ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 930 พรรคยอดโลหิต
“คนของป๋ายเฉียงเวย” (ป๋ายเฉียงเวยแปลว่าดอกกุหลาบขาว)
ในห้องเรือ จิ่งเฟยหยางที่เห็นว่าเนี่ยเทียนกลับมาแล้วจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ
อักขระเทพที่เขาปลดปล่อยออกไปมีเวทลับอำพรางตัวอยู่จึงติดตามผู้ เฒ่าประหลาดเงาดำไปเห็นภาพที่ผู้เฒ่าประหลาดเงาดำพูดคุยกับคนชุด ขาวกลุ่มนั้น
“ป๋ายเฉียงเวย!” จิ่งโหรวตะลึง “ป๋ายเฉียงเวยก็เป็นแดนเอตทัคคะช่วง ต้นเหมือนกันนะ!”
จิ่งเฟยหยางพยักหน้ารับ “ยุ่งยากไม่น้อย นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าแม้แต่ป๋าย เฉียงเวยก็ยังถูกคนชักจูงได้ด้วย”
“ป๋ายเฉียงเวยมีที่มาอย่างไร?” เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ
“ป๋ายเฉียงเวยคือชื่อของผู้ฝึกลมปราณหญิงคนหนึ่ง นางเองก็มาจาก สำนักน้ำแข็งฟูาของดินแดนหิมะเช่นกัน มีความสัมพันธ์เป็นศิษย์พี่ศิษย์ น้องกับบรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงด้วย” จิ่งเฟยหยางบอกเล่าความเป็นมา “เดิม ทีป๋ายเฉียงเวยคือเจ้าสำนักน้ำแข็งฟูา ทว่าขณะที่มีการต่อสู้กันภายในของ สำนัก เหมือนนางจะถูกบรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงใส่ร้ายจึงถูกขับออกจากสำนัก น้ำแข็งฟูา”
“นับแต่นั้นมาป๋ายเฉียงเวยและคนกลุ่มหนึ่งที่ติดตามนางก็กลายมา เป็นหนึ่งในนักล่าแห่งดวงดาวที่มีชื่อเสียงที่สุดในบริเวณดินแดนใกล้เคียง”
“วิธีการของป๋ายเฉียงเวยและลูกน้องของนางถือว่าอ่อนโยนไม่น้อย โดยทั่วไปแล้ว ขอแค่เรือรบทางช้างเผือกที่ถูกพวกนางหมายหัวยอมมอบ วัตถุดิบวิเศษในการฝึกตนให้กับพวกนางแต่โดยดี ก็จะถูกปล่อยตัวไป ไม่ ถึงขั้นต้องเอาชีวิตกัน”
“พวกลูกน้องของป๋ายเฉียงเวยก็มีผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าอยู่ เหมือนกัน นางไม่ได้ให้คนของตัวเองลงมือ แต่กลับตามตัวผู้เฒ่าประหลาด เงาดำมา เกรงว่าก็คงกริ่งเกรงพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่อยู่เบื้องหลัง เจ้าเช่นกัน”
เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “แดนเอตทัคคะช่วงต้น ขอบเขตที่แข็งแกร่งขนาดนี้ กลับยอมมาเป็นนักล่าแห่งดวงดาว”
“นางเองก็จำใจเหมือนกัน” จิ่งเฟยหยางอธิบาย “ตอนที่นางกลายมา เป็นนักล่าแห่งดวงดาว ขอบเขตยังไม่ถึงแดนเอตทัคคะ เป็นแค่แดนว่าง เปล่าช่วงกลางเท่านั้น ตอนนั้นดินแดนดวงดาวใหญ่ๆ อย่างดินแดนหิมะ ดินแดนพงฟูา ดินแดนจุลอันธการ ดินแดนปราการดวงดาวล้วนมีสำนักที่ แข็งแกร่งนั่งบัญชาการณ์ และเพราะนางแตกหักกับบรรพบุรุษเซวี่ยเฟิง จึง ไม่มีดินแดนไหนยอมรับนาง”
“ศักยภาพของนางในตอนนั้นก็ไม่มากพอจะช่วงชิงดินแดนใดๆ มาได้”
“รอจนนางกลายมาเป็นนักล่าแห่งดวงดาวและอาศัยการปล้นชิง ทรัพยากร จนได้เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ มีศักยภาพมากพอที่จะสร้างสำนัก ขึ้นมาในดินแดนปราการดวงดาว แต่กลับกลายเป็นว่าล่วงเกินคนไว้ มากมายเกินไป”
“ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เมื่อนางไปสร้างสำนักอยู่ในดินแดนปราการ ดวงดาวที่อ่อนแอที่สุดจึงกลับกลายมาเป็นเปูาที่ชัดเจน ง่ายที่ศัตรูจะมา เล่นงาน”
“นางจึงได้แต่กลายมาเป็นนักล่าแห่งดวงดาว เร่ร่อนอยู่ตามรอยแยก ของแต่ละดินแดน บางครั้งก็ลงมือปล้นทรัพยากรเพื่อดำรงชีวิตอยู่ต่อไป”
เมื่อพูดถึงป๋ายเฉียงเวย จิ่งเฟยหยางก็มีท่าทางเสียดาย คล้ายเห็นใจที่ หญิงสาวผู้นี้ต้องประสบพบเจอเรื่องราวเช่นนั้น
“ยังดีที่เป็นป๋ายเฉียงเวย ไม่ใช่พรรคยอดโลหิต” สีหน้าของต้วนสือหู่ ถือว่าผ่อนคลายไม่น้อย “ข้าเองก็เคยเป็นนักล่าแห่งดวงดาวมาช่วง ระยะเวลาหนึ่ง เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้ข้าแค่เคลื่อนไหวอยู่ในดินแดนพงฟูา ไม่กล้าข้ามดินแดนไป ชื่อเสียงของป๋ายเฉียงเวยในหมู่นักล่าแห่งดวงดาว ด้วยกันนับว่าดีไม่น้อย ปีนั้นตอนที่ข้าถูกสำนักอักขระเทพไล่ล่าก็เคยคิดจะ เข้าร่วมกับป๋ายเฉียงเวยเหมือนกัน”
“แต่ถ้าเป็นพรรคยอดโลหิตจะค่อนข้างน่ารังเกียจ”
เนี่ยเทียนรับฟังเรื่องราวที่คนทั้งสามอธิบายเกี่ยวกับนักล่าแห่งดวงดาว จึงได้รู้ว่านักล่าแห่งดวงดาวที่เก่งกาจที่สุดซึ่งเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ดินแดน ดวงดาวใหญ่ๆ มีอยู่สองกลุ่ม นั่นก็คือป๋ายเฉียงเวยกับพรรคยอดโลหิต
วิธีการของป๋ายเฉียงเวยนับว่าค่อนข้างจะมีคุณธรรม แค่แย่งทรัพยากร โดยทั่วไปแล้วจะไม่เปิดฉากสังหาร
ทว่าพรรคยอดโลหิตนั้นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่ปล้นสะดม ทรัพยากรทั้งหมด พวกเขายังสังหารทุกสิ่งมีชีวิตจนสิ้นซาก
พรรคยอดโลหิตต่างหากถึงจะเรียกว่าหมาปุากระหายเลือดอย่าง แท้จริง พวกเขาไม่มีคุณธรรมแม้แต่น้อย ว่ากันว่าพวกเขาก็ไปมาหาสู่กับ ชนต่างเผ่าด้วย อีกทั้งยังส่งเผ่ามนุษย์ไปขายให้กับชนต่างเผ่าอย่างเผ่าโครง กระดูก เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบวิเศษของเผ่าโครงกระดูก
ดินแดนดวงดาวในบริเวณใกล้เคียงจึงค่อนข้างจะยอมรับในตัวป๋าย เฉียงเวยได้ ทว่ากลับรังเกียจพรรคยอดโลหิตอย่างถึงที่สุด
สามสำนักใหญ่ของดินแดนพงฟูาก็เคยเข้าร่วมการล้อมสังหารพรรค ยอดโลหิตกับดินแดนดวงดาวในบริเวณใกล้เคียงเช่นกัน
ทว่าพรรคยอดโลหิตกลับหนีไปได้สำเร็จหลายต่อหลายครั้ง หลังจาก นั้นก็ทำตัวร้ายกาจ กระหายเลือดมากกว่าเดิม
ในบรรดากลุ่มนักล่าแห่งดวงดาวด้วยกัน พรรคยอดโลหิตมีชื่อเสียงฉาว โฉ่มากที่สุด ใครเห็นใครก็ร้องฆ่า
เรือรบทางช้างเผือกที่เนี่ยเทียนโดยสารมายังคงลอดทะลวงดินแดนที่ เคยถูกไฟศักดิ์สิทธิ์ทำลาย มุ่งหน้าไปยังดินแดนหิมะ
เวลาผ่านไปอีกหลายวัน
จิ่งเฟยหยางที่นั่งคิดอยู่เงียบๆ พลันลืมตาโพลง
ความคิดของเขาพลันส่งผ่านไปยังห้องหินที่พวกเนี่ยเทียนอยู่ ก่อนที่คน ทั้งกลุ่มจะมารวมตัวกันอยู่ตรงกลางของเรืออย่างรวดเร็ว
“แย่แล้ว” จิ่งเฟยหยางสีหน้าเคร่งเครียด “คนของพรรคยอดโลหิตก็ ปรากฏตัวแล้ว!”
