ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 913 สั่งความ
แก่นเลือดสามหยดที่ถูกดึงออกไปได้ก่อตัวขึ้นมาอีกครั้งหลังจาก เนื้อสัตว์วิเศษจำนวนมากแห้งขอดเพราะถูกดึงจิงชี่เลือดเนื้อไปจนสิ้น
ตอนที่แก่นเลือดก่อตัวได้สำเร็จ เนี่ยเทียนก็มองไปยังพื้นที่ที่ถูกความ มืดมิดปกคลุมแล้วจึงเห็นว่าพื้นที่นั้นได้ขยายขนาดกว่าเดิมไปอีกหลายเท่า
พระราชวังกว้างขวางโอ่อ่ามีพื้นที่ถึงหนึ่งในห้าส่วนที่ถูกควันดำเข้มข้น กลบทับ
ตรงจุดที่มีไข่ยักษ์สีดำ พลังวิญญาณแห่งความมืดมิดในร่างของต่งลี่ถูก เผาผลาญไปแล้วเจ็ดแปดส่วน
หลังจากที่ต่งลี่ใช้เลือดสดจำนวนมากหยดเข้าไปในไข่ยักษ์ เนื่องจาก เสียเลือดมากเกินไป นางจึงดูอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด
หัวใจของสิ่งมีชีวิตที่เต้นอยู่ในเปลือกไข่เหมือนจะมีความเชื่อมโยงทาง เลือดลมที่พิเศษกับเนี่ยเทียน
แค่เนี่ยเทียนรับสัมผัสเล็กน้อยก็เข้าใจว่าที่สิ่งมีชีวิตในไข่ยักษ์มี ความสัมพันธ์กับเขาเล็กน้อย สาเหตุนั้นเป็นเพราะแก่นเลือดสามหยดของ เขา
เขาสามารถสัมผัสได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่ฟักตัวอยู่ในเปลือกไข่มีความสนิท สนมกับเขาและต่งลี่อย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อสิ่งมีชีวิตนั้นถือกำเนิดขึ้นมา มันก็ได้รับความช่วยเหลือจากแก่น เลือดสามหยดของเขา และได้รับพลังวิญญาณแห่งความมืดมิดจากต่งลี่ไป ช่วยกระตุ้นการเกิดเส้นจิตวิญญาณและเลือดสดของตัวมันเอง
ในบางความหมายจึงสามารถพูดได้ว่าสิ่งมีชีวิตในไข่ยักษ์นี้มีเขาและต่ง ลี่เป็นผู้สร้างมันขึ้นมา
จะบอกว่าเขาและต่งลี่คือพ่อแม่ของสิ่งมีชีวิตในไข่ยักษ์นี้ก็ยังไม่ถือว่า เกินไป
ผ่านไปอีกนานมาก ความมืดมิดเข้มข้นก็พลันพุ่งไปรวมตัวกันที่ไข่ยักษ์
ผ่านไปอีกครึ่งเค่อ ความมืดมิดถึงได้จางหาย ไข่ยักษ์ปรากฏตัวให้เห็น อย่างเด่นชัด
เปลือกไข่ที่แข็งกระด้างเปลี่ยนมาเป็นอ่อนนุ่มและบางลงเยอะมาก ลวดลายเล็กละเอียดที่สลักลงบนพื้นผิวของเปลือกไข่คล้ายถูกวาดขึ้นด้วย น้ำหมึกที่แฝงไว้ด้วยความลี้ลับ
“ยังต้องใช้เวลาอีกนิด”
ต่งลี่กลืนยาเข้าไปบางส่วน สีหน้าของนางซีดขาวเพราะเสียเลือดมาก เกินไป ทว่าดวงตาของนางกลับเปล่งประกายแห่งความตื่นเต้นและฮึกเหิม
“การฟักตัวของมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ข้าวิเคราะห์เอาว่าจำเป็นต้องใช้ เวลาครึ่งเดือน ระยะเวลาช่วงนี้มันยังจำเป็นต้องดูดซับพลังวิญญาณแห่ง ความมืดมิดจากตัวข้า”
เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “เจ้าเลือกห้องหินที่อยู่รอบๆ นี้ได้ ตามสบายและตั้งใจช่วยให้มันฟักตัวได้สำเร็จ พระราชวังหลังนี้มาจากฝีมือ
การสร้างของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ตามความเห็นข้า ในดินแดน ดาวตกไม่น่าจะมีใครสามารถทำลายค่ายกลของที่นี่แล้วเข้ามาข้างในได้ สถานที่แห่งนี้ปลอดภัยอย่างยิ่ง เจ้าสามารถทำธุระของเจ้าได้อย่างสบาย ใจ”
ต่งลี่ยิ้มหวาน พยักหน้ารับเบาๆ “ตกลง”
“ฟิ้ว!”
