ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 917 เป็นที่จับตามอง!
ผู้ที่พาเนี่ยเทียนมาทำความเข้าใจกับกฎระเบียบของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวคือผู้คุมกฎเขตวิญญาณอีกคนหนึ่ง มีนามว่าเถาจิ่น
ภายใต้การแนะนำจากเขา เนี่ยเทียนจึงรู้ว่าคนของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวไม่ได้ฝึกคาถาดวงดาวกันทุกคน
พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวคือหนึ่งในสำนักเผ่ามนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุด คัมภีร์และวิชาฝึกตนในสำนักจึงมีครอบคลุมหลากหลายชนิด
และผู้ที่เข้าร่วมกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวส่วนใหญ่แล้วก็มักจะ ถูกกำหนดธาตุในการฝึกตนมาตั้งแต่เกิด
คนเหล่านั้นพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะมอบคาถาฝึกตนที่ เหมาะสมโดยดูตามธาตุการฝึกตนของพวกเขา
และก็ด้วยเหตุนี้ เหยียนจั้นที่เป็นหนึ่งในสภาผู้อาวุโสของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวถึงได้ฝึกคาถาเปลวเพลิง
แม้ว่าวิชาการฝึกตนของคนในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะมี หลากหลายชนิด ทว่าบุตรแห่งดวงดาวต้องฝึกวิชาดวงดาวเท่านั้นถึงจะได้
บุตรแห่งดวงดาวทุกคนล้วนต้องสื่อสารกับดวงดาวดารดาษในทาง ช้างเผือกเพื่อรวบรวมพลังดวงดาวเข้ามาสู่ร่างของตน
คาถาดวงดาวถึงจะเป็นคาถาสืบทอดระดับสูงที่ลึกลับที่สุดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
เนี่ยเทียนตั้งใจถามถึงความลี้ลับของพลังดวงอาทิตย์และพลังดวง จันทร์โดยเฉพาะ
เถาจิ่นบอกกับเขาว่าช่วงแรกเริ่มสุดพลังดวงอาทิตย์และพลังดวงจันทร์ ก็คือส่วนหนึ่งของคาถาสะเก็ดดาว
ทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ไพศาลมีดวงดาวอยู่มากมายนับไม่ถ้วน มี ดาวอาทิตย์และดาวจันทร์ ซึ่งก็คือดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
วิชาการฝึกตนที่ดึงพลังมาจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์คือสาขาแยก ของคาถาสะเก็ดดาว ไม่ใช่สาขาหลัก แต่ก็มีความลึกลับเกินคาดเดาพอๆ กัน
ว่ากันว่าในอดีตอันยาวไกล ช่วงที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเพิ่ง ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ๆ มีตำหนักตะวัน จันทร์และดาวอยู่สามตำหนัก แบ่ง ออกเป็นตำหนักสะเก็ดดาว ตำหนักมหาตะวัน และตำหนักจันทร์หนาว
ทว่าตำหนักมหาตะวันและตำหนักจันทร์หนาวล้วนอิงตำหนักสะเก็ด ดาวเป็นหลักมาตั้งแต่ต้น
ตำหนักมหาตะวันและตำหนักจันทร์หนาวมักจะมีรองเจ้าตำหนักเกิด ขึ้นมาเสมอ และดูเหมือนว่าผู้แข็งแกร่งของสองสายนี้จะไม่มีคุณสมบัติมาก พอที่จะกลายเป็นนายแห่งดวงดาวที่แท้จริง
ตอนนี้ตำหนักมหาตะวันและตำหนักจันทร์หนาวไม่มีอยู่อีกแล้ว เหลือ แค่ตำหนักสะเก็ดดาวแห่งเดียว
ทว่าวิชาลับที่ตำหนักมหาตะวันและตำหนักจันทร์หนาวใช้ฝึกตนกลับ ไม่ได้หายสาบสูญไป ยังคงมีคนฝึกวิชาพิเศษสองอย่างนี้ ทว่านับสิบล้านปีที่ ผ่านมา ผู้ที่ฝึกสองวิชานี้แล้วเลื่อนสู่แดนเทพเจ้าได้มีน้อยยิ่งกว่าน้อย
