วชวนสามารถสังหารเขตวิญญาณห้าคนที่ รวมอู๋ซวี่อยู่ด้วยได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังสามารถใช้พลังของดินแดนได้อีก
มารสายฟูาที่ชาติก่อนมีตบะแดนเอตทัคคะช่วงกลาง ขนาดฝานข่ายก็ ยังรู้สึกหวาดกลัว เขาไม่อยากเกิดการปะทะกับหยวนจิ่วชวนเพียงเพราะ การโผล่ไปของเหลยเจิ้นอวี่
“รอดูสถานการณ์ไปก่อนคือทางเลือกที่ดีที่สุด” เนี่ยเทียนยิ้มบางๆ “ไม่ต้องรีบร้อน หากรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นกลับมามั่นคงอีกครั้งจน สามารถเดินทางไปถึงอาณาจักรวอหลิวได้อย่างปลอดภัย หยวนจิ่วชวน ต้องจากไปแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราก็จะสามารถกลับอาณาจักรวอ หลิวกันได้อย่างสบายใจ”
“หวังว่าจะเร็วหน่อย” หัวคิ้วของจ้าวลั่วเฟิงเจ้าสำนักคนปัจจุบันของ วิมานสวรรค์ขมวดเป็นปมแน่น เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักใจ “ดูเหมือนว่า จุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น รอยแยก ห้วงมิติหลายเส้นหรือประตูข้ามอาณาจักรของแต่ละดินแดนที่เดินทางผ่าน ได้อย่างราบรื่นตลอดกาลซึ่งเชื่อมโยงมายังสนามรบสุ้ยเมี่ยเหมือนจะ พังทลายและหายไปแล้ว”
“ว่าไงนะ?” หัวมู่ตะลึง
เนี่ยเทียนเองก็หน้าเปลี่ยนสี “เกิดอะไรขึ้น?”
“ระหว่างที่พวกเราเดินทางกลับมาได้เจอกับผู้ฝึกลมปราณของดินแดน อื่นจึงรู้เรื่องนี้จากปากของพวกเขา” จ้าวลั่วเฟิงยิ้มขื่น “แต่รายละเอียดว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่นั้น ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน ข้ารู้แค่ว่ารอยแยกห้วง มิติที่ดำรงอยู่ตลอดกาล หากไม่สลายหายไปก็ระเบิดออก แม้แต่ประตูข้าม อาณาจักรหลายแห่งก็พังทลายลงไปด้วย”
“รอยแยกห้วงมิติที่ยังพอพาออกไปจากสนามรบสุ้ยเมี่ยได้เหมือนจะ เหลือแค่รอยแยกห้วงมิติที่ไม่มั่นคงเท่านั้น”
“ไม่เพียงแต่เผ่ามนุษย์ ชนต่างเผ่าอย่างภูตผีปีศาจ เผ่าอสูรกายต่างก็ ถูกกักตัวไว้ในสนามรบสุ้ยเมี่ยเช่นกัน”
“ผู้แข็งแกร่งหลายคนที่เข้ามาในสนามรบสุ้ยเมี่ยต่างก็กำลังตามหา ช่องทางห้วงมิติที่ไม่มั่นคง หมายจะออกไปจากสนามรบสุ้ยเมี่ย ข้าแอบ รู้สึกว่าจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น แน่นอน”
จงเจิงผงะตกใจ “หลังจากหยวนจิ่วชวนผู้นั้นรู้ว่ารอยแยกห้วงมิติเส้นที่ ไม่มั่นคงเส้นนั้นสามารถข้ามผ่านไปยังอาณาจักรวอหลิวได้ เขาก็เฝูาอยู่ที่ นั่นตลอด ข้าเดาเอาไว้เขาเองก็น่าจะรู้ข่าวนี้เหมือนกัน ดังนั้นถึงได้ยอมรอ อยู่ที่นั่น!”