กล่าวจบเรือนกายอรชรของนางก็บินเข้าไปยังห้องหินที่ว่างเปล่ารอบ นอกของพระราชวัง
พอนางขยับตัว ความคิดของนางก็ได้ส่งผ่านไปยังไข่ยักษ์ ทำให้มันไล่ ตามปราณของนางไปและเข้าไปในห้องหินพร้อมกับนาง
ต่งลี่ยืนอยู่หน้าประตูห้องหินแล้วหันมาพูดกับเนี่ยเทียนว่า “แล้วเจ้า ล่ะ?”
“ข้า?” เนี่ยเทียนยิ้ม “ข้ายังต้องไปจัดการเรื่องอื่น”
“ก็ได้” ต่งลี่ไม่ได้คิดอะไรมาก พูดจบก็ปิดประตูห้องหินทันที
เนี่ยเทียนรีบเดินออกไปจากพระราชวัง
พอเขาออกมาก็เห็นว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงของดินแดนดาวตกมารวมตัว กันแทบจะครบทุกคนแล้ว
หัวมู่ ฉีป๋ายลู่ จงเจิง ตระกูลเฉา ตระกูลกู่ หอโอสถ และคนจากองค์กร การค้าสุ่ยเยว่จากอาณาจักรป่ายจั้น รวมไปถึงพวกเจียงจือซู ฉางเซินจาก อาณาจักรหลีเทียน หรือแม้แต่เหลยเทียนฉี่ก็ล้วนอยู่ในกลุ่มคนด้วย
ทุกคนยืนล้อมค่ายกลขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงไปยังอาณาจักรวอหลิว
เมื่อหลายปีก่อน จ้าวซานหลิงใช้เจดีย์ซวีหลิงทำให้อาณาจักรทั้งสอง แห่งเดินทางไปถึงกันได้ พวกฉางเซิน เฉามู่ เฉียนปู้ฮุ่ย และกู่หยวนก็ได้ไป ที่อาณาจักรวอหลิวเพื่อแลกเปลี่ยนวัตถุดิบวิเศษ
พวกเขาแต่ละคนต่างก็ได้ผลเก็บเกี่ยวของใครของมัน
เพียงแต่ว่าตอนที่สนามรบสุ้ยเมี่ยเปิดออก หลังจากที่รู้ความอันตราย ของสนามรบสุ้ยเมี่ย คนเหล่านั้นจึงไม่มีใครเข้าไปข้างใน
คนที่เข้าไปในสนามรบสุ้ยเมี่ยจริงๆ มีเพียงกองกำลังของวิมานสวรรค์ที่ มีฝานข่ายเป็นผู้นำ บวกกับพวกหัวมู่ ฉีป๋ายลู่และจงเจิงเท่านั้น
ตอนนี้การประลองในสนามรบสุ้ยเมี่ยได้สิ้นสุดลงแล้ว พวกหัวมู่เองก็ หวนคืนกลับมานานแล้ว ทว่าพวกฝานข่ายกลับขาดการติดต่อไป
พวกคนจากวิมานสวรรค์และเหลยเทียนฉี่ที่มาที่นี่ล้วนอยากรู้ข่าวคราว ของพวกฝานข่ายจากปากของเนี่ยเทียน
พวกเขาพากันแสดงความสงสัย
เหลยเจิ้นอวี่แห่งภูเขาสายฟ้าเป็นคนของตระกูลเหลย ซึ่งถูกเหลยเทียน ฉี่รับตัวมาอย่างเป็นทางการ เขาย่อมไม่ต้องการให้เกิดเรื่องขึ้นกับเหลย เจิ้นอวี่
“พวกฝานข่ายอาจมีเรื่องอื่นถ่วงให้ล่าช้า รายละเอียดข้าเองก็ไม่รู้ เหมือนกัน” เนี่ยเทียนหันไปพูดกับพวกคนจากวิมานสวรรค์และเหลย เทียนฉี่ “พวกเขาตามรอยพวกเยว่เหยียนสี่กลับไปยังดินแดนปราการ
