ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 914 อาณาจักรขนาดมหึมา
จุดลึกของทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ไพศาล
มีดินแดนดวงดาวกว้างใหญ่แห่งหนึ่งที่มีแสงดาวจำนวนมากทอ ประกาย ดาวดวงหนึ่งในนั้นที่อยู่ท่ามกลางหมู่ดาวมีขนาดใหญ่มหึมา
ดาวดวงนั้นก็คือสถานที่ตั้งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว— อาณาจักรสะเก็ดดาว!
อาณาจักรสะเก็ดดาวคือหนึ่งในอาณาจักรขนาดมหึมาจำนวนมาก ในทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ไพศาล พื้นที่ของอาณาจักรแห่งนี้เทียบเท่าได้ กับอาณาจักรเลี่ยคงหนึ่งร้อยแห่ง
ดินแดนดวงดาวแบ่งออกเป็นระดับต้น ระดับกลางและระดับสูง
อาณาจักรในดินแดนดวงดาวก็มีการแบ่งอย่างละเอียดได้แก่อาณาจักร ขนาดเล็ก อาณาจักรขนาดเล็กกลาง อาณาจักรขนาดใหญ่และอาณาจักร ขนาดมหึมา
ในยุคบรรพกาล สนามรบสุ้ยเมี่ยก็เคยเป็นอาณาจักรขนาดมหึมาแห่ง หนึ่ง
โดยทั่วไปแล้ว อาณาจักรขนาดมหึมาจะมีต้องมีความพิเศษที่ เหมือนกันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือมีปราณวิญญาณฟ้าดินให้ใช้อย่างไม่มีวันแห้ง ขอด!
นอกจากอาณาจักรขนาดมหึมาแล้ว อาณาจักรดวงดาวแบบอื่นที่ เนื่องจากวันเวลาผ่านพ้นไป ปราณวิญญาณฟ้าดินที่อยู่ในดวงดาวดวงนั้นๆ ซึ่งพอสั่งสมได้ถึงจุดสูงสุดก็จะเดินไปสู่จุดเสื่อม
อาณาจักรประเภทนั้น หากมีสำนักของผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ที่ แข็งแกร่งตั้งถิ่นฐานอยู่ หากมีแดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะอยู่ด้วย ความเร็วในการไหลหายไปของปราณวิญญาณฟ้าดินก็จะยิ่งมากขึ้น กว่าเดิม
ยามที่สุดยอดผู้แข็งแกร่งฝึกบำเพ็ญตนย่อมต้องดึงพลังงานฟ้าดินเข้า มาในร่าง
อาณาจักรที่พวกเขาฝึกตนก็จะตายเร็วมากขึ้น เนื่องจากปราณ วิญญาณฟ้าดินที่พวกเขาดึงเอามามีปริมาณมากจนน่ากลัว
และก็ด้วยเหตุนี้ สำนักเก่าแก่ทั้งหลายของเผ่ามนุษย์ที่มีผู้แข็งแกร่ง แดนเอตทัคคะ แดนว่างเปล่านั่งบัญชาการณ์จึงมักจะต้องออกไปตามหา ดวงดาวดวงใหม่เพื่อสร้างสำนักขึ้นมาใหม่อยู่ตลอดเวลา
ช่วงแรกเริ่มสุด ดินแดนดาวตกก็ถูกค้นพบด้วยเหตุนี้
แม้แต่ดินแดนมากมายที่คล้ายคลึงกันอย่างดินแดนพงฟ้า ดินแดน ปราการดวงดาวก็เกิดจากการที่มีผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์มาบุกเบิกเส้นทาง เพื่อหาดินแดนดวงดาวเช่นกัน
เล่าลือกันว่าอาณาจักรขนาดมหึมาสามารถดึงพลังในทางช้างเผือกมา เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเองและสร้างปราณวิญญาณฟ้าดินได้อย่าง ต่อเนื่อง
อาณาจักรแบบนี้ขอแค่ไม่ถูกผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าดึงเอาพลังงานฟ้า ดินไปฝึกตนอย่างบ้าคลั่ง ปราณวิญญาณก็แทบจะไม่มีทางแห้งขอด
