ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 927 เดินหน้า!
หลังจากได้รับการยอมรับจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวและกลาย มาเป็นบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด เนี่ยเทียนกลับรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล
ก่อนหน้านี้เขาตัวคนเดียว ไม่มีห่วงให้ต้องพะวง ทำอะไรก็ไม่ จำเป็นต้องพิจารณาถึงอะไรมากมาย
แต่จู่ๆ สำนักที่แข็งแกร่งอย่างสำนักอักขระเทพ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ สำนักคุมสัตว์และสำนักเขาสุขาวดีกลับเลือกที่จะพึ่งพิงเขา ดินแดนดาวตก ดินแดนปราการดวงดาวและดินแดนพงฟูาตกอยู่ในนามของเขา บนบ่าของ เขาจึงต้องแบกภาระหนักอึ้ง
ภายนอกยังมีคนจงใจเล่นงานเขาอย่างลับๆ ไม่ต้องการให้บุตรแห่ง ดวงดาวคนใหม่อย่างเขาเติบโตและสั่งสมชื่อเสียง
“ไม่ว่าอย่างไร ก็ควรต้องไปดินแดนหิมะสักครั้ง”
หลังจากจิ่งเฟยหยางนิ่งคิดไปครู่ก็กล่าวขึ้นมา “ต่อให้สำนักน้ำแข็งฟูา จะกำเริบเสิบสานแค่ไหน แต่เมื่อเจ้ากลายเป็นบุตรแห่งดวงดาว และได้รับ การยอมรับจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแล้ว พวกเขาก็ไม่น่าจะกล้า ทำตัวเหลวไหล เจ้าต้องไปที่ดินแดนหิมะ และพูดคุยกับบรรพบุรุษเซวี่ย เฟิงแห่งสำนักน้ำแข็งฟูาสักหน่อย พยายามพาพวกฝานข่ายกลับมาอย่างมี ชีวิต หากเจ้าไม่ไป คนอื่นจะคิดว่าเจ้าหวาดกลัวสำนักน้ำแข็งฟูา จะคิดว่า เจ้าไม่เห็นค่าว่าผู้ใต้บังคับบัญชาจะเป็นหรือตาย นี่จะเป็นเหตุให้พวกสำนัก ในดินแดนปราการดวงดาวยิ่งตีตัวออกห่างจากเจ้า”
หลังจากเนี่ยเทียนคิดอย่างละเอียดก็ตัดสินใจได้ “ข้าจะไปดินแดน หิมะ”
หลังจากที่สิ่งลี่เฟิงตายไป จ้าวซานหลิงและเผยฉีฉีถูกลัทธิจิตตวิสุทธิ์ เพ่งเล็ง คนทั้งสองก็คล้ายจงใจจะอยู่ให้ห่างจากเขา
คนทั้งสองหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่ลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็ยังหาไม่ เจอ นี่ไม่นับว่าเป็นข่าวร้าย
หากมองในชั่วระยะเวลาสั้นๆ คนทั้งสองไม่น่าจะเจอกับปัญหาอะไรอีก
“ข้าจะไปดินแดนหิมะพร้อมกับเจ้า” จิ่งเฟยหยางมีแผนการอยู่ในใจ “แต่ว่า ข้าจะอำพรางตัว ไม่เปิดเผยตัวเอง ทำเช่นนี้ก็เพื่อมองเรื่องราว บางอย่างให้แน่ชัด”
“เรื่องอะไรหรือ?” เนี่ยเทียนงุนงง
