ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 915 ผู้ที่มารับตัว
ผู้ที่มาสวมอาภรณ์ดวงดาวสีเงินยวง ใบหน้าแก่ชรา ผมยาวประบ่าเป็น สีดอกเลา เรือนกายผอมแห้ง
จุดลึกในดวงตาของเขามีดวงดาวอัดแน่นราวกับว่าดวงดาวจำนวนนับ ไม่ถ้วนเหล่านั้นกำลังเคลื่อนโคจรตามวิถีที่กำหนดเอาไว้
เนี่ยเทียนที่เพิ่งมาถึงเป็นครั้งแรกพอเห็นคนผู้นั้นก็ทำความเคารพและ แนะนำตัวเอง “ข้าชื่อเนี่ยเทียน มาจากอาณาจักรหลีเทียนของดินแดนดาว ตก ได้รับตราประทับสะเก็ดดาวมาจากในประตูสวรรค์”
“เนี่ยเทียน…”
คนที่มายิ้มบางๆ สีหน้าอ่อนโยน กล่าวว่า “ข้าชื่อเว่ยไหล หนึ่งในผู้ อาวุโสของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เจ้าผ่านการขัดเกลาจากเส้นทาง แห่งดวงดาว ใช้เวลา…ค่อนข้างนาน ก่อนหน้านี้คนที่ได้รับตราประทับ สะเก็ดดาวจากการประลองในประตูสวรรค์หากไม่ตายไปก่อนกลางทาง ก็ จะเดินทางผ่านเส้นทางแห่งดวงดาวมาถึงที่นี่ได้เร็วกว่าเจ้า”
“ดูตามเวลาแล้ว พรสวรรค์ของเจ้าไม่นับว่าโดดเด่น หรืออาจถึงขั้นพูด ได้ว่าธรรมดามากด้วยซ้ำ”
เนี่ยเทียนก้มหน้า “ศิษย์โง่เขลา”
“ก็ไม่เป็นไรหรอก” เว่ยไหลโบกมือ บอกเป็นนัยกับเนี่ยเทียนว่าไม่ต้อง คิดมาก “เส้นทางการฝึกตนที่ยาวนาน หาใช่ว่าขอบเขตเลื่อนขั้นเร็ว เท่าไหร่แล้วจะได้ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวเร็วเท่านั้น”
ระหว่างที่เขาพูดก็มีคนเข้ามาจากนอกตำหนักอีก
คนผู้นั้นคือผู้ฝึกลมปราณที่ฝึกวิชาเปลวเพลิง เรือนกายของเขาสูงใหญ่ พอเขามาก็ถลึงตามองเนี่ยเทียนทันที
“เอ๊ะ?”
เขาร้องอุทานเบาๆ เห็นได้ชัดว่าสัมผัสได้ถึงปราณเปลวเพลิงจากร่าง เนี่ยเทียน
เขาขมวดคิ้วน้อยๆ “นอกจากวิชาดวงดาวแล้ว ยังฝึกวิชาเปลวเพลิง ควบไปด้วยหรือ?”
พูดจบเขาก็มองสังเกตเนี่ยเทียนอย่างพินิจพิเคราะห์
เว่ยไหลที่มาถึงก่อนเป็นคนแรกก็เริ่มมองเนี่ยเทียนอย่างจริงจัง จุดลึก ในดวงตามีแสงดาวเปล่งประกาย
ภายใต้การจับตามองของคนทั้งสอง เนี่ยเทียนมีความรู้สึกเหมือนไร้ที่ ให้ซ่อนตัว ราวกับว่าทุกความลับในร่างของเขาล้วนถูกเอามาเปิดเปลือยอยู่ ข้างนอก
“นอกจากโอสถวิญญาณแล้ว ยังมีโอสถวิญญาณดวงดาว โอสถ วิญญาณเปลวเพลิง โอสถวิญญาณพืชหญ้า” เว่ยไหลเองก็ตะลึงไปเช่นกัน เขาตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “เจ้าฝึกวิชามากมายขนาดนี้เชียวรึ!”