จิ่งโหรวหยิบเอากระจกปริซึมออกมา
กระจกนั้นสะท้อนตำแหน่งที่อยู่เบื้องหน้าเรือรบทางช้างเผือก ซึ่ง ตอนนี้มีเรือรบทางช้างเผือกขนาดไม่เล็กสามลำจอดนิ่งอยู่
บนเรือรบทางช้างเผือกทั้งสามลำมีธงสีแดงฉานดั่งเลือดแขวนไว้สูง
สองฝั่งของลำเรือมีเชือกปุานรัดพันหัวกะโหลกเอาไว้มากมาย หัว กะโหลกพวกนั้นมีทั้งที่เป็นของเผ่ามนุษย์และมีจำนวนหนึ่งที่เป็นของชน ต่างเผ่าและเผ่าสัตว์โบราณ หัวกะโหลกจำนวนมากยังมีเส้นเอ็นเยื่อบุและ เลือดเนื้อติดกรัง มองแล้วน่าสยดสยองอย่างยิ่ง
ปราณแห่งความกระหายเลือดดุร้ายถูกปลดปล่อยออกมาจากเรือรบ ทางช้างเผือกทั้งสามลำ ทำให้พวกมันเหมือนกลายมาเป็นสัตว์ยักษ์ที่ไล่จับ เหยื่อไปทั่วจุดลึกของทางช้างเผือก
เงาร่างมากมายพุ่งวูบวาบอยู่บนเรือรบทางช้างเผือกทั้งสามลำ
บางคนนั่งอยู่บนอาวุธวิเศษประเภทบินขนาดเล็ก แสยะยิ้มชั่วร้าย คล้ายฝูงปลากินคนที่บินเข้ามาหาเรือรบทางช้างเผือกของพวกเนี่ยเทียน
“พรรคยอดโลหิตจริงๆ ด้วย! ” ต้วนสือหู่มีสีหน้าดุร้ายขึ้นมาทันควัน “ในเมื่อเป็นพรรคยอดโลหิตก็ไม่มีทางที่จะประนีประนอมได้ หากพวกเขา ไม่ตายก็เป็นพวกเราที่สิ้น!”
เขาเองก็เคยเป็นนักล่าแห่งดวงดาวมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงรู้จัก วิธีการของพรรคยอดโลหิตเป็นอย่างดี
เมื่อคนของพรรคยอดโลหิตปรากฏตัว เขาก็เข้าใจแล้วว่าครั้งนี้แตกต่าง ไปจากคราวก่อนที่พบเจอกับคนของป๋ายฉางเวย พบเจอกับผู้เฒ่า ประหลาดเงาดำอย่างสิ้นเชิง
“ท่านพ่อ!” จิ่งโหรวอุทานเบาๆ
“หัวหน้าพรรคยอดโลหิตอยู่เรือรบทางช้างเผือกลำกลาง เขาไม่น่าจะรู้ ว่าข้ามาด้วย” จิ่งเฟยหยางหรี่ตา หันไปสั่งความจิ่งโหรว “เพิ่มความเร็ว! ใช้ความเร็วที่มากที่สุดพุ่งตัวออกไป!”
จิ่งโหรวไม่พูดอะไรอีก หินวิเศษมากมายบินออกมาจากกลางฝุามือของ นาง แล้วปูเต็มพื้นที่พลังงานที่อยู่ในเรือ
อักขระห้าแสงหกสีสิบกว่าตัวซึ่งนาบค่ายกลที่ช่วยให้เรือรบทาง ช้างเผือกพุ่งทะยานไปเร็วกว่าเดิมพลันนาบประทับลงบนตัวเรือ
เรือรบทางช้างเผือกที่พวกเขาโดยสารมาพลันมีเสียงกัมปนาทสะเทือน แก้วหูดังลั่น ก่อนที่ม่านแสงพลังวิญญาณเจิดจ้าจะสาดยิงออกมาจากในลำ เรือ
“ตูม!”
ลำแสงพลังวิญญาณยาวสามร้อยเมตรเส้นหนึ่งพุ่งยิงออกไปจากเรือ ใน ลำแสงพลังวิญญาณนั้นมีอักขระเทพเปล่งประกายระยิบระยับคล้าย ดวงดาวคล้ายกองไฟ ทำให้ลำแพงนั้นยิ่งมีอานุเพิ่มขึ้นจากเดิม
“หึหึ สำนักอักขระเทพก็มีวันนี้เหมือนกันหรือ?”