ซินฉิงและจู่กวางเหย้าที่เนี่ยเทียนพบเจอก่อนหน้านี้ถือเป็นผู้ที่ฝึกสอง วิชานี้แล้วมีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักแล้ว
ทว่าพวกเขาก็มีตบะแค่แดนเอตทัคคะช่วงท้าย ซึ่งได้หยุดอยู่ใน ขอบเขตนี้มานานมากแล้ว
เนี่ยเทียนที่เป็นบุตรแห่งดวงดาวจำเป็นต้องให้ผู้อาวุโสใหญ่มาทำการ ประเมินใหม่ด้วยตัวเอง ถึงจะได้รับป้ายตัวตนที่พิเศษ
เมื่อครอบครองป้ายตัวตนนั้นเขาถึงจะไปรับวัตถุดิบวิเศษ ยาหรืออาวุธ วิเศษในจำนวนที่สมควรมาจากสำนักได้
ทว่าป้ายตัวตนของช่วงแรกเริ่มจะได้รับทรัพยากรจากสำนักในปริมาณ ที่จำกัด
มีเพียงคนที่สร้างคุณความชอบที่สำคัญให้กับสำนัก หรือคนที่มีค่า คะแนนคุณความดีมากพอเท่านั้นถึงจะเอาค่าคุณความดีไปแลกเปลี่ยนมา เป็นทรัพยากรที่ล้ำค่าได้
ขอแค่มีความดีความชอบมากพอ สะสมค่าคุณความดีได้มากพอเท่านั้น ถึงจะเอามันไปแลกเปลี่ยนมาเป็นอาวุธระดับเชื่อมโยงวิญญาณ ยาล้ำค่า หลากหลายชนิดหรือวัตถุดิบวิเศษระดับใต้ดิน
อีกทั้งยังสามารถเอาค่าคุณความดีนี้ไปแลกมาเป็นอาณาจักรส่วนตัวที่ เป็นของตัวเองได้อีกด้วย
หลายสิบล้านปีที่ผ่านมา พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมีการต่อสู้กับชน ต่างเผ่าอยู่อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังคอยตามหาฟ้าดินแห่งใหม่ในจุดลึกของ ทางช้างเผือกที่ยังไม่มีใครย่างกรายไปถึง
ทุกๆ ช่วงระยะเวลาที่ผ่านไปหลายปี ดินแดนดวงดาวแห่งใหม่ที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้รับก็จะเพิ่มมากขึ้น
ดินแดนดวงดาวเหล่านั้นล้วนนำมาใช้เป็นของรางวัลสำหรับคนที่สร้าง คุณูปการใหญ่หลวงให้กับสำนัก
นี่ค่อนข้างคล้ายคลึงกับวิธีการใช้ค่าคุณความดีมาแลกเป็นวัตถุดิบวิเศษ ที่กะโหลกเลือดในอาณาจักรเลี่ยคงเคยใช้
“ก่อนหน้าที่ผู้อาวุโสใหญ่ยังไม่ให้ป้ายตัวตนแก่เจ้า เจ้าก็ไม่สามารถใช้ ป้ายที่มีอยู่ในมือตอนนี้ไปแลกเปลี่ยนทรัพยากรใดๆ มาได้” เถาจิ่นพาเนี่ย เทียนมาชมตำหนักโอ่อ่าหลายหลัง ก่อนจะพาเขามาหยุดอยู่เบื้องหน้า ตำหนักที่สูงเสียดฟ้าหลังหนึ่ง “นี่คือหอเก็บคัมภีร์ ลูกศิษย์คนอื่นในสำนักที่ คิดจะมาอ่านคัมภีร์ของที่นี่จำเป็นต้องแสดงป้ายตัวตน”
“แต่ว่าบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดไม่จำเป็นต้องใช้ สามารถเข้าออกได้ ตามใจชอบโดยไม่ได้รับขีดจำกัด”
“ตอนนี้ยังไม่มีป้ายตัวตน เจ้าคงได้แค่อ่านหนังสือในหอเก็บคัมภีร์แห่ง นี้ไปก่อน”
“เมื่อผู้อาวุโสใหญ่กลับมาจะมอบป้ายให้แก่เจ้า และจะตรวจสอบ สภาพการณ์ต่างๆ ของเจ้าอย่างละเอียดพร้อมกับให้คำแนะนำเจ้า”
“ถึงเวลานั้นเจ้าก็สามารถใช้ป้ายตัวตนของตัวเองไปยังหอเรือนแห่งอื่น เพื่อแลกเปลี่ยนยา วัตถุดิบวิเศษหรืออาวุธที่เหมาะมือเจ้ามาได้”
เถาจิ่นอธิบายอย่างตั้งใจ
เมื่อมายืนอยู่ตรงหน้าหอเก็บคัมภีร์ที่สูงเสียดฟ้า เนี่ยเทียนก็ดูตัวเล็ก ราวกับมดตัวหนึ่ง เขาแหงนหน้ามองหอเก็บคัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสี หน้าตื่นเต้น
“ข้าสามารถเปิดอ่านคัมภีร์ทุกเล่มในหอเก็บคัมภีร์แห่งนี้ได้หมดเลย รึ?”