ต่อให้พลังวิญญาณจะไม่พอไปชั่วขณะ ทว่าขอแค่ผู้แข็งแกร่งแดนเทพ เจ้าจากไป หรือหยุดฝึกตน ผ่านไปอีกสักประมาณสองสามปี ปราณ วิญญาณฟ้าดินก็จะกลับมาเข้มข้นอีกครั้ง
อาณาจักรเลี่ยคงที่เนี่ยเทียนอยู่อาศัย เนื่องจากพลังงานเจือปนจาก นอกดินแดนที่แทรกซึมเข้ามาอย่างต่อเนื่องถูกค่ายกลที่ฝังไว้ใต้ดินและ ความพิเศษของพระราชวังที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งไว้ชำระล้าง จนสะอาด จึงเปลี่ยนจากพลังงานสกปรกมาเป็นปราณวิญญาณฟ้าดินที่ เหมาะแก่การฝึกตนของเผ่ามนุษย์ ทำให้อาณาจักรเลี่ยคงเหมือนจะมีพลัง แฝงของอาณาจักรขนาดมหึมาอยู่
เพียงแต่ว่าพื้นที่ของอาณาจักรเลี่ยคงมีจำกัด เมื่อเทียบกับอาณาจักร ขนาดมหึมาที่แท้จริงแล้วจึงห่างชั้นกันไกลนัก
อาณาจักรสะเก็ดดาวที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดมียอดเขาตั้ง ตระหง่านสูงเสียดฟ้า มีมหาสมุทรใหญ่ไพศาล มีแม่น้ำหลายเส้นที่ทอดยาว ไปหลายล้านลี้ มีปราณวิญญาณที่เปี่ยมล้นอยู่ทั่วทุกมุม
หนึ่งในนั้นคือนครเก่าแก่โบราณหลังหนึ่งที่มีปราณวิญญาณฟ้าดิน เข้มข้นกว่าปกติโอบล้อมอยู่
ในจุดลึกของนครแห่งนี้คือตำหนักหลังโอ่อ่ามากมายที่อาบไล้อยู่ใต้แสง ดาว
ตำหนักที่สูงที่สุด ยอดเหนือสุดนั้นแทงทะลุเข้าไปยันชั้นเมฆ คนที่ อาศัยอยู่ชั้นบนจึงประหนึ่งเทพเซียนที่ใช้ชีวิตท่ามกลางทะเลเมฆที่ล่องลอย
ยามนี้บนยอดของตำหนักที่อยู่กลางทะเลเมฆมีค่ายกลนำส่งที่พิเศษ หลังหนึ่งตั้งอยู่
ค่ายกลนำส่งแห่งมิติหลังนั้นไม่ได้ทำการนำส่งมาเป็นพันปีแล้ว เมื่อสิบ กว่าปีก่อน ค่ายกลหลังนี้เกรอะไปด้วยฝุ่นหนาชั้น หยากไย่ขึ้นรก ถูก หลงลืมไปนานมาก
ทว่าเมื่อไม่นานมานี้ค่ายกลที่ถูกฝุ่นเกาะมานานเป็นพันปีกลับเริ่มมีคน มาทำความสะอาดทุกๆ ช่วงระยะเวลาที่กำหนด
ในตำหนักแห่งนี้ไร้ผู้คน
ทว่าจู่ๆ ค่ายกลนำส่งหลังนั้นก็มีคลื่นห้วงมิติกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง มีแสงสีขาวค่อยๆ ล้อมวนค่ายกลเอาไว้
เมื่อคลื่นห้วงมิติกระเพื่อมออกมา ระฆังทองแดงขนาดใหญ่ยักษ์ที่ถูก ห่อหุ้มไว้ด้วยสายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนซึ่งอยู่ด้านข้างตำหนักสูงเสียดฟ้าก็ พลันเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง
ระฆังทองแดงขนาดใหญ่ยักษ์นั้นลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรเมฆ หมอก ถูกสายฟ้าแน่นขนัดล้อมวน
สายฟ้าเส้นที่ทั้งหนาและใหญ่ยิ่งกว่าสายฟ้าที่หยวนจิ่วชวนมารสายฟ้า ปลดปล่อยออกมาเป็นสิบๆ เท่าพลันพุ่งมารวมกันที่ไม้ตีระฆังซึ่งวางนิ่งๆ ไว้ข้างระฆังทองแดง!
ไม้ตีระฆังที่ใหญ่โตราวกับเสาหินยาวทะลุฟ้าพลันถูกสายฟ้าหนาใหญ่ จำนวนมากผลักให้ไปตีลงบนระฆังทองแดงอย่างแรง
“เป้ง!”