“ข้ากังวลว่าระหว่างที่เจ้าเดินทางไปดินแดนหิมะจะเจอกับปัญหา ” ดวงตาของจิ่งเฟยหยางเปล่งประกายแห่งความเฉลียวฉลาด “หากมีคนจง ใจเล่นงานเจ้าจริงๆ เขาจะต้องส่งพวกคนที่ไม่สามารถตรวจสอบที่มา หรือไม่ก็เป็นพวกนักล่าแห่งดวงดาวให้แอบมาลงมือกับเจ้า หากเป็นพวกที่ มีชื่อมีแซ่ มีศักยภาพเหนือล้ำจริงๆ ย่อมต้องกริ่งเกรงในตัวตนของเจ้า ไม่มี ทางทำตัวเหลวไหลแน่”
“กลัวก็แต่ว่าถ้าเป็นพวกนักล่าแห่งดวงดาวที่ล่องลอยอยู่ทางช้างเผือก ด้านนอกมานานปี ไม่มีที่อยู่อาศัยที่แน่นอน ก็อาจจะถูกคนพูดชักจูงให้ลง มือ”
“ระหว่างดินแดนดวงดาวใหญ่ๆ ด้วยกัน พวกที่โดยสารเรือโบราณดัก ปล้นระหว่างสองดินแดนดวงดาวใหญ่ๆ มีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว”
เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี
หลังจากนี้ ทุกอย่างล้วนอยู่ในการจัดการอย่างลับๆ ของจิ่งเฟยหยาง
ต้วนสือหู่เองก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการคุ้มกันเนี่ยเทียนไปส่งที่ ดินแดนหิมะ
หลังจากที่เขาแสดงท่าที จิ่งโหรวภรรยาของเขาก็ยืนกรานว่าจะ เดินทางไปด้วย
จิ่งเฟยหยางจึงแอบจัดการเรื่องมากมายอย่างลับๆ ทิ้งภรรยาไว้ให้ รักษาการณ์อยู่ในสำนักอักขระเทพ ไม่พาผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าคนใดก็ ตามไปด้วย เขาจัดการให้เนี่ยเทียนโดยสารเรือรบทางช้างเผือกของต้วนสือ หู่กับจิ่งโหรวแล้วเริ่มออกเดินทางไปยังดินแดนหิมะ
ส่วนจิ่งเฟยหยางนั้นแอบซ่อนตัวอยู่ด้านในของเรือ และปุาวประกาศ ให้คนภายนอกทราบว่าเขาปิดด่านอยู่ที่สำนักอักขระเทพ
เรือรบทางช้างเผือกจึงเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังดินแดนหิมะอย่าง รวดเร็ว
ข่าวนี้ก็ได้แพร่ออกไปจากสำนักอักขระเทพตามการจัดการของจิ่งเฟย หยางด้วยเช่นกัน
“ตามหลักแล้วสำนักทองไพศาลและสำนักภูเขาพันกระบี่ที่ต่อให้จะมี อคติต่อเจ้าแค่ไหนก็ไม่น่าจะทำตัวเหลวไหล” จิ่งโหรวที่สืบทอดความชาญ ฉลาดมาจากบิดาพูดขึ้นระหว่างเดินทาง “เปูาหมายของพวกเขายิ่งใหญ่
เกินไป หากกล้าลงมือกับเจ้าก็ง่ายที่จะถูกคนจับได้ สองฝุายนั้นก็ไม่ได้โง่ ต่อให้ในใจจะไม่พอใจแค่ไหนก็ไม่มีทางกล้าล่วงเกินเจ้า”
“กลัวก็แต่พวกผู้ฝึกตนอิสระคนอื่นๆ ของดินแดนพงฟูาจะเอาเรื่องชน ต่างเผ่าเข้ามารุกรานมาโยนใส่หัวเจ้า”
“หลายอาณาจักรถูกชนต่างเผ่ารุกราน คนตายกันไปมากมาย ซึ่งบางที อาจมีญาติมิตรของพวกเขารวมอยู่ด้วย ตอนนี้มีคนมากมายพากันพูดว่า หายนะที่ชนต่างเผ่าเข้ามารุกรานดินแดนพงฟูาล้วนมีสาเหตุมาจากเผยฉีฉี และจ้าวซานหลิงจากดินแดนของดาวตกของพวกเจ้า พวกเขาหาตัวจ้าว ซานหลิงและเผยฉีฉีไม่เจอ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะลงมือกับเจ้า”