ดวงดาว เรื่องที่ควรจัดการ ข้าก็จัดการให้หมดแล้ว ระหว่างทางจะเกิด เรื่องอะไรหรือไม่นั่น ข้าเองก็ไม่รู้จริงๆ”
พวกคนจากวิมานสวรรค์ที่ได้ยินเขาพูดเช่นนี้ต่างก็มีสีหน้าหม่นหมอง
ตอนที่เนี่ยเทียนยังไม่กลับมา พวกเขาก็รู้เหตุการณ์จากปากของพวก ฉีป๋ายลู่และหัวมู่แล้ว
พวกเขาล้วนเข้าใจดีว่าเนี่ยเทียนได้กำชับให้ต้วนสือหู่แห่งสำนักอักขระ เทพติดต่อกับไปยังสำนักทองไพศาล และส่งพวกฝานข่ายเดินทางกลับมา
เส้นทางเดียวกัน ทว่าพวกผู้ฝึกลมปราณจากดินแดนปราการดวงดาว อย่างบรรพบุรุษหุนเทียนและเยว่เหยียนสี่ล้วนกลับไปถึงกันนานแล้ว
ทว่าพวกฝานข่ายกลับยังไม่มาถึงเสียที จึงมีความเป็นไปได้มากว่าจะมี อุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้น
ที่อาจจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นก็เพราะตอนที่พวกบรรพบุรุษหุนเทียนจาก ไป ชนต่างเผ่า…ยังไม่ได้ปรากฏตัวในดินแดนพงฟ้า
ทว่าตอนที่พวกฝานข่ายจากไปได้มีเรือรบทางช้างเผือกของชนต่างเผ่า มาปรากฏตัวตามมุมต่างๆ ของดินแดนพงฟ้าแล้ว
หากเกิดเรื่องกับพวกฝานข่ายจริงๆ ก็มีความเป็นไปได้ถึงแปดเก้าส่วน ว่าจะเกี่ยวข้องกับชนต่างเผ่า
“ท่านลุงหัว ท่านไปที่อาณาจักรโพ่สุ้ยกับข้าสักหนึ่งรอบ ที่นั่นมีพื้นที่ ต้องห้ามที่อาจช่วยท่านได้” เนี่ยเทียนกล่าว
หัวมู่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
“ผู้อาวุโสจง ผู้อาวุโสฉี ช่วงนี้รบกวนพวกท่านเฝ้าสถานที่แห่งนี้กันไว้ ก่อน” เนี่ยเทียนเริ่มสั่งความ “ก่อนหน้าที่จ้าวซานหลิงยังไม่ปรากฏตัว พวกท่านพยายามอย่าไปจากที่นี่ไกลนัก สถานการณ์ของดินแดนพงฟ้าตก อยู่ในความเสี่ยง ใครก็ไม่กล้ารับประกันว่าจะมีชนต่างเผ่าเดินทางผ่านค่าย กลในอาณาจักรวอหลิวเข้ามายังดินแดนดาวตกหรือไม่”
“ชนต่างเผ่าที่เข้ามารุกรานดินแดนพงฟ้าแข็งแกร่งกว่าที่เคยมาก่อน หน้านี้เยอะมาก ทั้งยังมีมหาราชาสายเลือดระดับเก้าเป็นผู้นำด้วย”
“หากพวกเขามาถึงก็เท่ากับเป็นหายนะของดินแดนดาวตก จะไม่ ป้องกันไม่ได้”
พวกจงเจิงมีสีหน้าเคร่งเครียด พากันพยักหน้ารับ
“เนี่ยเทียน อาจารย์ของเจ้า… ” เจียงจือซูจากสำนักหลิงอวิ๋นพูดมาได้ ครึ่งหนึ่งก็หยุดชะงัก