เสียงระฆังที่สั่นสะเทือนความว่างเปล่าจึงดังกังวานทันที
เสียงระฆังดังลั่น อักขระลึกลับจำนวนนับไม่ถ้วนที่สลักไว้บนตัวระฆัง ทองแดงมหึมาก็เหมือนผีเสื้อที่พากันโบยบินอยู่ริมขอบพื้นที่ของอาณาจักร สะเก็ดดาว
วินาทีที่เสียงระฆังแรกดังขึ้น ผู้ฝึกลมปราณทุกคนทั่วทั้งอาณาจักร สะเก็ดดาวก็พากันแตกตื่น
เสียงระฆังนั้นดังก้องกังวาน แต่กลับไม่มีพลังการโจมตีใดๆ เหมือนเป็น เพียงแค่เสียงเตือนอย่างเดียวเท่านั้น
“ระฆังเทพถูกเคาะ!”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ระฆังเทพใบนั้นไม่เคยดังมานานมากแล้วนะ!”
“หรือว่าท่านเจ้าสำนักกลับมาจากข้างนอกแล้ว?”
“หรือว่าอาณาจักรที่สำคัญของบางสำนักเกิดเหตุจลาจล?”
ผู้ฝึกลมปราณมากมายของอาณาจักรสะเก็ดดาวที่กระจายตัวกันอยู่ใน มุมต่างๆ พากันลอยตัวขึ้นกลางอากาศ ทอดสายตามองไปยังทะเลเมฆที่ โอบล้อมระฆังเทพเอาไว้
“เป้ง!”
เสียงระฆังเสียงที่สองดังขึ้นอีกครั้ง
เมื่อมีเสียงระฆังดังหนึ่งครั้งก็จะมีอักขระลึกลับจำนวนเหลือคณานับ แหวกอากาศจากไปเพื่อพาเสียงระฆังให้ดังไปทั่วทุกมุมในอาณาจักรสะเก็ด ดาว
หลังจากนั้นก็มีเสียงระฆังดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า
เสียงระฆังดังติดต่อกันถึงเจ็ดครั้งถึงได้หยุดลง
“เสียงระฆังเจ็ดครั้ง…”
มุมหนึ่งของอาณาจักรสะเก็ดดาว ในบ่อลาวาของภูเขาไฟที่เดือดปุดๆ มีชายร่างใหญ่คนหนึ่งเดินออกมาจากในบ่อลาวาที่ร้อนระอุ
ลาวาร้อนแรงนั้นผสานเข้าไปในผิวหนังที่เป็นสีทองแดงของเขา ปราณ เปลวเพลิงที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของเขาเหนือเกินกว่าที่เยว่เหยียนสี่ จะเทียบเคียงได้
“บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด!”
เขานิ่งคิดไปครู่หนึ่งก็พลันตัวสั่นสะท้าน ก่อนจะกลายร่างเป็นลำแสง เปลวเพลิงบินตรงไปยังจุดที่ตั้งของระฆังเทพ
กลางยอดเขาแห่งหนึ่ง
ผู้เฒ่าร่างผอมแห้งหน้าตาธรรมดาที่สวมอาภรณ์ดวงดาวคนหนึ่งกำลัง ชักนำแสงดาวในทางช้างเผือกมาชำระล้างตัวเอง พอได้ยินเสียงระฆัง เขาก็ พลันลืมตาโพลง
ลูกตาดำของเขามีแสงดาวระยิบระยับราวถูกโอบล้อมไว้ด้วยทาง ช้างเผือก
“บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด ผ่านการฝึกเส้นทางแห่งดวงดาว กลับคืน มาสู่สำนัก!”
ร่างของเขาพลันพร่าเลือนแล้วก็หายไปกลางอากาศ
จุดลึกของหุบเขาที่มีบ่อพระจันทร์เสี้ยวอยู่เป็นจำนวนมากมีแสงจันทร์ เย็นกระจ่างสาดส่องลงมาคอยสร้างผลึกจันทร์เสี้ยวไว้ในบ่อที่พิเศษ เหล่านั้น
หญิงวัยกลางคนหน้าตางามหมดจดท่าทางเรียบร้อยคนหนึ่งวางผลึก จันทร์เสี้ยวก้อนหนึ่งลงไป แล้วเงยหน้ามองตำแหน่งที่ตั้งระฆังเทพ “บุตร แห่งดวงดาวคนที่เจ็ด!”