“นอกจากพวกเขาแล้ว คนที่แอบเล่นงานเจ้าก็อาจจะไปพูดชักจูงพวก นักล่าแห่งดวงดาวที่ปูวนเปี้ยนอยู่ระหว่างสองดินแดน”
“การเดินทางครั้งนี้ เกรงว่าคงไม่ราบรื่นนัก”
ต้วนสือหู่และจิ่งโหรวสองพากันพูดวิเคราะห์ ตรงชั้นใต้ดินของเรือรบ ทางช้างเผือก จิ่งเฟยหยางไม่เผยปราณออกมาแม้แต่นิดเดียว
ต่อให้เป็นเนี่ยเทียนเองก็ยังใช้สายเลือดแห่งชีวิต ทำให้ไม่มีปราณเลือด เนื้อแผ่ออกมาจากในร่างของเขาแม้แต่เสี้ยวเดียว
เรือรบทางช้างเผือกที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นทั่วทั้งดินแดนพงฟูา ซึ่งกอง กำลังใหญ่ๆ หลายแห่งต่างก็รู้ดีว่านี่คือเรือของคู่สามีภรรยาต้วนสือหู่ จิ่ง โหรวกำลังบินไปเงียบๆ
มีกองกำลังและผู้ฝึกตนอิสระมากมายที่แอบจับตามองเรือรบทาง ช้างเผือกลำนั้นทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
ตลอดทางที่ผ่านมานับว่าราบรื่นไม่น้อย
เพราะอย่างไรซะเรือรบทางช้างเผือกลำนั้นก็บินออกมาจากดินแดนพง ฟูา มีปูายของสำนักอักขระเทพแขวนเด่นหรา ต่อให้มีคนคิดไม่ซื่อ แต่จะ อย่างไรก็ต้องกริ่งเกรงชื่อเสียงอันน่าเกรงขามตลอดหลายพันปีของสำนัก อักขระเทพ รวมไปถึงตัวตนบุตรแห่งดวงดาวของเนี่ยเทียน จึงไม่กล้าทำตัว เหลวไหล
ระหว่างนั้นเนี่ยเทียนก็แอบซ่อนตัวอยู่ในเรือรบทางช้างเผือก และหยิบ เอาผลึกเพลิงฟูาที่เอามาจากสำนักอักขระเทพมาฝึกเวทลับไฟจาก
วิชาแรกที่ร่างแยกวิญญาณเปลวเพลิงของเขาทำความเข้าใจก็คือเวท ลับไฟจากนี้
เวทลับไฟจากคือการใช้แก่นเพลิงฟูามาผสานรวมเข้ากับโอสถวิญญาณ เปลวเพลิง แล้วชุบหลอมโอสถวิญญาณเปลวเพลิงครั้งแล้วครั้งเล่า
ในผลึกเพลิงฟูามีแก่นเปลวเพลิงอยู่ เขาดูดดึงเอาแก่นเพลิงฟูาออกมา จากในผลึกใสแล้วผสานรวมเข้าไปในโอสถวิญญาณเปลวเพลิง
การฝึกเวทลับไฟจากไม่ได้เจอปัญหาอะไร เมื่อผลึกเพลิงฟูาถูกเผา ผลาญไป โอสถวิญญาณเปลวเพลิงก็รวบรวมแก่นเพลิงฟูาได้มากมายแล้ว
ยามที่เขาตั้งใจฝึกเวทลับไฟจาก ร่างแยกวิญญาณเปลวเพลิงใน มหาสมุทรจิตวิญญาณของเขาก็ได้ทำการวิเคราะห์ความลี้ลับของกระบี่สิบ ดัชนีเพลิงแดงไปด้วย
“กระบี่สิบดัชนีเพลิงแดง!”
กลางห้องหินโดดเดี่ยวที่ถูกแบ่งแยกออกมาในเรือโบราณ จิตวิญญาณ ของเนี่ยเทียนกำลังแปรเปลี่ยน
“อู้!”
ร่างแยกวิญญาณเปลวเพลิงดึงเอาพลังงานออกมา พริบตาเดียวก็ เชื่อมโยงเข้ากับโอสถวิญญาณเปลวเพลิง เปลวเพลิงร้อนแรงถูกดึงออกมา จากในโอสถวิญญาณเปลวเพลิงแล้วไหลไปตามเส้นชีพจรเส้นต่างๆ คล้าย ธารเปลวเพลิงที่กรอกเทไปยังแขนทั้งสองข้างของเนี่ยเทียน
“สวบ!”