ผู้ฝึกลมปราณร่างสูงใหญ่ที่ฝึกธาตุเปลวเพลิงก็พลันมีสีหน้าปั้นยาก “น่าสนใจ น่าสนใจ บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดกลับไม่ได้ฝึกแค่คาถา ดวงดาวอย่างเดียว!”
“ฟิ้วๆ!”
มีเงาร่างอีกสองเงาทยอยกันเข้ามาในตำหนัก
คนทั้งสองนั้นก็คือคนหนึ่งที่เป็นดั่งอาทิตย์ร้อนแรง ส่วนอีกคนหนึ่งเป็น ดั่งดวงจันทร์เย็นตา
พอพวกเขาเข้ามาก็ได้ยินเสียงอุทานเบาๆ จากเว่ยไหลและคนผู้นั้น จึง มีสีหน้าตกใจไม่ต่างกัน
คนทั้งสี่ทยอยกันเข้ามาในตำหนัก ในความรู้สึกของเนี่ยเทียน คนทั้งสี่นี้ ต่างก็ไม่ได้ปลดปล่อยอานุภาพน่าหวาดกลัวใดๆ ออกมา แต่เขากลับเข้าใจ ดีว่าทั้งสี่คนนี้ย่อมต้องเป็นบุคคลสูงศักดิ์ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แน่นอน
“วิชาดวงดาว พลังเปลวเพลิง ปราณพืชหญ้า…”
เว่ยไหลพึมพำ “ดูท่าข้าคงดูถูกเจ้าเกินไป หากเจ้าฝึกแค่วิชาดวงดาว อย่างเดียวแต่เพิ่งจะเลื่อนสู่เขตลี้ลับถึงจะเรียกว่าช้า ทว่าหากฝึกวิชาเปลว เพลิงและพืชหญ้าควบคู่มาด้วย นั่นก็ต่างออกไปแล้ว ยิ่งฝึกวิชามาก เท่าไหร่ ความเร็วในการเลื่อนขั้นก็จะยิ่งช้าเท่านั้น”
“เมื่อมองจากจุดนี้ เจ้ากลับสามารถเลื่อนสู่เขตลี้ลับได้ในเวลาสั้นๆ ฝึก ประสบการณ์เส้นทางแห่งดวงดาวได้สำเร็จ นับว่าไม่ธรรมดา”
คนทั้งสี่จ้องมองเนี่ยเทียน ปากก็วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความสนใจ
เนี่ยเทียนเองก็มองประเมินคนทั้งสี่เช่นกัน
ในใจเขาแอบแปลกใจ เขานึกว่าผู้ฝึกลมปราณของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวจะฝึกแค่คาถาดวงดาวอย่างเดียวเสียอีก
แต่คนทั้งสี่ที่มาทำให้เขาตระหนักได้ว่าการคาดเดาของเขานั้นผิดไป
คนแรกที่มาถึงนั้นฝึกวิชาดวงดาวก็จริง แต่คนที่สามซึ่งตามมาทีหลัง คนหนึ่งกลับฝึกวิชาเปลวเพลิง ส่วนอีกสองคนกลับฝึกวิชาจากพลังดวง อาทิตย์และดวงจันทร์เฉกเช่นหลี่มู่หยางและสิ่งหวนเยว่ ซึ่งคนทั้งสองต่างก็ มีขอบเขตที่ลึกล้ำมหัศจรรย์
เมื่อเห็นสองคนนี้ เนี่ยเทียนก็มั่นใจเต็มร้อยว่าสำนักหยินและ สำนักหยางต้องมีความเกี่ยวข้องกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแน่นอน!
