ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 896 บรรพบุรุษหุนเทียน
“เลื่อนสู่เขตลี้ลับแล้วรึ!”
รอจนมู่ปี้ฉงพลิ้วตัวลงมา เจียงเฟิงที่มองนางด้วยสายตาลึกล้ำหนึ่งครั้ง ก็พลันร้องอุทานเสียงหลง
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสในสำนักของตัวเอง มู่ปี้ฉงกลับแสดงท่าทีไม่ ล่วงเกินแต่ก็ไม่เคารพ “ริมขอบของสนามรบสุ้ยเมี่ยมีเรื่องมหัศจรรย์ เกิดขึ้นหลายครั้ง ข้าได้แก่นพืชหญ้ามาจากบ่อแห่งโชควาสนาจึงเลื่อนสู่เขต ลี้ลับได้อย่างราบรื่น”
“พาเจ้ามาที่สนามรบสุ้ยเมี่ยนับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องจริงๆ ไม่เสีย แรงที่สำนักจ่ายหยกวิเศษไปเพื่อเจ้ามากมายขนาดนั้น” เจียงเฟิงกล่าวด้วย รอยยิ้มปลาบปลื้ม
เขาดึงมู่ปี้ฉงมาด้านข้าง ก่อนจะซักถามประสบการณ์ของมู่ปี้ฉงด้วย เสียงแผ่วเบา
หลังจากที่พวกเนี่ยเทียนมาถึง เยว่เหยียนสี่ก็เดินขึ้นหน้ามารับด้วย รอยยิ้ม “เนี่ยเทียน เจ้ามานี่ ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จักกับบรรพบุรุษหุน เทียนแห่งดินแดนปราการดวงดาวของพวกเรา!”
ด้านหลังของเยว่เหยียนสี่คือผู้เฒ่าร่างหนาบึกบึนศีรษะโล้นคนหนึ่ง เขา สวมชุดผ้าปุานเนื้อหยาบ สีหน้าเย่อหยิ่ง
เพียงแค่มองแวบเดียว เนี่ยเทียนก็รู้ว่าผู้เฒ่าคนนี้ก็คือผู้แข็งแกร่งที่สุด แห่งดินแดนปราการดวงดาว—บรรพบุรุษหุนเทียน
ในฐานะที่เป็นบุคคลอันดับหนึ่งของดินแดนปราการดวงดาว บรรพ บุรุษหุนเทียนจึงเป็นคนวางอำนาจบาตรใหญ่ ทว่าศักยภาพของเขากลับ เหนือล้ำเกินผู้ใด
เขาไม่รู้ตัวตนบุตรแห่งดวงดาวของเนี่ยเทียน พอเห็นว่าเยว่เหยียนสี่พา เขตสามัญคนหนึ่งมาด้วยท่าทางระมัดระวังก็ให้แปลกใจไม่น้อย
“ท่านบรรพบุรุษ พวกเราเข้ามาในสนามรบสุ้ยเมี่ยผ่านทางอาณาจักร วอหลิวได้ก็เพราะอาศัยเขานี่แหละ” เยว่เหยียนสี่เอ่ยแนะนำ
“คารวะท่านบรรพบุรุษ” เนี่ยเทียนผงกศีรษะคารวะอย่างเรียบง่าย
สีหน้าของบรรพบุรุษหุนเทียนดูไม่สบอารมณ์เล็กน้อย แต่พอรู้ว่าคน ของดินแดนปราการดวงดาวบางส่วนเข้ามาสนามรบสุ้ยเมี่ยได้เพราะเนี่ย เทียน เขาก็รู้สึกใคร่รู้อยู่บ้าง
เขาจึงโบกมือบอกเป็นนัยว่าไม่ต้องมากพิธี ครั้นจึงหรี่ตาลง ไม่เอ่ยคำ ใดอีก
ไม่ว่าจะเป็นพวกจงเจิง หัวมู่หรือฝานข่ายที่เป็นแดนว่างเปล่าช่วงต้น ล้วนไม่อยู่ในสายตาของเขา