“ถูกต้อง ได้หมด” เถาจิ่นพยักหน้ารับ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉา น้อยๆ “อันที่จริงการสืบทอดที่มีค่ามากที่สุดของสำนักได้อยู่ในมือเจ้ามา นานแล้ว เมื่อเทียบกับการสืบทอดนั้นแล้ว คัมภีร์ทุกเล่มที่อยู่ในหอเก็บ คัมภีร์ก็ถือว่าด้อยกว่าหลายเท่านัก”
“การสืบทอดที่มีค่ามากที่สุด?” เนี่ยเทียนนิ่วหน้า “เจ้าหมายถึงตรา ประทับสะเก็ดดาวสามดวงน่ะหรือ?”
“แน่นอน การสืบทอดของตราประทับสะเก็ดดาวถึงจะเป็นรากฐานที่ ทำให้สำนักยืนหยัดอยู่ในทางช้างเผือก มันคือวิชาลับที่แข็งแกร่งและลึกลับ ที่สุด” เถาจิ่นตอบรับ
ระหว่างที่คนทั้งสองพูดคุยกัน เนี่ยเทียนก็มองเห็นว่ามีหลายคนเดิน เข้าๆ ออกๆ หอเก็บคัมภีร์
คนเหล่านั้นมีส่วนหนึ่งที่รู้จักเถาจิ่น และคล้ายจะรู้ว่าเขามีหน้าที่คอย ช่วยเหลือและรับตัวลูกศิษย์คนใหม่มาทำความเข้าใจกับพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวโดยเฉพาะ
เพียงแต่ว่าการรับศิษย์ครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดของสำนักผ่านมาตั้งเมื่อสิบ กว่าปีก่อนแล้ว
ตามหลักแล้วน่าจะไม่มีลูกศิษย์ใหม่คนไหนที่จำเป็นต้องให้เขามาเป็นผู้ รับรอง
โดยเฉพาะคนเหล่านั้นยังสังเกตเห็นด้วยว่ายามที่เถาจิ่นอยู่ต่อหน้าเนี่ย เทียน เขากลับมีท่าทางนอบน้อมระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำหรือสีหน้า ล้วนเต็มไปด้วยความเคารพ
“บุตรแห่งดวงดาว!”
“บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด!”
พวกคนที่ฉลาดหน่อย แค่คิดก็นึกถึงเสียงระฆังเทพที่ดังเจ็ดครั้งได้ทันที นั่นจึงทำให้พวกเขาตัวสั่นสะท้าน
และไม่นานก็มีสายตามากมายพากันมารวมอยู่บนร่างของเนี่ยเทียน
นครเก่าแก่โอ่อ่าของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแห่งนี้ก็ถูกตั้งชื่อว่า นครสะเก็ดดาว ในนครนอกจากตำหนักหลักอย่าง—พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวแล้ว ยังมีหอเก็บคัมภีร์ หอเก็บสมบัติ หอเก็บโอสถ หอวัตถุดิบ วิเศษซึ่งเป็นสี่ตำหนักที่พิเศษ
ตำหนักทั้งสี่นี้ล้อมวนอยู่รอบๆ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
เบื้องหน้าพระราชวังโบราณคือค่ายนำส่งแห่งมิติขนาดใหญ่ใหญ่หลาย หลังที่สามารถข้ามผ่านดินแดนได้ ซึ่งมีไว้ให้ลูกศิษย์ของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวเดินทางไปยังอาณาจักรต่างๆ ได้อย่างเสรี
คนมากมายที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอก พอมาถึงหอเก็บคัมภีร์แล้วได้ยิน เสียงร้องอุทานตกใจก็พากันฮือฮาตามไปด้วย
ทันใดนั้นเนี่ยเทียนก็กลายมาเป็นที่จับตามองของทุกคนทันที
เนี่ยเทียนมองไปรอบด้านก็พบว่าเบื้องหน้าของหอเก็บคัมภีร์มีคนใน สำนักพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอยู่หลายร้อยคน
พอเสียงฮือฮาดังออกมา ลูกศิษย์อีกหลายพันคนที่อยู่ในตำหนักอื่นๆ ก็ พากันเฮโลมารวมตัวอยู่ที่นี่อย่างว่องไว หมายจะดูหน้าค่าตาของบุตรแห่ง ดวงดาวคนใหม่ให้เห็นชัดๆ
เถาจิ่นแค่นเสียงในลำคอเบาๆ หนึ่งที ก่อนจะกวาดตามองไปรอบด้าน ด้วยสายตาเย็นชาแล้วพาเนี่ยเทียนเดินเข้าไปในหอเก็บคัมภีร์
ในหอเก็บคัมภีร์ คนที่รับผิดชอบเก็บป้ายตัวตนของลูกศิษย์ที่พอเห็นว่า เถาจิ่นเข้ามาก็รู้ตัวตนของเนี่ยเทียนที่เข้ามาพร้อมกับเขาทันที
คนผู้นั้นไม่เอ่ยคำใดๆ แต่จู่ๆ กลับลุกพรวดขึ้นยืนจากด้านหลังแท่นหิน หยกแล้วค้อมตัวให้เนี่ยเทียนเพื่อแสดงความเคารพ
ขอบเขตของเขาคือแดนว่างเปล่า ตบะสูงกว่าเนี่ยเทียนหลายเท่านัก ทว่าเนื่องจากความต่างด้านตัวตน เขาจึงจำเป็นต้องวางความเย่อหยิ่งลง และปฏิบัติต่อเนี่ยเทียนอย่างมีมารยาท
เนี่ยเทียนคารวะกลับไป เอ่ยถามเบาๆ ว่า “หอเก็บคัมภีร์แห่งนี้มีอะไร อยู่บ้าง?”