“บางทีอีกไม่นานเท่าไหร่ อาจมีผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์จากดินแดน อื่นๆ พากันมารวมตัวอยู่ที่รอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นก็เป็นได้”
เนี่ยเทียนคลางแคลงใจ “หากเป็นเช่นนี้ ทางที่ดีที่สุดพวกเราควรจับตา มองพื้นที่นั้นอย่างใกล้ชิด พอรอยแยกห้วงมิติสามารถเดินทางผ่านไปได้ก็ ต้องรีบไปจากที่นี่กันทันที”
หัวมู่รับคำต่อ “ระยะทางเท่านี้ถือว่ายังไกลไปหน่อย ยากที่จะจับตา มองตรงจุดนั้นได้”
ดวงตาฝานข่ายเป็นประกายวาบ “พลังจิตวิญญาณของข้าสามารถปก คลุมไปถึงตรงนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนเจ้าช่วยตรวจสอบพื้นที่นั้นอย่างระมัดระวัง หาก เห็นว่ามีคนเข้าไปในรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นได้ ก็หมายความว่ารอยแยก ห้วงมิติได้เปิดออกอย่างเต็มที่แล้ว จากนั้นพวกเราจะได้รีบเดินทางไป ” เนี่ยเทียนกล่าว
“ตกลง” ฝานข่ายรับคำ
จากนั้นเขาจึงนั่งหลับตาทำสมาธิเงียบๆ ก่อนที่กระแสจิตวิญญาณอัน กว้างใหญ่ไพศาลของเขาจะแผ่ออกไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปพักหนึ่ง ฝานข่ายถึงได้ลืมตา เอ่ยว่า “ตรงจุดที่มีรอยแยกห้วง มิติตัดสลับกันมีคนไปรวมตัวกันหลายสิบคนแล้ว ผู้ฝึกลมปราณเขต วิญญาณ แดนว่างเปล่าและยังมีเขตลี้ลับอีกบางส่วน หลายคนในนั้นไม่ น่าจะเป็นคนจากดินแดนพงฟูา เพราะตอนที่พวกเรามาที่นี่ ไม่เคยเจอพวก เขามาก่อน”
“หลายสิบคนแล้ว?” เนี่ยเทียนตะลึง “เยว่เหยียนสี่จากสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ เจียงเฟิงจากเขาสุขาวดีอยู่ในกลุ่มคนด้วยหรือเปล่า?”
“ยังไม่เห็น” ฝานข่ายส่ายหน้า
“พวกเขายังไม่กลับมาอีกรึนี่” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างผิดหวัง
พวกเยว่เหยียนสี่ เจียงเฟิง กวานฝูุ เจี่ยนถงล้วนเป็นแดนว่างเปล่า พลัง อำนาจไม่ธรรมดา
หากพวกเขาไปถึงที่นั่น เนี่ยเทียนก็เชื่อว่าหยวนจิ่วชวนย่อมไม่กล้าทำ อะไรบุ่มบ่ามแน่นอน
ด้วยพลังการต่อสู้ในตอนนี้ที่ยังไม่ฟื้นคืนสู่จุดสูงสุดของหยวนจิ่วชวน เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะชนะหากพวกเยว่เหยียนสี่ร่วมมือกัน
พวกเยว่เหยียนสี่ไม่อยู่ตรงนั้น เขาและผู้ฝึกลมปราณของดินแดนพงฟูา ไม่ได้สนิทสนมอะไรกัน เนี่ยเทียนจึงล้มเลิกความคิดที่จะไปรออยู่ตรงรอย แยกห้วงมิติทันที
ทุกคนนั่งรอกันต่อไป