“ท่านเจ้าสำนักและรองเจ้าสำนักสองคนต่างก็ออกไปทำความเข้าใจ กับความลับของจุดลึกแห่งท้องฟ้ามากหมู่ดาว คงไม่น่าจะกลับมาเร็วๆ นี้” เว่ยไหลหรี่ตาลง “หลังจากท่านผู้อาวุโสใหญ่ได้รับข่าว อีกไม่นานก็คง กลับมา พวกเรายังต้องรอให้ท่านผู้อาวุโสใหญ่กลับมาและทำการ ตรวจสอบบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดตั้งแต่ต้นจนจบดีๆ เสียก่อนแล้วค่อย วางแผนกันต่อ”
“อืม การประเมินบุตรแห่งดวงดาว พวกเราไม่สามารถตัดสินใจกันเอง ได้” ผู้ที่ฝึกวิชาเปลวเพลิงพยักหน้ารับ
“ผู้อาวุโสทุกท่านจะช่วยไขข้อข้องใจให้ข้าน้อยได้หรือไม่ว่าอาณาจักรที่ ผุพังในพื้นที่ที่ถูกปิดผนึกแห่งนั้นเป็นมาอย่างไรกันแน่? แล้วพระราชวังที่ อยู่ในดินแดนดาวตกมีความมหัศจรรย์อะไร?” เนี่ยเทียนขอความรู้อย่าง จริงใจ
“อ้อ เจ้าพูดถึงดินแดนผนึกฟ้านั่นใช่ไหม?” เว่ยไหลอึ้งไปครู่ ก่อนจะ ตระหนักได้ “ดินแดนผนึกฟ้าอยู่ระหว่างดินแดนดาวตกกับดินแดน ปราการดวงดาว ช่วงแรกเริ่มสุดดินแดนดวงดาวแห่งนั้นถูกชนต่างเผ่ายึด
ครอง พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของพวกเราเคยต่อสู้กับชนต่างเผ่าใน ดินแดนผนึกฟ้ามาครั้งหนึ่ง และสุดท้ายก็ขับไล่ชนต่างเผ่าออกไปได้หมด”
“เพียงแต่ว่าศึกครั้งนั้นทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง อาณาจักรมากมายในดินแดนผนึกฟ้าตายไปอย่างรวดเร็ว กลายมาเป็น อาณาจักรดวงดาวที่ตายแล้ว”
“มีเพียงอาณาจักรแห่งเดียวที่รักษาไว้ได้คืออาณาจักรแห่งนั้น มันถูก เถาวัลย์ยักษ์เส้นหนึ่งรัดพันเอาไว้ เถาวัลย์ยักษ์เส้นนั้นมีชื่อว่าเถาวัลย์เคียง ฟ้า คือวัตถุดิบวิเศษระดับเพาะฟ้า มีสัญญากับพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวของเรา มันรับผิดชอบรักษาอาณาจักรที่ไม่สมบูรณ์ผืนนั้น ไม่ให้มัน แตกออกจนกลายมาเป็นหินอุกกาบาตที่ลอยไปทั่วด้าน”
“อาณาจักรแห่งนั้นของดินแดนผนึกฟ้าก็คือเส้นทางแห่งดวงดาวที่นำ เจ้ากลับมาซึ่งผู้อาวุโสใหญ่ตั้งใจทิ้งไว้”
เนี่ยเทียนตะลึง “เถาวัลย์เคียงฟ้า วัตถุดิบวิเศษระดับเพาะฟ้า!”
“อืม” เว่ยไหลพยักหน้ารับ “ต่อไปอาณาจักรผุพังในดินแดนผนึกฟ้า รวมไปถึงเถาวัลย์เคียงฟ้าล้วนต้องกลายมาเป็นของเจ้า ในเมื่อดินแดนดาว ตกคือมาตุภูมิที่เจ้าถือกำเนิด มันก็ย่อมต้องอยู่ในครอบครองของเจ้า เช่นกัน”
“อาณาจักรแห่งนั้นถูกข้าตั้งชื่อว่าอาณาจักรโพ่สุ้ยแล้ว” เนี่ยเทียน กล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“จะอย่างไรมันก็เป็นของเจ้า เจ้าอยากจะตั้งชื่อว่าอะไรก็ตามใจเจ้า” เว่ยไหลยิ้ม ก่อนพูดต่อว่า “ตามกฎแล้ว ดินแดนผนึกฟ้า ดินแดนดาวตก
และยังมีดินแดนดวงดาวในบริเวณใกล้เคียงควรจะต้องเป็นของเจ้า เพียงแต่ว่าเจ้าจำเป็นต้องเป็นคนรวบรวมและชักนำดินแดนเหล่านั้นด้วย ตัวเอง จะทำให้ดินแดนพวกนั้นยอมสวามิภักดิ์กับเจ้าได้หรือไม่ ก็ต้องดูที่ ความสามารถของเจ้าเอง”
“ดินแดนใกล้เคียง… ” เนี่ยเทียนตะลึง “หมายถึงดินแดนปราการ ดวงดาวน่ะหรือ?”