“ท่านเองก็รู้ว่าอาจารย์ไปที่สนามรบสุ้ยเมี่ย เขาไม่ได้กลับมา อาจไม่ใช่ เพราะกลับมาไม่ได้ แต่เพราะไม่อยากกลับมา ” เนี่ยเทียนกล่าวด้วย น้ำเสียงจริงจัง “ท่านอาจารย์ต้องหาแม่น้ำแห่งกาลเวลาที่ลึกลับสายนั้นจน เจอ แม่น้ำสายนั้นมีประโยชน์กับอาจารย์อย่างใหญ่หลวง หากอาจารย์ บรรลุความลี้ลับที่อยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลาได้ เมื่ออาจารย์กลับมา ชื่อเสียง ของเขาต้องระบือไปทั่วทุกมุมในทางช้างเผือกแน่นอน”
เจียงจือซูถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที “หวังว่าท่านอาจารย์อาจะไม่เป็น อะไร”
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสนามรบสุ้ยเมี่ย เขาได้รับรู้ผ่านสำนัก อาวุธและพรรคคิชกูฏมาบ้างแล้ว
อูจี้คือคนที่หนุนหลังสำนักหลิงอวิ๋น แล้วก็เป็นสะพานสำคัญที่เชื่อมโยง ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักหลิงอวิ๋นกับเนี่ยเทียน แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ ต้องการให้เกิดเรื่องขึ้นกับอูจี้
“ตอนนี้เอาตามนี้ไปก่อน ข้าต้องไปจากที่นี่อีกครั้ง” เนี่ยเทียนกล่าว
“เนี่ยเทียน ผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์อยากพบเจ้าสักครั้งเพื่อ สอบถามเรื่องของดินแดนพงฟ้า” เหลยเทียนฉี่กล่าวร้อนรน
“ผู้อาวุโสเยว่…”
เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบรับ “ข้าไม่อยากล่าช้า หากผู้อาวุโสเยว่ถามอะไรเจ้าก็บอกไปว่าข้าได้ฝึกเส้นทางแห่งดวงดาวของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวสำเร็จแล้ว ตอนนี้รีบเดินทางไปยังพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว”
พอเขากล่าวจบ ผู้แข็งแกร่งทุกคนที่รวมตัวกันอยู่ที่นี่ก็พลันตัวสั่น สะท้าน
“เส้นทางแห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวสิ้นสุดแล้ว กำลังจะไปพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!”
“จะเดินทางไปยังพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจริงๆ น่ะหรือ?”
“ความเชื่อมโยงระหว่างดินแดนดาวตกกับพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวจะราบรื่นแล้วน่ะหรือ?”
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!”