แม้ว่าผู้ฝึกลมปราณจากดินแดนต่างๆ ที่มารวมตัวกันอยู่ตรงรอยแยก ห้วงมิติเส้นนี้จะมีมาก ทว่าคนที่เป็นแดนว่างเปล่าช่วงท้ายสูงสุดนั้นกลับมี เพียงเขาคนเดียว
ต่อให้เป็นคนจากดินแดนพงฟูา ทว่าแดนเอตทัคคะของสำนักอักขระ เทพ สำนักทองไพศาลและสำนักภูเขาพันกระบี่ต่างก็ไม่ได้เข้ามาในสนาม รบสุ้ยเมี่ย พวกคนที่มารออยู่ตรงนี้จึงไม่นับว่ามีฝีมือร้ายกาจอะไร
เขาคือคนที่มีขอบเขตสูงสุดของที่แห่งนี้ นี่…ก็คือความมั่นใจที่ทำให้เขา เย่อหยิ่งลำพองตน
“ผู้อาวุโสกวานฝูุและผู้อาวุโสเจี่ยนถงล่ะขอรับ?” เนี่ยเทียนกวาดตา มองไปรอบๆ พอเห็นว่ามีแค่เยว่เหยียนสี่ เจียงเฟิงและบรรพบุรุษหุนเทียน สามคนจึงถามขึ้นอย่างสงสัย
ดวงตาของเยว่เหยียนสี่หม่นแสง “ตายอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย”
เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี “ตายแล้ว?”
เยว่เหยียนสี่ถอนหายใจหนึ่งที “หากไม่เพราะเจอกับท่านบรรพบุรุษ ข้ากับเจียงเฟิงสองคนก็คงถูกชนต่างเผ่าที่แข็งแกร่งสังหารไปแล้ว กลุ่มของ พวกเราค้นพบซากโบราณสถานของเผ่าสัตว์โบราณแห่งหนึ่งในสนามรบสุ้ย เมี่ย แต่ดันไปเจอกับชนต่างเผ่าจำนวนมากเข้าพอดี ยังไม่ทันรอให้พวกเรา สำรวจสถานที่แห่งนั้น พวกชนต่างเผ่าก็ลงมือไล่ฆ่าพวกเราแล้ว”
“ระหว่างที่หนีมา เจี่ยนถง กวานฝูุถูกฆ่าตาย พวกเราโชคดีได้เจอกับ ท่านบรรพบุรุษถึงได้พ้นเคราะห์มาได้”
เนี่ยเทียนพึมพำ “ไม่นึกเลยว่าจะตายแล้ว…”
เขามีความรู้สึกดีกับเจี่ยนถงและกวานฝูุไม่น้อย ตอนที่อยู่ในอาณาจักร โพ่สุ้ย คนทั้งสองก็เคยยืนอยู่ข้างเดียวกับเขา
เดิมทีความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจียงเฟิงแห่งเขาสุขาวดีไม่นับว่าดีนัก ภายหลังพอเจียงเฟิงรู้ว่าเขาคือบุตรแห่งดวงดาวจึงเป็นฝุายมาขอผูกมิตร ด้วย ความสัมพันธ์ถึงได้ดีขึ้น
ไม่นึกว่าเจียงเฟิงรอดชีวิตมาจากในสนามรบสุ้ยเมี่ย ทว่าเจี่ยนถงและ กวานฝูุกลับต้องเอาศพมาทิ้งไว้ที่นี่
“เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องเสียใจอะไร” เยว่เหยียนสี่กลับมอง โลกเปิดกว้าง “ผู้อาวุโสหรือศิษย์ผู้กล้าที่โดดเด่นในสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของ เราที่ออกมาหาประสบการณ์ข้างนอก หากไปอยู่ต่างดินแดนหรืออยู่ในที่ที่ มีชนต่างเผ่าเผยกาย ก็มักจะมีคนไม่น้อยที่ไม่ได้กลับคืนมายังสำนักอีกเลย แม้แต่นายน้อยคนก่อนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เราก็ยังหายตัวไปหลังจาก ออกไปหาประสบการณ์ภายนอก”