“ไม่ได้รวมแค่ดินแดนปราการดวงดาวอย่างเดียวเท่านั้น” ระหว่างที่ พูด น้ำเสียงของเว่ยไหลเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “หากเจ้าไม่ได้ กลายเป็นบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดในการประลองประตูสวรรค์ของ ดินแดนดาวตก ถ้าเช่นนั้นดินแดนดาวตก ดินแดนผนึกฟ้าก็จะอยู่ในสภาพ ฝุ่นเกาะ ไม่มีใครสนใจไปตลอดกาล เพราะสำนักจะไม่ยื่นมือเข้าแทรก”
“แต่ตามหลักแล้วดินแดนดวงดาวอย่างดินแดนปราการดวงดาวเองก็ ไม่อยู่ในสายตาของสำนักเช่นกัน”
“แต่ในเมื่อเจ้าคือบุตรแห่งดวงดาวที่ถือกำเนิดในดินแดนดาวตก นับตั้งแต่ดินแดนดวงดาวที่เจ้าที่กำเนิดเป็นต้นมา ไม่ช้าก็เร็วดินแดน ใกล้เคียงทั้งหมดจะต้องตกอยู่ในนามของเจ้า”
“ดินแดนดวงดาวระดับกลางอย่างดินแดนปราการดวงดาวนี้ได้ถูกบุตร แห่งดวงดาวรับเข้ามาอยู่ในครอบครองก็ถือเป็นความโชคดีของพวกเขา”
ผู้ที่ฝึกวิชาเปลวเพลิงหัวเราะร่าเสียงดัง เอ่ยแทรกขึ้นมาว่า “พูดเรื่อง พวกนี้ยังเร็วไป บุตรแห่งดวงดาวที่เพิ่งถือกำเนิดผู้นี้ ตอนนี้ยังมีศักยภาพไม่ มากพอ คิดจะรวบรวมดินแดนดวงดาวอย่างดินแดนปราการดวงดาวมาไว้ ในมือตัวเอง เกรงว่าคงไม่ค่อยง่ายนัก”
เว่ยไหลพยักหน้ารับ “ก็จริงนะ”
“ผู้อาวุโสทุกท่าน ดินแดนดวงดาวใกล้เคียงยังมีอีกแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า ดินแดนพงฟ้า” เนี่ยเทียนกระแอมเบาๆ “ตอนนี้ดินแดนแห่งนั้นกำลังถูก ชนต่างเผ่าบุกรุกราน ตกอยู่ในอันตรายทุกย่างก้าว สำนักอักขระเทพแห่ง ดินแดนพงฟ้ารับคำสั่งจากข้า หากสามารถช่วยให้ดินแดนพงฟ้ารอดพ้น เคราะห์จากการรุกรานของชนต่างเผ่าไปได้ สำนักอักขระเทพก็ยินดีเป็น ส่วนหนึ่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว”
ที่เขาสามารถเลื่อนสู่เขตลี้ลับได้รวดเร็วขนาดนี้ก็ถือว่ามีความเกี่ยวข้อง กับสำนักอักขระเทพอย่างใหญ่หลวง
หากไม่มีสำนักอักขระเทพ เขาก็ไม่สามารถเข้าไปในสนามรบสุ้ยเมี่ยได้ อย่างราบรื่น ไม่สามารถเลื่อนขั้นติดต่อกันหลายครั้ง
หากไม่มีวัตถุดิบวิเศษแฝงเร้นพลังจิตวิญญาณที่จิ่งโหรวหามาให้ เขาก็ ไม่มีทางเลื่อนสู่เขตลี้ลับได้ในระยะเวลาสั้นๆ เช่นนี้
ที่เขารีบร้อนมาที่ เป้าหมายที่สำคัญที่สุดก็คือช่วยสำนักอักขระเทพ ตามหากองหนุน แก้ไขปัญหาที่ดินแดนพงฟ้ากำลังเผชิญ
“ดินแดนพงฟ้า…”
คนทั้งสี่ได้ยินชื่อนี้ สีหน้าแต่ละคนก็พลันเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด
“มีอะไรไม่เหมาะสมอย่างนั้นหรือ?” เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ
“ดินแดนพงฟ้ามีความสัมพันธ์ที่พิเศษอะไรกับเจ้ารึ?” เว่ยไหลไม่ตอบ ซ้ำยังถามกลับ
เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่ก่อนตอบว่า “ข้าอาศัยสำนักอักขระเทพของ ดินแดนพงฟ้าเดินทางไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ย สำนักอักขระเทพมีคนผู้หนึ่ง ชื่อว่าต้วนสือหู่ เขาคือศิษย์พี่จากดินแดนดาวตกของข้า เขามีน้ำใจกับข้า มาก สำนักอักขระเทพมีบุญคุณใหญ่หลวงต่อข้า บุญคุณนี้ไม่ตอบแทน ไม่ได้”
เว่ยไหลหรี่ตาครุ่นคิด พักใหญ่ถึงพูดว่า “นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะไปสนาม รบสุ้ยเมี่ยมาแล้วด้วย”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับเงียบๆ
“ที่สนามรบสุ้ยเมี่ยมีคนผู้หนึ่งชื่อจ้าวซานหลิง เขาบอกว่าตัวเองมาจาก ดินแดนพงฟ้า ในมือเขาครอบครองของสิ่งหนึ่งที่มีชื่อว่าเจดีย์ซวีหลิง ของ สิ่งนี้มาจากลัทธิจิตตวิสุทธิ์” เว่ยไหลบอกเล่าความลี้ลับที่ซุกซ่อนอยู่ให้เขา ฟังช้าๆ “ตอนที่อยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยมีลูกศิษย์ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์จำของ สิ่งนี้ได้จึงเชื้อเชิญด้วยความปรารถนาดี หวังให้จ้าวซานหลิงไปที่ลัทธิจิตต วิสุทธิ์เพื่อฝากตนเข้าเป็นศิษย์ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์”
“ทว่าจ้าวซานหลิงผู้นั้นกลับปฏิเสธความหวังดีของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ทั้ง ยังนึกว่าลัทธิจิตตวิสุทธิ์จะแย่งชิงเจดีย์ซวีหลิงไป อีกทั้งยังลงมือต่อสู้กับลูก ศิษย์ของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ผู้นั้นด้วย”
“เรื่องนี้ทำให้ลัทธิจิตตวิสุทธิ์โกรธเคืองอย่างหนัก”
“เรื่องที่ชนต่างเผ่าเข้ารุกราน ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ได้ป่าวประกาศให้ทุกฝ่าย รับรู้กันนานแล้วว่าห้ามสำนักในดินแดนดวงดาวระดับสูงเข้าไปข้อง เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของดินแดนพงฟ้า”
“ที่ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้บทเรียนแก่จ้าวซานหลิง พวกเขา ต้องการให้จ้าวซานหลิงเป็นฝ่ายเอาเจดีย์ซวีหลิงมาเข้าร่วมกับลัทธิจิตต วิสุทธิ์แต่โดยดี”
“สามารถพูดได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในดินแดนพงฟ้า มีสาเหตุเกิดจาก จ้าวซานหลิง”
——