ปลายนิ้วทั้งสิบของเนี่ยเทียนพลันมีเปลวเพลิงสีชาดสาดยิงออกมา
ปลายนิ้วทั้งสิบคล้ายมีกระบี่เปลวเพลิงเล็กๆ สิบเล่มโผล่พรวดออกมา พลังงานความร้อนถูกบีบอัดอยู่ด้านในทำให้กระบี่เปลวเพลิงเป็นสีแดงโชติ ช่วง ลักษณะคล้ายผลึกใสของผลึกเพลิงฟูา
กระบี่เปลวเพลิงมีขนาดยาวแค่เท่านิ้ว ไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่นัก
ทว่าพอกระบี่เปลวเพลิงทั้งสิบรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เนี่ยเทียนกลับ สัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่าโอสถวิญญาณเปลวเพลิง ของเขาถูกดึงพลังงาน ความร้อนไปถึงครึ่งหนึ่ง!
จากคำอธิบายที่บอกไว้ในตำรากระบี่สิบดัชนีเพลิงแดง เมื่อฝึกวิชา ระดับดินนี้ไปถึงขอบเขตที่สูงล้ำ ขอแค่มีพลังความร้อนอยู่ในโอสถวิญญาณ เปลวเพลิงมากพอ กระบี่สิบดัชนีเพลิงแดงก็สามารถยาวได้หลายเมตร หลังจากที่พลังความร้อนถูกหล่อหลอมถึงขีดสุดจะสามารถแทงทะลุเลือด
เนื้อของสิ่งมีชีวิตได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังนาบประทับพลังงานร้อนแรงเข้าไป ทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นๆ ถูกเปลวไฟลุกท่วม
“สวบ!”
กระบี่เปลวเพลิงเล็กๆ ของนิ้วชี้ข้างซ้ายสาดยิงออกไปยังผนังที่อยู่ข้าง กายเนี่ยเทียน
ผนังหินนั้นถูกแทงทะลุเป็นรูขนาดเล็ก กลางรูมีสะเก็ดไฟสาดกระจาย
เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่ ก่อนจะหยิบเอากระดูกของสัตว์วิเศษระดับหก ออกมาท่อนหนึ่ง
“สวบ!”
กระบี่เปลวเพลิงอีกเล่มหนึ่งบินออกไปจากนิ้วกลาง สาดแทงลงไปยัง กระดูกของสัตว์วิเศษระดับหกท่อนนั้น
กระดูกของสัตว์วิเศษระดับหกพลันกลายมาเป็นสีดำไหม้เกรียม ทั้งยัง มีเปลวเพลิงลุกไหม้ ด้านในเปลวเพลิงมีแก่นเพลิงฟูาที่ดึงมาจากในผลึก เพลิงฟูาสาดส่องให้เห็นเด่นชัด แก่นเพลิงฟูาเผาไหม้รุนแรงอยู่ด้านใน พลัง เลือดลมที่เหลืออยู่ในกระดูกท่อนนั้นถูกเผาไหม้ไปจนสิ้นในระยะเวลาสั้น แสนสั้น
“ตอนนี้อานุภาพก็ยังนับว่าไม่เลว”
เนี่ยเทียนพึมพำหนึ่งประโยค ก่อนจะสงบจิตใจ แล้วจู่ๆ ก็พลันขมวด คิ้วน้อยๆ
ไม่รู้ว่าทำไม ดูเหมือนเขาจะสัมผัสได้ว่าในทางช้างเผือกด้านนอกมี สายตาของใครบางคนจับจ้องเขาอยู่เงียบๆ
“ฟิ้ว!”