ลักษณะของนางคล้ายคลึงกับสิ่งหวนเยว่จากอาณาจักรเชียนแจว๋อยู่ หลายส่วน
ดูเหมือนว่าวิชาที่นางใช้ฝึกตนจะมาจากพลังแห่งดวงจันทร์ ปราณของ นางจึงเย็นกระจ่างสูงส่ง
ยามที่นางหลับตาหรือลืมตา ลูกตาดำของนางจะคล้ายกับจันทร์เสี้ยว สะอาดบริสุทธิ์ไร้มลทิน ใสกระจ่างแวววาว
“ฟิ้ว!”
ครู่หนึ่งนางก็บินไปยังที่ตั้งระฆังเทพเช่นกัน
กลางห้องลับแห่งหนึ่งมีกลุ่มแสงลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์หลายดวง ลอยอยู่นิ่งๆ
กลุ่มแสงดวงอาทิตย์สาดส่องให้ห้องลับร้อนระอุและสว่างไสว คนผู้ หนึ่งกำลังกลืนกินแก่นดวงอาทิตย์ ตั้งหน้าตั้งตาฝึกตน ทว่าเขาเองก็ต้อง สะดุ้งตื่นเพราะเสียงระฆังที่ดังกังวานเช่นกัน
“บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด!”
เขาอุทานเบาๆ ก่อนจะกลายร่างเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ร้อนแรงที่บิน ออกไปจากห้องลับ
……
ผู้ฝึกลมปราณมากมายของอาณาจักรสะเก็ดดาวต่างก็พากันแตกตื่น
หากผู้ฝึกลมปราณเหล่านั้นไปอยู่ในดินแดนดวงดาวแห่งอื่น เพียงแค่ กระทืบเท้าก็ล้วนสามารถทำให้อาณาจักรแห่งหนึ่งอยู่หรือตายได้เลย หลายคนต่างก็มีชื่อเสียงระบือไปทั่วฟ้าดิน
ทว่าเวลานี้เนื่องจากเสียงระฆังที่ดังขึ้น คนเหล่านี้ต่างก็พากันทยอยตื่น จากการปิดด่านฝึกตน
พวกเขามีทั้งคนที่แปลกใจ มีทั้งคนที่ร้องอุทานเบาๆ ก่อนจะพากันบิน ไปยังที่ตั้งระฆังเทพอย่างห้ามตัวเองไม่ได้
เงาแสงมหัศจรรย์ห้าแสงหกสีคละเคล้าดารดาษพากันบินมาจากมุม ต่างๆ ทั่วอาณาจักรสะเก็ดดาวราวกับดาวตก นาทีถัดมาก็มาถึงจุดที่ห่าง ออกไปหมื่นลี้
วินาทีที่คลื่นห้วงมิติกระเพื่อมออกมาจากค่ายกลนำส่งหลังที่อยู่ใน ตำหนักสูงเสียดฟ้าซึ่งเชื่อมโยงกับอาณาจักรโพ่สุ้ยก็ได้ไปกระตุ้นให้ระฆัง เทพดังกังวาน
ส่วนเนี่ยเทียนเองก็มายืนนิ่งอยู่กลางค่ายกลนำส่งเมื่อเสียงระฆังครั้งที่ เจ็ดหยุดลง
สีหน้าของเนี่ยเทียนดูงุนงงเล็กน้อย “การนำส่งครั้งนี้ใช้เวลานานยิ่งนัก ดูเหมือนว่าข้าจะล่องลอยอยู่ในแม่น้ำแห่งห้วงมิติพักใหญ่ทีเดียว เดินทาง จากอาณาจักรวอหลิวไปยังอาณาจักรเลี่ยคงใช้เวลาแค่ครู่เดียวเท่านั้น แต่ ครั้งนี้ใช้เวลานานมาก แสดงว่าระยะห่างระหว่างที่แห่งนี้กับอาณาจักรโพ่สุ้ ยคงไกลแสนไกล ดังนั้นถึงได้สิ้นเปลืองเวลามากกว่าเก่าหลายเท่าตัวขนาด นี้”
ขณะที่เขาบ่นพึมพำอยู่กับตัวเองก็พลันเห็นว่ามีคนผู้หนึ่งก้าวพรวดเข้า มาในตำหนัก
“เจ้า ก็คือบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดงั้นรึ?”
——