ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 931 การปะทะกันของดินแดน!
ตรงจุดลึกของทางช้างเผือกที่มืดดำ คนของกุหลาบขาวและผู้เฒ่า ประหลาดเงาดำยืนอยู่บนหินอุกกาบาตสีเทาอ่อน
หินอุกกาบาตนั่นเป็นเพียงแค่การอำพรางตัวเท่านั้น แท้จริงแล้วด้านใน คือเรือรบทางช้างเผือกลำหนึ่ง
“พรรคยอดโลหิต!”
ผู้เฒ่าประหลาดเงาดำมีสีหน้าไม่น่ามอง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเป็น ปม พลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้อตกลงระหว่างข้าและกุหลาบขาว (กุหลาบขาวก็คือป๋ายเฉียงเวย ในที่นี้จะใช้ป๋ายเฉียงเวยแทนชื่อของหัวหน้า กลุ่ม ใช้ชื่อกุหลาบขาวแทนชื่อกลุ่ม) ของพวกเจ้า ยกเลิกกันเพียงเท่านี้! พวกเจ้าไม่ได้บอกกับข้าสักหน่อยว่าพรรคยอดโลหิตก็เข้าร่วมด้วย!”
นาทีถัดมา ผู้เฒ่าประหลาดเงาดำก็พลันตัวสั่นเยือก นัยน์ตาบังเกิด ความหวาดกลัวอย่างเข้มข้น “ไม่นึกเลยว่าจิ่งเฟยหยางเจ้าสำนักอักขระ เทพ และเซวี่ยเจวี๋ยจื่อหัวหน้าพรรคของพรรคยอดโลหิตจะมาเยือนด้วย ตัวเองอย่างนี้!”
ตอนนี้เขาเพิ่งจะสัมผัสได้ว่ามีผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะปรากฏตัว พร้อมกันถึงสองคน
เขาเป็นแค่แดนว่างเปล่าช่วงต้น แม้ว่าจะเป็นนักล่าแห่งดวงดาว เหมือนกัน แต่ก็มักจะอยู่เพียงลำพัง ไม่ได้เข้าร่วมกับฝ่ายไหน เบื้องหลังก็ ไม่มีใครหนุนหลัง
ไม่ว่าจะเป็นกุหลาบขาวหรือพรรคยอดโลหิตก็ล้วนเป็นเพื่อนร่วมอาชีพ ที่เขามิอาจไม่ไปมีเรื่องด้วยได้
แต่หากต้องเลือกที่จะมีเรื่องกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจริงๆ เขาก็ยินดีแตกหัก กับกุหลาบขาว ไม่ใช่พรรคยอดโลหิต!
วิธีการของเซวี่ยเจวี๋ยจื่อแห่งพรรคยอดโลหิตเป็นเช่นไร เขารู้ดีอยู่แก่ใจ
“จิ่งเฟยหยาง! เซวี่ยเจวี๋ยจื่อ!”
คนผู้หนึ่งของกุหลาบขาวก็พลันหน้าเปลี่ยนสี รีบเข้าไปในเรือรบทาง ช้างเผือกที่มีหินอุกกาบาตเป็นตัวอำพรางทันที
ผ่านไปพักใหญ่ หัวหน้าของกุหลาบขาวก็เดินออกมาจากค่ายกลนำส่ง ของในเรือ มาถึงที่นี่
ไม่เหมือนกับสำนักอักขระเทพ ป๋ายเฉียงเวยใช้ชีวิตอยู่ตามร่องหลืบ ของดินแดนดวงดาวมาโดยตลอด ตัวนางอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก อาศัย ค่ายกลนำส่งแห่งมิติจึงมาถึงที่นี่ในชั่วพริบตา
ทว่าเรือรบทางช้างเผือกที่พวกเนี่ยเทียนโดยสารมาออกห่างจาก ดินแดนพงฟ้ามานานแล้ว ด้วยศักยภาพของสำนักอักขระเทพ พวกเขาไม่มี ความสามารถในการสร้างค่ายกลนำส่งแห่งมิติข้ามดินแดน ดังนั้นจิ่งเฟย หยางจึงไม่มีทางเรียกรวมลูกน้องและภรรยาจากสำนักอักขระเทพใน ดินแดนพงฟ้าให้มาช่วยได้
“ท่านผู้นำ!”