จิ่งเฟยหยางปรากฏตัวออกมาจากห้องลับอีกแห่งหนึ่งอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะมองเขาด้วยสายตาสงสัย “เนี่ยเทียน เจ้ารู้สึกหรือเปล่าว่าถูกอะไร บางอย่างจับจ้อง?”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับเบาๆ “รู้สึกแบบนั้น แต่แค่ ข้านึกว่าข้าคิดไป เอง”
“ไม่ใช่เจ้าคิดไปเอง!” จิ่งเฟยหยางสีหน้าเคร่งเครียด “แปลกจริง วิชาที่ เจ้าฝึกไม่น่าจะพิเศษอะไรขนาดนั้นนี่นา หรือว่าของสิ่งนั้นรู้สึกถึงอะไร แปลกๆ อย่างนั้นหรือ? เป็นไปไม่ได้นี่นา หลายร้อยปีที่ผ่านมานี้ ดู เหมือนว่ามันจะไม่เคยปรากฏตัวมาก่อนเลย”
เนี่ยเทียนตะลึง “ผู้อาวุโสจิ่ง ท่านกำลังพูดถึงอะไรอยู่กันแน่?”
“ตอนนี้พวกเราออกมาจากดินแดนพงฟูาแล้ว กำลังมุ่งหน้าไปยัง ดินแดนหิมะ” จิ่งเฟยหยางขมวดคิ้วเป็นปม “เดิมทีระหว่างดินแดนพงฟูา และดินแดนหิมะยังมีดินแดนอีกหนึ่งแห่งอยู่ตรงกลาง ก่อนหน้านี้ดินแดน แห่งนั้นมีชื่อว่าดินแดนไฟโลกันตร์ ช่วงแรกเริ่มสุด สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็คือผู้ ฝึกลมปราณของดินแดนไฟโลกันตร์!”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ถึงเรียกว่าสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์?”
เนี่ยเทียนไม่เข้าใจ “เพราะเหตุใด”
“เมื่อเจ็ดพันปีก่อน มีดาวตกเปลวเพลิงลูกหนึ่งตกลงมาที่ดินแดนไฟ โลกันตร์! เนื่องจากการมาเยือนของดาวตกเปลวเพลิงลูกนั้น ดินแดนไฟ โลกันตร์ถึงบังเกิดหายนะครั้งใหญ่ ตลอดทั้งดินแดนไฟโลกันตร์กลายมา
เป็นทะเลเพลิงน่ากลัวที่ไม่มีใครสามารถอยู่อาศัยได้ ดินแดนดวงดาวถูกเผา ไหม้จนวอดวาย!” ตอนที่จิ่งเฟยหยางพูดถึงหายนะครั้งนั้น เขาก็มีท่าทาง หวาดกลัวอย่างลึกล้ำเช่นกัน “ผู้ฝึกลมปราณจำนวนมากของดินแดนไฟ โลกันตร์ล้วนถูกไฟเผาตาย ซึ่งรวมถึงแดนเอตทัคคะด้วย!”
“มีผู้ฝึกลมปราณส่วนหนึ่งของดินแดนไฟโลกันตร์โชคดีรอดชีวิตมาได้ จึงมาสร้างสำนักอยู่ที่ดินแดนปราการดวงดาว”
“สำนักนี้จึงตั้งชื่อว่าสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ขื่อไฟศักดิ์สิทธิ์นี้ก็มาจากเปลว เพลิงกลุ่มหนึ่งที่ซ่อนแฝงอยู่ในดาวตกดวงนั้น เพราะเปลวเพลิงกลุ่มนั้นถูก เรียกว่าไฟศักดิ์สิทธิ์ คือวัตถุดิบวิเศษระดับเพาะฟูา”
“หลายพันปีต่อมา ดาวตกเปลวเพลิงดวงนั้นปรากฏตัวอยู่ทั่วทุกแห่ง ของดินแดนไฟโลกันตร์ที่ถูกทำลาย ผู้ฝึกลมปราณที่เดินทางผ่านที่แห่งนั้น มีบางคนที่ฝึกวิชาเปลวเพลิง หรือไม่ก็มีหินวิเศษเปลวเพลิงเหลืออยู่ในร่าง ซึ่งพวกเขามักจะถูกดาวตกเปลวเพลิงดวงนั้นลอบโจมตี ร่างของพวกเขา ถูกเผาไหม้จนแม้แต่ซากกระดูกก็ไม่มีเหลือ”
——