ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 916 ความลับที่ซ่อนอยู่
“จ้าวซานหลิง!” เนี่ยเทียนอุทานเบาๆ
เขานึกไม่ถึงเลยว่าเหตุพลิกผันในดินแดนพงฟ้าจะเกี่ยวข้องกับจ้าว ซานหลิงด้วย
ตอนที่จ้าวซานหลิงกลับมาจากสนามรบสุ้ยเมี่ย เขาบาดเจ็บหนัก พอ เนี่ยเทียนสอบถามสาเหตุ จ้าวซานหลิงกลับไม่คิดจะอธิบายรายละเอียด
พอได้ยินเว่ยไหลกล่าวเช่นนี้ เขาจึงเดาได้ว่าอาการบาดเจ็บของจ้าว ซานหลิงเกรงว่าคงเกี่ยวข้องกับลัทธิจิตตวิสุทธิ์เป็นแน่
ลัทธิจิตตวิสุทธิ์คือหนึ่งในสี่สำนักเก่าแก่ ดำรงอยู่ในจุดลึกของทาง ช้างเผือกอย่างเผด็จการ พวกเขาเป็นฝ่ายยื่นความปรารถนาดีให้แก่จ้าว ซานหลิง เชื้อเชิญให้อีกฝ่ายมาเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิ ทว่ากลับถูกจ้าว ซานหลิงปฏิเสธ
แถมจ้าวซานหลิงยังบอกว่าตัวเองมาจากดินแดนพงฟ้า…
เนี่ยเทียนคิดตามก็กระจ่างแจ้งว่าเหตุใดเมื่อจ้าวซานหลิงกลับไปถึง ดินแดนดาวตกแล้วถึงได้ให้คนคอยเฝ้าค่ายกลนำส่งที่เชื่อมโยงไปยัง อาณาจักรวอหลิวไว้ให้ดี
เกรงว่าจ้าวซานหลิงคงกังวลว่าหลังจากเรื่องที่เขานำหายนะมาสู่ ดินแดนพงฟ้าถูกเปิดโปง จะเป็นการลากดินแดนดาวตกเข้าไปเกี่ยวข้อง ด้วย
หรือบางทีเขาอาจจะกลัวว่าลัทธิจิตตวิสุทธิ์จะสืบสาวราวเรื่องจนไป เจอดินแดนดาวตก
ลัทธิจิตตวิสุทธิ์นึกว่าเขามาจากดินแดนพงฟ้า ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าดินแดนพง ฟ้าถูกชนต่างเผ่าเข้ารุกราน แต่กลับบอกกองกำลังของขั้วอิทธิพลใหญ่ๆ และดินแดนดวงดาวระดับสูงหลายแห่งว่าห้ามยื่นมือเข้าแทรกเรื่องการ เปลี่ยนแปลงในดินแดนพงฟ้า
ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะลัทธิจิตตวิสุทธิ์ต้องการให้บทเรียนแก่จ้าวซานหลิง บีบให้จ้าวซานหลิงเป็นฝ่ายยอมขอร้องลัทธิจิตตวิสุทธิ์แต่โดยดี
แต่เนี่ยเทียนกลับเข้าใจดีว่า ต่อให้คนทั้งดินแดนพงฟ้าถูกสังหารจนสิ้น จ้าวซานหลิงก็ไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว
“เจ้าก็เคยได้ยินชื่อคนผู้นี้สินะ?” เว่ยไหลเอ่ยถาม
คนอีกสามคนก็หันมามองเนี่ยเทียนด้วยสายตาใคร่รู้ พวกเขาต่างก็รู้สึก ว่าในเมื่อเนี่ยเทียนเคยไปยังดินแดนพงฟ้าก็ย่อมต้องรู้จักจ้าวซานหลิง
“เคยได้ยินมาจริงๆ…” เนี่ยเทียนมีสีหน้าปั้นยาก “เจดีย์ซวีหลิงชิ้นนั้น ของเขาเกี่ยวข้องกับลัทธิจิตตวิสุทธิ์จริงๆ น่ะหรือ?”