เวลาครึ่งเดือนผ่านไปอีกอย่างรวดเร็ว ครึ่งเดือนมานี้พวกเนี่ยเทียนก็ ค้นพบว่ามีผู้ฝึกลมปราณจากดินแดนอื่นๆ ทยอยกันมาที่รอยแยกห้วงมิติ เส้นนั้นจำนวนมากขึ้นจริงๆ
ดังนั้นเนี่ยเทียนจึงแน่ใจว่าข่าวที่พวกฝานข่ายนำมาบอกเป็นความจริง สนามรบสุ้ยเมี่ยเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รอยแยกห้วงมิติและประตู ข้ามอาณาจักรหลายแห่งที่เชื่อมโยงไปยังดินแดนภายนอกหากไม่หายไปก็ พังทลายไปแล้ว
ผู้แข็งแกร่งหลายคนที่เดินทางมายังสนามรบสุ้ยเมี่ยน่าจะสัมผัสได้ว่า ท่าไม่ดี เมื่อรู้ว่าเส้นทางกลับขาดหายไปแล้วจึงได้แต่เลือกใช้เส้นทางอื่น
รอยแยกห้วงมิติที่เชื่อมไปยังอาณาจักรวอหลิวซึ่งไม่ได้ดำรงอยู่ ตลอดเวลาสั้นนั้นจึงกลายมาเป็นทางเลือกใหม่ของคนมากมาย
เวลาผ่านพ้นไปทีละนิด
ผู้ฝึกลมปราณที่มารวมตัวกันตรงจุดที่ตั้งรอยแยกห้วงมิติยิ่งมากขึ้น เรื่อยๆ ฝานข่ายที่จับตามองตรงจุดนั้นอยู่เป็นระยะก็คอยบอกข่าวที่น่า ตะลึงออกมาอย่างต่อเนื่อง
“วันนี้มีคนมาอีกกลุ่มหนึ่ง ในกลุ่มนั้นมีแดนว่างเปล่าอยู่ด้วย”
“หยวนจิ่วชวนที่พวกเจ้าพูดถึงยังอยู่ตรงนั้น แต่เขาดูสงบลงมากแล้ว ไม่ได้ลงมือสังหารผู้ที่ฝึกวิชาสายฟูาอีก”
“ที่นั่นมีคนอยู่เกือบหนึ่งร้อยคนแล้ว ล้วนเป็นเผ่ามนุษย์อย่างพวกเรา มาจากดินแดนที่ต่างกัน”
“ตอนที่ชนต่างเผ่ามาถึงจุดนั้นและสัมผัสได้ว่าสถานการณ์ไม่ดีจึงถอย ออกไปนานแล้ว”
ผ่านไปอีกหนึ่งวัน
จู่ๆ ฝานข่ายก็ตัวสั่นเทิ้ม ตวาดขึ้นว่า “เยว่เหยียนสี่กลับมาแล้ว!”
พอได้ยินว่าเยว่เหยียนสี่จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ไปถึงที่นั่นแล้ว เนี่ย เทียนพลันมีสีหน้าฮึกเหิม รีบพูด “ยังมีใครอีก?”
“เยว่เหยียนสี่และเจียงเฟิงพิทักษ์ผู้เฒ่าแปลกหน้าคนหนึ่ง ผู้เฒ่าคนนั้น เป็นแดนว่างเปล่าขั้นสูงสุด ดูเหมือนจะใกล้ฝุาทะลุสู่แดนเอตทัคคะแล้ว! ” ฝานข่ายรีบอธิบายลักษณะหน้าตาของผู้เฒ่าคนนั้นอย่างละเอียด
“บรรพบุรุษหุนเทียน!” อินย่าหนันและมู่ปี้ฉงตะโกนขึ้นมาพร้อมกัน
“บรรพบุรุษหุนเทียน?” เนี่ยเทียนเองก็อุทานน้ำเสียงแตกตื่น
บรรพบุรุษหุนเทียนคือเจ้าสำนักของสำนักฟูากลม คือผู้ที่แข็งแกร่ง ที่สุดเป็นหนึ่งในดินแดนปราการดวงดาว เขาเคยไล่ล่าคนของเผ่ามนุษย์หิน ไปถึงจุดลึกของทางช้างเผือก หลังจากนั้นก็หายตัวไป
มีความเป็นไปได้ถึงแปดเก้าส่วนว่าการเข้ามาในสนามรบสุ้ยเมี่ยของ เขาจะเกี่ยวข้องกับเผ่ามนุษย์หิน