หลังจากที่ป๋ายเฉียงเวยปรากฏตัว พวกลูกน้องของนางรวมไปถึงผู้เฒ่า ประหลาดเงาดำต่างก็พากันคารวะ
ป๋ายเฉียงเวยที่สวมอาภรณ์ยาวสีขาวราวหิมะ บนตัวอาภรณ์ปักรูปดอก กุหลาบเอาไว้มีท่วงท่าสุภาพเยือกเย็น สง่างามและลึกลับ คือหญิงสาวคน หนึ่งที่งดงามอย่างยิ่ง
“ไม่นึกว่าเซวี่ยเจวี๋ยจื่อจะมาเยือนด้วยตัวเอง” ป๋ายเฉียงเวยเพ่งสมาธิ มองไปยังทิศไกล หัวคิ้วของนางขมวดเข้าหากันน้อยๆ “หรือว่าคนผู้นั้นยัง ไปเชิญพรรคยอดโลหิตด้วย? ไม่น่าใช่นี่นา เขาสั่งว่าให้จับตัวเนี่ยเทียนบุตร แห่งดวงดาวมาตัวเป็นๆ อีกทั้งยังย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามเอาชีวิตของเนี่ย เทียน เขาเลือกข้าก็ย่อมเป็นเพราะเข้าใจว่าวิธีการที่พวกเราใช้นั้นอ่อนโยน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดยังต้องไปตามหาพรรคยอดโลหิตมาอีก?”
“ท่านผู้นำ!” ดวงตาลูกน้องคนหนึ่งของนางพลันฉายความร้อนแรง ตะคอกขึ้นว่า “หลายปีมานี้พรรคยอดโลหิตลงมือกับพวกเราหลายต่อ หลายครั้ง แถมเซวี่ยเจวี๋ยจื่อผู้นำของพรรคยอดโลหิตยังคิดมิดีมิร้ายกับ ท่าน น่าเสียดายที่เซวี่ยเจวี๋ยจื่อแข็งแกร่งเกินไป ท่านผู้นำเองก็ทำอะไรเขา ไม่ได้ ลูกน้องของเขามีจำนวนมากกว่าเรา แล้วก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกเรา มาก”
“พวกเราไม่เคยทำอะไรพรรคยอดโลหิตได้เลย ตอนนี้จิ่งเฟยหยางเจ้า สำนักอักขระเทพถึงกับปรากฏตัวด้วยตัวเอง นี่คือโอกาสดีที่จะโจมตีพรรค ยอดโลหิตซึ่งพันปีจะพานพบสักครั้ง!”
ดวงตาของป๋ายเฉียงเวยเป็นประกายน้อยๆ นิ่งคิดไปนาน นางก็พยัก หน้ารับเบาๆ “พวกเราคอยดูสถานการณ์กันไปก่อน ได้โอกาสแล้วลงมือ”
“ตกลง!”
พวกลูกน้องของนางต่างพากันฮึกเหิม
……
“อู้!”