“อดีตเจ้านายคนก่อนของเจดีย์ซวีหลิงมีนามว่าชวีเฟิง เขาคือบุตร แห่งซวีหลิงเสินของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เจดีย์ซวีหลิงนั่นคือวัตถุที่ซวีหลิงเสิน สร้างขึ้นเพื่อชวีเฟิงโดยเฉพาะซึ่งอิงตามวิธีการสร้างกระจกอนัตตาวัตถุเทพ ไม่ดับสลายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์”
“ชวีเฟิงทะเลาะกับซวีหลิงเสินบิดาของเขาด้วยเรื่องงานแต่งงาน จึงนำ เจดีย์ซวีหลิงไปอยู่ยังดินแดนปราการดวงดาว ที่ห่างไกล”
“สุดท้ายซวีเฟิงฝ่าแดนเอตทัคคะล้มเหลวจึงตายอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นป่วน เจดีย์ซวีหลิงนั่นจึงหายไปนับแต่นั้น คาดไม่ถึงว่าจ้าวซานหลิงจะ ได้มันไปครอง อีกทั้งจ้าวซานหลิงยังฝึกวิชาห้วงมิติ บวกกับการดำรงอยู่ ของเจดีย์ซวีหลิง ลัทธิจิตตวิสุทธิ์จึงต้องการรับเขาเข้าเป็นศิษย์ ซึ่งว่ากัน ตามจริงแล้วก็ล้วนมาจากความหวังดี”
เว่ยไหลเล่าความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ให้เนี่ยเทียนฟังไม่หยุด
“ชื่อเดิมของซวีหลิงจื่อก็คือชวีเฟิง เขาคือบุตรชายของซวีหลิงเสินเจ้า ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ซวีหลิงเสินเป็นคนหลอมเจดีย์ซวีหลิงด้วยตัวเอง… ” เนี่ย เทียนจัดระเบียบความคิด
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจที่จะบอกไปตามความจริง
ขอแค่คนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์เข้าไปยังดินแดนพงฟ้าแล้วสืบข่าวอีกนิด หน่อยก็จะรู้ได้อย่างง่ายดายว่าจ้าวซานหลิงไม่ใช่ผู้ฝึกลมปราณของที่นั่น
เรื่องนี้มิอาจปิดบังใครได้
“อันที่จริง จ้าวซานหลิงก็มาจากดินแดนดาวตกเหมือนกับข้า” เนี่ย เทียนหัวเราะแห้งๆ “เจดีย์ซวีหลิงในโบราณสถานของชวีเฟิงนั่น ข้าที่ เดินทางไปพร้อมกับเขาหาเจอในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน”
พอเขาพูดอย่างนี้สี่คนที่อยู่ในตำหนักต่างก็มีสีหน้าแปลกใจ
“ไหนลองเล่าเรื่องของจ้าวซานหลิงผู้นั้นให้ฟังหน่อยสิ” เว่ยไหลกล่าว
เนี่ยเทียนพยักหน้าแล้วอธิบายเรื่องราวของจ้าวซานหลิงที่อยู่ใน ดินแดนดาวตกให้อีกฝ่ายฟังง่ายๆ รอบหนึ่ง
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง” เว่ยไหลฟังจบก็เงียบไปครู่ ก่อนพูดว่า “ใน เมื่อเขามาจากดินแดนดาวตก อีกทั้งดินแดนดาวตกยังเป็นของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวเรา พวกเราก็มีเหตุผลให้ยื่นมือเข้าแทรกเรื่องนี้ ระหว่าง จ้าวซานหลิงและลัทธิจิตตวิสุทธิ์เองก็ไม่ได้มีความแค้นอะไรที่แก้ไขไม่ได้ กลับกันคือพวกเขานับว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างลึกล้ำด้วยซ้ำ”
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าจะออกหน้าจัดการเรื่องของดินแดนพงฟ้าให้ เอง ในเมื่อสำนักอักขระเทพยินดีเป็นส่วนหนึ่งของบุตรแห่งดวงดาวอย่าง เจ้า ถ้าเช่นนั้นการที่รับดินแดนพงฟ้าเข้ามาไว้ในครอบครองก็นับว่าเป็น เรื่องสมเหตุสมผล”
เนี่ยเทียนโค้งคำนับ “ขอบพระคุณมาก!”