“มีหมดทุกอย่าง” เถาจิ่นตอบ “คาถาการฝึกตนหลากหลายธาตุ เวท ลับเคล็ดลับต่างๆ แผนที่ดินแดนดวงดาวที่ถูกสำนักสำรวจมาในสงครามแต่ ละครั้งตั้งแต่ยุคบรรพกาล ยุคดึกดำบรรพ์ ยุคสมัยใหม่ เวทลับการฝึก สายเลือดที่ได้มาจากมือของชนต่างเผ่า ความลี้ลับของระบบการฝึกตนที่ พิเศษของเผ่ามนุษย์เรา การแบ่งขอบเขตอย่างละเอียด การอธิบายถึง อักขระค่ายกล โหราศาสตร์ มีหมดทุกอย่าง”
เนี่ยเทียนแปลกใจอย่างยิ่ง “คัมภีร์ของชนต่างเผ่าก็มีด้วยอย่างนั้น หรือ?”
เถาจิ่นยิ้มน้อยๆ “มีอยู่จริง ไม่เพียงแต่ความพิเศษของเวทลับสายเลือด พวกเขาเท่านั้น ยังมีการวิเคราะห์ลักษณะพิเศษของแต่ละชนเผ่า วิธีรับมือ เวลาต่อสู้ แผนที่ที่ตั้งอาณาจักรของพวกเขา ทุกอย่างนี้ล้วนมีอธิบายไว้ อย่างละเอียด”
“คาถาเปลวเพลิงและคาถาพืชหญ้าก็น่าจะมีคัมภีร์อยู่ด้วยกระมัง ?” เนี่ยเทียนถามอีกครั้ง
“มีมากจนนับไม่ไหว” เถาจิ่นพยักหน้ารับ “คาถาเปลวเพลิง คาถาพืช หญ้า สายฟ้า น้ำแข็ง คาถาการฝึกตนต่างธาตุหลากหลายชนิดจัดวางไว้ใน ชั้นที่ต่างกัน”
เนี่ยเทียนมีสีหน้าปิติยินดี “คาถาเปลวเพลิงวางไว้ที่ชั้นไหนรึ?”
“ชั้นที่สิบเก้าของหอเก็บคัมภีร์ หากเจ้าสนใจ ข้าจะพาไปเอง” เถาจิ่ นกล่าว
“รบกวนด้วย”
ภายใต้สายตาจับจ้องของคนมากมาย เถาจิ่นก็เป็นฝ่ายเดินนำไป ข้างหน้า เขาพาเนี่ยเทียนเดินผ่านบันไดหินกว้างขวาง จนกระทั่งเดินไปถึง ชั้นที่สิบเก้าของหอเก็บคัมภีร์
ระหว่างนั้นคนจำนวนมากที่มาหาข้อมูลในหอเก็บคัมภีร์ก็พากันถูก กระตุ้นความสนใจ พวกเขาเดินออกมาจากชั้นต่างๆ แล้วมองประเมินเนี่ย เทียนอย่างใคร่รู้
“บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด ตบะแค่เขตลี้ลับช่วงต้น ใช้เวลานานเกินไป หน่อย”
“ได้ยินว่ามาจากดินแดนดาวตก ข้ามาอยู่ในสำนักเป็นร้อยปีแล้วก็ยังไม่ เคยได้ยินมาก่อนว่ามีสถานที่แบบนี้อยู่ แถมยังเป็นถิ่นของสำนักด้วย”
“ผ่านการประลองของประตูสวรรค์ กลายมาเป็นบุตรแห่งดวงดาว คน พวกนี้ไม่มีใครที่รับมือได้ง่ายสักคน คนผู้นี้มีนามว่าเนี่ยเทียน ตอนนี้ยังไม่รู้ เรื่องเกี่ยวกับเขาแน่ชัดนัก คงต้องค่อยๆ ดูกันไป”
“หวังว่าบุตรแห่งดวงดาวคนใหม่นี้จะไม่ตายไปก่อนวัยอันควร”
——