เนี่ยเทียนรู้ว่านายน้อยคนที่เขาพูดถึงก็คือเจ้าของเกราะมังกรเพลิงคน ที่สาม
คนผู้นี้พลัดหลงไปที่ดินแดนดาวตก ถูกผู้แข็งแกร่งกลุ่มหนึ่งที่มีเซี่ยอี้ เทพเพลิงเป็นหัวหน้าร่วมกันสังหาร เกราะมังกรเพลิงแยกจากแกนเลือด สุดท้ายกลับมาได้ดีเขา
“จุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?” เนี่ยเทียนที่สงบ สติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็วถามขึ้นอีกครั้ง
เยว่เหยียนสี่หันกลับไปมองบรรพบุรุษหุนเทียนที่หลับตาแวบหนึ่ง ก่อน พูดขึ้นเบาๆ ว่า “เล่าลือกันว่าจุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยมีวัตถุดิบวิเศษ ระดับเพาะฟูาปรากฏตัว ดูเหมือนว่าวัตถุดิบวิเศษระดับเพาะฟูาชิ้นนั้นเกิด มาก็สามารถลอดทะลวงห้วงมิติได้ ลึกลับอย่างถึงที่สุด”
“รอยแยกห้วงมิติหลายเส้นที่มั่นคงซึ่งเชื่อมโยงกับสนามรบสุ้ยเมี่ย และยังมีประตูข้ามอาณาจักรที่สำนักโบราณใหญ่ๆ เปิดขึ้นเพื่อให้เดินทาง มาถึงสนามรบสุ้ยเมี่ยต่างก็พังทลายหรือไม่ก็หายไปเพราะวัตถุชิ้นนี้”
“ดูเหมือนวัตถุชิ้นนี้จะสามารถรับสัมผัสกับรอยแยกห้วงมิติและประตู ข้ามอาณาจักรที่มั่นคงได้ จึงดึงเอาพลังห้วงมิติไปจากพวกมันเพื่อเพิ่ม ความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง”
“การปรากฏตัวของมันทำให้รอยแยกห้วงมิติและประตูข้ามอาณาจักร หลายแห่งถูกดูดพลังงานห้วงมิติที่ลึกลับไปจนหมด”
“ลัทธิจิตตวิสุทธิ์หนึ่งในสี่สำนักใหญ่ที่เก่าแก่ เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญ พลังห้วงมิติมากมายจึงพากันไล่ตามจับวัตถุชิ้นนี้อยู่ในจุดลึกของสนาม รบสุ้ยเมี่ย พยายามจะชุบหลอมให้มันกลายมาเป็นวัตถุในระดับไม่ดับ สลาย”
“ทว่าเนื่องจากวัตถุชิ้นนี้เกิดมาก็เชี่ยวชาญพลังห้วงมิติอยู่แล้ว จึงยากที่ จะตามจับได้”
“ตอนที่ตามหาวัตถุชิ้นนี้ ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะของเผ่ามนุษย์ หลายคน มหาราชาสายเลือดระดับเก้าของชนต่างเผ่า รวมไปถึงสัตว์ โบราณสายเลือดระดับเก้าต่างก็เข่นฆ่ากันอย่างบ้าคลั่ง”
“ถึงขั้นมีคนบอกว่าผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็เข้ามา ในสนามรบสุ้ยเมี่ยแล้ว”