“เจ้าเป็นถึงบุตรแห่งดวงดาว ต่อให้ขอบเขตตอนนี้ยังไม่สูง แต่ขอแค่ เจ้าผ่านเส้นทางแห่งดวงดาวมาถึงที่แห่งนี้ได้ ตัวตนบุตรแห่งดวงดาวนี้ของ เจ้าก็ถือว่านั่งได้มั่นคงแล้ว” เว่ยไหลยิ้ม “ตอนนี้ผู้อาวุโสใหญ่ยังไม่กลับมา เรื่องเกี่ยวกับเจ้า พวกเรามิอาจตัดสินใจแทนได้ เอาแบบนี้ ข้าจะสั่งให้คน พาเจ้าไปทำความคุ้นเคยกับสำนัก ทำความเข้าใจกับอาณาจักรสะเก็ดดาว และกฎของสำนักดูก่อนก็แล้วกัน”
“รอให้ท่านผู้อาวุโสใหญ่กลับมา เขาย่อมประเมินสภาพของเจ้าและ จัดการเป็นธุระให้เจ้าเอง”
เนี่ยเทียนพยักหน้าแสดงว่าเข้าใจ
จากนั้นเว่ยไหลก็แนะนำคนอีกสามคนให้เนี่ยเทียนรู้จัก
ผู้ที่ฝึกวิชาเปลวเพลิงมีนามว่าเหยียนจั้น ส่วนคนที่ฝึกพลังดวงจันทร์มี นามว่าซินฉิง และผู้ที่กลืนพลังดวงอาทิตย์มีนามว่าจู่กวางเหย้า
เมื่อรวมเว่ยไหลด้วย คนทั้งสี่คือหนึ่งในสมาชิกสภาผู้อาวุโสของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ต่างก็เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้าย!
ผู้อาวุโสของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมีทั้งหมดสิบสองท่าน นอกจากผู้อาวุโสใหญ่ที่เป็นแดนเทพเจ้าช่วงต้นแล้ว ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ล้วน เป็นแดนเอตทัคคะ ระดับช่วงแตกต่างกันออกไป
เหนือสภาผู้อาวุโสขึ้นไปก็คือเจ้าตำหนักและรองเจ้าตำหนักสองคน ซึ่ง ต่างก็เป็นแดนเทพเจ้าทั้งสิ้น
เพียงแค่นับพละกำลังของคนเหล่านี้ก็มีแดนเทพเจ้าถึงสี่ท่าน แดน เอตทัคคะอีกสิบเอ็ดท่าน
นี่ยังไม่รวมบุตรแห่งดวงดาวด้วยซ้ำ
ตามคำแนะนำของเว่ยไหล บุตรแห่งดวงดาวอีกหกคนมีสองคนที่เลื่อน สู่แดนเอตทัคคะตั้งนานแล้ว สามคนคือแดนว่างเปล่า คนสุดท้ายที่อ่อนแอ ที่สุด ตอนนี้ก็ยังเป็นถึงเขตวิญญาณช่วงท้าย
บุตรแห่งดวงดาวยังมีผู้พักพิงอีกมากมาย ซึ่งผู้พักพิงเหล่านั้นอาจมา จากดินแดนดวงดาวแห่งอื่น ซึ่งในดินแดนเหล่านั้นก็มีแดนเอตทัคคะอยู่ เช่นกัน
เจ้าตำหนัก รองเจ้าตำหนัก สภาผู้อาวุโส บุตรแห่งดวงดาวล้วนเป็น กองกำลังอันเป็นแกนหลักของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
เจ้าตำหนัก รองเจ้าตำหนักมีผู้พึ่งพาใต้สังกัดและมีอาณาจักรใน ครอบครองมากมาย และในอาณาจักรเหล่านั้นก็มีผู้แข็งแกร่ง มีแดน เอตทัคคะอยู่มากมายเช่นกัน
พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวตั้งตระหง่านอยู่ในจุดลึกของทาง ช้างเผือก รวมพลังกับลัทธิจิตตวิสุทธิ์ หอทอดฟ้าและสำนักห้าธาตุเพื่อ ต้านทานชนต่างเผ่ามากมายด้วยกัน แน่นอนว่าย่อมมีรากฐานที่แข็งแกร่ง