“ในเมื่อบรรพบุรุษหุนเทียนอยู่ที่นั่นด้วย พวกเราก็วางใจที่จะไปที่นั่น ได้แล้ว!” อินย่าหนันพลันเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ “แม้ว่าบรรพบุรุษหุน เทียนจะวางตัวโอหังอยู่ในดินแดนปราการดวงดาวของพวกเรา แต่จะ อย่างไรซะเขาก็มาจากดินแดนปราการดวงดาว เมื่ออยู่ในสนามรบสุ้ย เมี่ยแห่งนี้ เขาต้องดูแลพวกเราแน่นอน”
เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่ก็พยักหน้ารับ “ในเมื่อผู้อาวุโสเยว่ก็อยู่ที่นั่น พวก เรามุ่งหน้าไปที่นั่นก็น่าจะปลอดภัย”
ทุกคนได้ความเห็นตรงกันอย่างรวดเร็ว
เรือดาราบินทะยานออกมา ส่วนเขตวิญญาณ เขตแดนว่างเปล่าอย่าง พวกฝานข่ายกลับใช้พลังตบะของตัวเองทะยานขึ้นฟูา
ระยะห่างหลายสิบลี้ แต่เมื่อเป็นความเร็วของผู้แข็งแกร่งอย่างพวกเขา จึงไม่ถือว่าไกลเกินไปนัก
ไม่นานเท่าไหร่ พวกเนี่ยเทียนก็มาถึงจุดที่มีรอยแยกห้วงมิติตัดสลับ แห่งนั้น
เนี่ยเทียนเพ่งตามองก็เห็นว่าเบื้องใต้จุดที่มีรอยแยกห้วงมิติตัดสลับมีผู้ ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์จากต่างดินแดนกระจายตัวกันอยู่หลายกลุ่ม
คนส่วนใหญ่ในนั้นเนี่ยเทียนไม่เคยเห็นมาก่อน พวกเขาต่างก็มีเขต วิญญาณกับแดนว่างเปล่า
และยังมีคนบางส่วนที่เคยพบหน้ากันตอนเข้ามาในสนามรบสุ้ยเมี่ย เนี่ยเทียนจึงรู้ว่าพวกเขามาจากดินแดนพงฟูา
หยวนจิ่วชวนนั่งอยู่บนเนินทรายคนเดียว ทั้งยังมีท่าทางไม่เป็นพิษเป็น ภัย จึงไม่สะดุดตาเท่าใดนัก
ตอนที่เรือดาราของเนี่ยเทียนปรากฏตัว เขาก็เงยหน้าขึ้นน้อยๆ มอง เนี่ยเทียนแวบเดียวก็หันไปจับจ้องเหลยเจิ้นอวี่ทันที
เหลยเจิ้นอวี่ที่รู้จากปากเนี่ยเทียนนานแล้วว่าเขาเป็นใคร พอเห็น สายตาเขาจับจ้องมองมาก็พลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
ทว่าสถานการณ์ในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว หยวนจิ่วชวนมองเหลย เจิ้นอวี่อยู่พักหนึ่งก็ล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าอีกฝุาย เพียงก้มหน้า ไม่พูดไม่ จา เหมือนกำลังฝึกตนของตัวเองต่อไป
“เนี่ยเทียน!”
เยว่เหยียนสี่ดีใจอย่างล้นเหลือ รีบกวักมือเรียกให้เนี่ยเทียนมาหา
“เสี่ยวฉง!” ดวงตาเจียงเฟิงเองก็เผยความดีใจ กวักมือเรียกมู่ปี้ฉงเช่น กัน
เนี่ยเทียนสีหน้าผ่อนคลายลง ครั้นจึงพาทุกคนมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่ เยว่เหยียนสี่อยู่ทันที
——