“…”
เพราะประโยคเดียวของเนี่ยเทียน ผู้แข็งแกร่งจำนวนมากต่างก็มีสีหน้า ฮึกเหิม
เนี่ยเทียนกลับไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงบอกเป็นนัยให้หัวมู่เดินเข้าไปยัง พระราชวังใหญ่โตที่ตั้งอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคง
จากนั้นร่างของคนทั้งสองก็หายวับไปข้างใน
ตรงกลางของพระราชวัง เนี่ยเทียนปรับพิกัดตำแหน่งของค่ายกลนำส่ง แห่งมิติที่เชื่อมโยงไปยังอาณาจักรโพ่สุ้ยเล็กน้อยก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงตรงหน้าอกของเขามีปฏิกิริยาตอบสนองใน ทันใด
ค่ายกลโคจร คลื่นห้วงมิติกระเพื่อมไหว
นาทีถัดมา เนี่ยเทียนและหัวมู่สองคนก็มาปรากฏตัวอยู่ในค่ายกลนำส่ง แห่งมิติของอาณาจักรโพ่สุ้ย
เนี่ยเทียนเปิดประตูออกแล้วกล่าวว่า “ท่านลุงหัว เถาวัลย์ยักษ์เส้นนั้น รัดพันอาณาจักรผุพังที่ถูกข้าตั้งชื่อว่าอาณาจักรโพ่สุ้ยแห่งนี้เอาไว้ เถาวัลย์ เส้นนั้นหนาใหญ่ราวเทือกเขา ที่มาไม่แน่ชัด ท่านลองไตร่ตรองดูเอาเอง แต่ควรระวังสักหน่อย หลีกเลี่ยงไม่ให้เถาวัลย์เส้นนั้นมอบพลังให้กับ เถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ของท่านมากเกินไปจนท่านกำราบมันไม่อยู่”
“มีเถาวัลย์ยักษ์มารัดพันอาณาจักรที่ผุพังแห่งนี้อยู่ได้อย่างไร?” หัวมู่ ตะลึงงัน
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” เนี่ยเทียนยิ้มบางๆ “บางทีรอให้ข้าไปถึง พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว พบกับคนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แล้วถึงจะได้รับคำตอบ”
หัวมู่มีสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยเบาๆ “วางใจเถอะ ข้ารู้อะไรควรไม่ควร!”
กล่าวจบหัวมู่ก็ก้าวเดินออกจากประตูใหญ่เข้าไปในอาณาจักรโพ่สุ้ย เนี่ยเทียนกวาดพลังจิตวิญญาณหนึ่งครั้งก็พอจะสัมผัสได้ถึงปราณของพวก เด็กรุ่นเล็กอายุเท่ากับเขาที่มาจากดินแดนดาวตก
ปราณหลายขุมล้วนแข็งแกร่งกว่าคราวก่อนที่เขามาหลายเท่าตัว ไม่ว่า จะเป็นขอบเขตหรือพลังการต่อสู้ก็คล้ายจะมีการพัฒนาที่มากพอ
เนี่ยเทียนไม่คิดจะไปพบพวกเขา รอให้หัวมู่ออกไปแล้วเขาก็หมุนกาย กลับเข้าไปปรับค่ายกลที่อยู่ด้านใน
ประตูใหญ่ค่อยๆ ปิดลง ตัดขาดเขาออกจากโลกภายนอก
เขายืนอยู่ตรงจุดที่ตั้งสถานีของค่ายกลนำส่งแล้วปรับพิกัดไปยังพิกัด แห่งมิติที่ลึกลับซึ่งเขาไม่เคยรู้ว่าเชื่อมโยงไปยังที่ใด
ก่อนหน้านี้ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถปรับพิกัดแห่งมิติลึกลับ นั้นได้
ทว่าคราวนี้เมื่อเขาปรัดพิกัด เวทลับดวงดาวที่นาบประทับอยู่ใน มหาสมุทรจิตวิญญาณของเขา รวมไปถึงร่างแยกวิญญาณที่สามต่างก็มี ความผิดปกติเกิดขึ้น
ร่างแยกวิญญาณที่สามเปล่งแสงอยู่ในมหาสมุทรจิตวิญญาณ
“กุญแจของการเดินทางมาที่นี่คือตราประทับสะเก็ดดาวสามดวง ทว่า การไปเยือนพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ร่างแยกวิญญาณต่างหากถึงจะ เป็นกุญแจสำคัญ!” เนี่ยเทียนกระจ่างแจ้งในบัดดล
พิกัดห้วงมิติที่ลึกลับพลันเคลื่อนลงล็อคอย่างรวดเร็วเนื่องจากการ เปลี่ยนแปลงของร่างแยกวิญญาณดวงดาว
ค่ายกลพลันโคจร
ม่านแสงขมุกขมัวปกคลุมค่ายโบราณหลังนี้เอาไว้ คลื่นพลังห้วงมิติที่ รุนแรงยิ่งกว่าของค่ายกลซึ่งเชื่อมโยงอาณาจักรวอหลิวกับอาณาจักรเลี่ยคง พลันก่อตัวขึ้นมา
เนี่ยเทียนก้าวเข้าไปข้างในทันที
——