“ตอนนี้จุดลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ย หากใครที่มีขอบเขตไม่ถึงแดน เอตทัคคะ แค่ไม่ระวังก็อาจถูกสังหารได้ ดังนั้นพวกผู้ที่อ่อนแอจึงพากันหนี ออกมา หมายจะหลุดพ้นไปจากบ่อโคลนอันตรายแห่งนี้”
“รอยแยกห้วงมิติที่ไม่มั่นคงจะไม่ดึงดูดการรับสัมผัสของวัตถุประหลาด นั่นชั่วขณะ จึงพอจะเดินทางผ่านไปได้”
“นี่ก็คือสาเหตุที่ว่าทำไมเขตวิญญาณและแดนว่างเปล่าหลายคนของ แต่ละดินแดนถึงได้พากันมารวมตัวอยู่ที่นี่”
เยว่เหยียนสี่เล่าต้นสายปลายเหตุที่ถูกซุกซ่อนไว้ออกมาอย่างชัดเจน
“วัตถุดิบวิเศษระดับเพาะฟูา เกิดมาก็ลอดทะลวงความว่างเปล่าได้ มี สติปัญญาสูง สามารถนำมาทำเป็นวัตถุระดับไม่ดับสลาย สามารถนำมา ผสานรวมกับดินแดนของตัวเอง ทำให้ดินแดนมีพลังห้วงมิติอย่างไร้ที่สิ้นสุด …” เนี่ยเทียนรับฟังด้วยความตะลึง และก็พอจะเข้าใจสาเหตุความวุ่นวาย ในส่วนลึกของสนามรบสุ้ยเมี่ยได้บ้างแล้ว
“หากรอยแยกห้วงมิติเส้นที่เชื่อมไปยังอาณาจักรวอหลิวมั่นคงเมื่อไหร่ เราต้องรีบข้ามผ่านกันไปทันที” จู่ๆ บรรพบุรุษหุนเทียนก็เอ่ยประโยคนี้ ขึ้นมา
พอเขาพูดขึ้น สายตาของทุกคนรวมถึงเนี่ยเทียนต่างก็ไปรวมอยู่ที่ตัว เขา
บรรพบุรุษหุนเทียนเงยหน้าขึ้นมองรอยแยกห้วงมิติเส้นที่เชื่อมไปยัง อาณาจักรวอหลิว “ข้ามีลางสังหรณ์ว่าระยะเวลาที่รอยแยกห้วงมิติเส้นนี้ จะมั่นคงอาจไม่นานนัก หากไม่รีบไปจากที่นี่ มันจะถูกอุดตัน ครั้งหน้าจะ กลับมามั่นคงอีกเมื่อไหร่ ใครก็บอกไม่ได้”
เจียงเฟิงหน้าเปลี่ยนสี รีบกุมมือคารวะกล่าวว่า “เมื่อถึงเวลานั้น คง ต้องพึ่งท่านบรรพบุรุษแล้ว”
เยว่เหยียนสี่เองก็มองมายังบรรพบุรุษหุนเทียนด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
หากรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นดำรงอยู่แค่ในระยะเวลาสั้นๆ จริงๆ พอมัน มั่นคงจนข้ามผ่านไปได้เมื่อไหร่ก็จำเป็นต้องรีบเข้าไปโดยไว
หากชักช้า เกรงว่าคงต้องรออีกสามปีห้าปี หรืออาจนานกว่านั้นถึงจะ ได้กลับไป
และก็มีความเป็นไปได้มากว่า เนื่องจากการปรากฏตัวของวัตถุดิบ วิเศษระดับเพาะฟูา จะทำให้เกิดเรื่องไม่คาดคิดกับรอยแยกห้วงมิติทั้งหมด ซึ่งวันหน้าคงไม่สามารถลอดผ่านไปได้อย่างง่ายดายอีก
หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกคนที่ยังอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยก็จะถูกกักตัวให้ อยู่ที่นี่