เพียงแค่ทำความเข้าใจคร่าวๆ ก็ทำให้เนี่ยเทียนตื่นตะลึงกับศักยภาพ ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้มากพอแล้ว
ชนต่างเผ่านอกอาณาจักรก็มีเพียงชนเผ่าใหญ่ๆ อย่างอสูรกาย ภูตผี ปีศาจ เผ่าไม้ เผ่าทมิฬเท่านั้นที่ถึงจะมีสายเลือดระดับสิบก่อกำเนิด อีกทั้ง จำนวนยังมีน้อยยิ่งกว่าน้อย
ส่วนพวกชนเผ่าเล็กๆ ก็ไม่เคยมีสายเลือดระดับสิบปรากฏมาก่อนใน ประวัติศาสตร์แห่งสายเลือดอันยาวนานของพวกเขา
เพียงแค่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแห่งเดียวก็มีผู้แข็งแกร่งแดนเทพ เจ้าถึงสี่ท่าน แค่นี้ก็มากพอจะสยบชนต่างเผ่าที่เป็นเผ่าพันธุ์ใหญ่ๆ อย่าง อสูรกายหรือภูตผีปีศาจเอาไว้ได้ ชนต่างเผ่าใหญ่ๆ อาจจำเป็นต้องรวมกัน ถึงสองชนเผ่าถึงจะสามารถต้านทานพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแห่ง เดียวได้
นอกจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแล้ว เผ่ามนุษย์ยังมีสำนักที่ เก่าแก่อีกสามแห่งที่แข็งแกร่งเช่นกัน
เนื่องจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้ครอบครองดินแดนดวงดาว มากมาย ในสำนักมีผู้อาวุโสใหญ่สิบสองท่าน ผู้อาวุโสบางส่วนจำเป็นต้อง รับผิดชอบคอยดูแลดินแดนที่สำคัญ ไม่สามารถอยู่ในสำนักได้ตลอดเวลา
บุตรแห่งดวงดาวเองก็เป็นเช่นเดียวกัน
ดังนั้นตอนนี้ในอาณาจักรสะเก็ดดาวจึงมีแค่ผู้อาวุโสสี่ท่านอย่างเว่ยไหล เป็นผู้เฝ้าพิทักษ์
เว่ยไหลแค่อธิบายสถานการณ์ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวให้เนี่ย เทียนฟังคร่าวๆ ก็จัดการสั่งให้คนพาเนี่ยเทียนไปทำความคุ้นเคยกับ ตำหนักต่างๆ ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว บอกกับเขาว่าบางตำหนัก มีวิชาลับจัดวางไว้มากมายนับไม่ถ้วน บางตำหนักเก็บอาวุธวิเศษ เสื้อ เกราะ ยา และก็มีบางตำหนักที่มีวัตถุดิบวิเศษหลากหลายชนิดวางกองเป็น พะเนิน
เนี่ยเทียนทำความเข้าใจกับสถานการณ์ของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวอย่างรวดเร็ว หากจุดไหนที่ไม่เข้าใจเขาก็จะไล่ถามไปทีละข้อ
ความรู้ที่เขามีต่อพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจึงค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็น ชัดเจน แล้วก็ยิ่งตื่นตะลึงไปกับรากฐานอันลึกล้ำของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวมากขึ้นเรื่อยๆ
——