เสียงดังกังวานเสียงหนึ่งข้ามผ่านห้วงมิติมาเขย่าคลอนความว่างเปล่า
“ปีนั้นสำนักอักขระเทพของพวกเจ้าก็เคยเข้าร่วมการกวาดล้างพรรค ยอดโลหิตของพวกข้า ลูกหลานจำนวนไม่น้อยของข้าตายไปเพราะถูก สำนักอักขระเทพของพวกเจ้าไล่ฆ่า”
“วันนี้เมล็ดพันธ์สองคนผู้เป็นความหวังของสำนักอักขระเทพจะต้อง ตายด้วยน้ำมือข้า!”
เสียงสั่นสะเทือนนั้นปกคลุมไปทั่วฟูาดิน เรือรบทางช้างเผือกสามลำที่ จอดนิ่งอยู่นานพลันแยกตัวออกจากกัน
หัวกะโหลกจากชนเผ่าต่างๆ หลายพันหัวที่แขวนอยู่บนเรือเหมือนลูก กระสุนที่บินออกมาในเวลาเดียวกัน กลายมาเป็นทะเลหัวกะโหลกผืนหนึ่ง ที่กระแทกลงบนเรือรบทางช้างเผือกที่พวกเนี่ยเทียนโดยสารมาราวกับห่า ฝน
“ปังๆๆๆ!”
เรือรบทางช้างเผือกที่ทำมาจากทองแท้พลันส่ายไหวเพราะการโจมตี ของหัวกะโหลกเหล่านั้น
ม่านแสงพลังวิญญาณที่ปกคลุมเรือเอาไว้พลันแตกทลาย อักขระหลาย ตัวถูกเปลวไฟเผาไหม้แล้วร่วงดิ่งลงไปยังจุดลึกของทางช้างเผือก
สมาชิกของพรรคยอดโลหิตที่โดยสารอาวุธวิเศษประเภทบินพุ่งมาก่อน พากันหัวเราะอย่างบ้าคลั่งแล้วฉวยโอกาสกรูกันขึ้นมาบนเรือ
คนเหล่านั้นถือวัตถุที่อาบเลือดเฮโลมายังทางเข้า และเข้ามายังใต้ท้อง เรือ
“ไอ้พวกรนหาที่ตาย”
จิ่งเฟยหยางแค่นเสียงในลำคอ ตรงกลางเรือมีอักขระเทพแน่นขนัด ทะยานออกมา
สมาชิกของพรรคยอดโลหิตจำนวนมากถูกอักขระเทพโจมตี เรือนกาย ของคนมากมายเหมือนแตงโมที่ตกกระทบพื้นจึงพลันแตกโพล๊ะออกเป็น เสี่ยงๆ เศษเลือดเศษเนื้อกระจายว่อนไปทั่วฟูา
“จิ่งเฟยหยาง!”
เสียงสะเทือนท้องฟูาดังขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่คนผู้หนึ่งซึ่งมีท่าทางเกรี้ยว กราดจะปรากฏตัวด้านในของเรือรบทางช้างเผือก
ทั่วร่างของคนถูกผู้นั้นมีแสงสีเลือดล้อมวน ทั้งยังมีคลื่นเลือดลมที่พลุ่ง พล่านอย่างถึงที่สุดกระเพื่อมออกมา เพียงแต่ว่าเลือดลมของเขาปะปนกัน ไม่บริสุทธิ์ ราวกับว่าไม่สามารถถูกชำระล้างให้บริสุทธิ์ไปได้ตลอดกาล
นอกจากกลิ่นคาวเลือดที่โชยมาปะทะจมูกแล้ว พลังวิญญาณที่แผ่ ออกมาจากในร่างของเขาซึ่งผสานรวมกับกระแสจิตวิญญาณก็ได้ก่อตัวกัน ขึ้นมาเป็นดินแดนประหลาดแห่งคาวเลือดที่ขมุกขมัวด้วย
ในดินแดนของเขามีภาพเหตุการณ์นองเลือดเปล่งวูบวาบตัดสลับกัน เหมือนเครื่องบดเนื้อแห่งความตายที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความบ้า คลั่งและกระหายเลือด
“พรรคยอดโลหิต!”
ห่างออกไปหนึ่งหมื่นเมตร ผู้ฝึกลมปราณอีกกลุ่มหนึ่งที่สวมชุดสีขาว และผู้เฒ่าประหลาดเงาดำต่างก็หน้าเปลี่ยนสีด้วยความตะลึงพึงเพริด
พวกเขาก็คือคนของป๋ายเฉียงเวยที่ได้รับคำสั่งให้จับตัวเนี่ยเทียนเป็นๆ
——