บรรพบุรุษหุนเทียนคือคนที่มีขอบเขตสูงที่สุด หากได้ความช่วยเหลือ จากเขา ทุกคนก็จะได้เป็นคนกลุ่มแรกที่เข้าไปในรอยแยกห้วงมิติเส้นนี้
นี่จึงเป็นสาเหตุที่เจียงเฟิงและเยว่เหยียนสี่ประจบเอาใจอีกฝุาย
บรรพบุรุษหุนเทียนมีสีหน้าเฉยชา “คนของดินแดนปราการดวงดาว ข้าย่อมดูแลอยู่แล้ว แต่คนอื่นๆ ข้าไม่สนใจ”
“ดินแดนปราการดวงดาว…”
ทุกคนหันมามองยังเยว่เหยียนสี่ เจียงเฟิงและเด็กรุ่นเล็กอย่างมู่ปี้ฉง อินย่าหนันด้วยสีหน้าขมขื่น
มีประโยคนี้ของบรรพบุรุษหุนเทียน พวกเยว่เหยียนสี่สี่คนก็น่าจะเป็น คนกลุ่มแรกที่ได้เดินทางผ่านรอยแยกห้วงมิติกลับไปยังอาณาจักรวอหลิว
พวกเนี่ยเทียนที่เนื่องจากไม่อยู่ในขอบเขตการดูแลของบรรพบุรุษหุน เทียน หลังจากที่พวกเขาจากไปแล้ว เกรงว่าคงต้องคิดหาวิธีช่วงชิงสิทธิ์ใน การลอดผ่านรอยแยกห้วงมิติเส้นนี้กับผู้แข็งแกร่งของดินแดนอื่น
“ท่านบรรพบุรุษ เนี่ยเทียนคือ…” เยว่เหยียนสี่กล่าวพร้อมยิ้มประจบ
ยังไม่ทันรอให้เขาอธิบาย บรรพบุรุษหุนเทียนก็ตัดบทอย่างไม่เกรงใจ “ข้าไม่สนใจว่าเขาเป็นใคร เกี่ยวข้องอะไรกับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของพวก เจ้า! สรุปก็คือ เขาไม่ใช่คนของดินแดนปราการดวงดาว ข้าก็ไม่คิดจะ แยแส!”
รอยยิ้มของเยว่เหยียนสี่แข็งค้างอยู่บนใบหน้า หัวเราะแห้งๆ อยู่สอง สามทีก็ไม่พูดอะไรอีก เพียงหันมามองเนี่ยเทียนด้วยสีหน้าขออภัย
เนี่ยเทียนส่ายหัว บอกเป็นนัยว่าเขาไม่ต้องคิดมาก
หลังจากผ่านไปอีกหลายวัน
ทุกคนคอยเงยหน้ามองท้องฟูาที่มีรอยแยกห้วงมิติตัดสลับกันอยู่เป็น ระยะ ซึ่งจุดสำคัญที่พวกเขามองไปก็คือรอยแยกห้วงมิติเส้นที่เชื่อมไปยัง อาณาจักรวอหลิว
“เอ๊ะ!”
มีคนร้องอุทานตกใจ
บรรพบุรุษหุนเทียนพลันเงยหน้า ดวงตาฉายแสงเจิดจ้าจนคนอื่นไม่ กล้ามองสบตาตรงๆ
เนี่ยเทียนเองก็เงยหน้าขึ้นมองอย่างงงงัน
แล้วเขาก็เห็นว่าตรงจุดที่มีรอยแยกห้วงมิติเส้นที่เชื่อมไปยังอาณาจักร วอหลิว จู่ๆ ก็มีเงาร่างอรชรร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
เงาร่างนี้เดิมทีเป็นเพียงภาพมายาพร่าเลือน ทว่าเพียงพริบตาเดียวก็ เปลี่ยนมาเป็นชัดเจน
เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน “ศิษย์พี่หญิงเผย!”
หัวมู่เองก็ตะลึงงัน “ฉีฉี!”
——