อักขระเทพที่จิ่งเฟยหยางปลดปล่อยออกมาใช้ท่วงท่าของการบดขยี้ สังหารสมาชิกของพรรคยอดโลหิตที่หาญกล้าขึ้นมาบนเรือรบทางช้างเผือก ไปทีละคน จากนั้นเขาก็พลันบินออกไปจากเรือ
อักขระเทพหลากสีบินล้อมวนอยู่ทั่วร่างจิ่งเฟยหยาง นั่นคือดินแดน ของเขาที่เต็มไปด้วยความพิเศษมีเอกลักษณ์
อักขระเทพมากมายบินทะยานอยู่กลางอากาศตามวงโคจรที่กำหนดไว้ เป็นพิเศษ เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ของฟ้าดิน
เนี่ยเทียนสัมผัสได้ว่าดินแดนที่พิเศษของจิ่งเฟยหยางเกิดจากการ รวมตัวกันของอักขระเทพจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งก่อตัวกลายมาเป็นอักขระ เทพหนึ่งตัวที่ลึกลับและอัศจรรย์ยิ่งกว่า
แตกต่างไปจากดินแดนของเขา ดินแดนของเซวี่ยเจวี๋ยจื่อหัวหน้าพรรค ยอดโลหิตเต็มไปด้วยเลือดสดเหนียวหนืดของสิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วน เลือดสดเหล่านั้นส่วนใหญ่มาจากชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณ
เผ่ามนุษย์มีเพียงแค่ส่วนน้อยนิดเท่านั้น
เวทลับที่เซวี่ยเจวี๋ยจื่อใช้ฝึกตนมีความคล้ายคลึงกับสำนักโลหิตที่เนี่ย เทียนรู้จักไม่น้อย
เพียงแต่ว่าเลือดสดของสิ่งมีชีวิตมากมายที่ผสานรวมกันของพรรคยอด โลหิตไม่ได้กลมกลืนกันนัก มันแยกตัวกันเป็นผืนๆ มีหลากสีกระดำกระด่าง แต่ทั้งหมดล้วนอยู่ในการควบคุมของเขา
ดินแดนของเซวี่ยเจวี๋ยจื่อเคลื่อนตัวเข้ามาก็คล้ายวัสดุย้อมสี หลากหลายที่อาบย้อมให้ท้องฟ้าเป็นสีเจิดจ้า
“ตูมๆๆ!”
ดินแดนอักขระของจิ่งเฟยหยางและดินแดนเลือดหลากสีของเซวี่ยเจวี๋ ยจื่อเหมือนวงแสงขนาดใหญ่สองวงที่กดทับบดขยี้กันและกัน
ลำแสงนับพันนับหมื่นที่สอดแทรกไว้ด้วยแสงสีเลือดราวกับพลุไฟสาด กระเซ็นที่ส่องแสงเจิดจ้าที่สุด
ในลำแสงที่บินออกมามีอานุภาพร้ายแรงอันน่ากลัวที่มากพอจะดับ ทำลายดินแดนหนึ่งได้ ราวกับว่าต่อให้เป็นเขตวิญญาณเอง หากสัมผัสโดน มันแค่นิดเดียว ร่างก็แหลกลาญเป็นผุยผงได้ทันที
เนี่ยเทียนหวาดผวา เขาถึงขั้นรู้สึกว่าหากสองคนนี้ไปเข่นฆ่ากันอยู่ใน อาณาจักรหลีเทียนหรืออาณาจักรเลี่ยคง คงทำให้อาณาจักรนั่นพังเละไม่ เหลือชิ้นดีแน่นอน
“นี่ต่างหากถึงจะเป็นศักยภาพที่แดนเอตทัคคะควรจะมี!”
เนี่ยเทียนผู้มีใจแสวงหาการพัฒนาพลันบังเกิดความฮึกเหิมต่อพลังการ ทำลายล้างที่น่ากลัวของแดนเอตทัคคะ
“ฟิ้วๆๆ!”
ขณะที่จิ่งเฟยหยางและเซวี่ยเจวี๋ยจื่อประมือกัน เรือรบทางช้างเผือก สามลำที่เป็นของพรรคยอดโลหิตก็ได้แยกตัวกันออกมา หลบเลี่ยงพื้นที่ การต่อสู้แล้วพุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างเต็มกำลัง
เบื้องหน้าของพวกเขาก็คือพื้นที่การต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างจิ่งเฟย หยางและเซวี่ยเจวี๋ยจื่อ เรือรบทางช้างเผือกที่พวกเขาโดยสารมาถูก ขัดขวางเอาไว้ หากดึงดันจะทะยานต่อไปข้างหน้า เกรงว่าเรือรบทาง ช้างเผือกลำนี้คงระเบิดกระจัดกระจายแน่นอน
ฝั่งซ้ายขวาและด้านบนล้วนมีเรือรบของพรรคยอดโลหิตทะยานเข้ามา นี่ทำให้ต้วนสือหู่และจิ่งโหรวปวดหัวขึ้นมาครามครัน
“ข้ารับมือกับเจ้าสำนักอักขระเทพเอง พวกเจ้าจงไปจัดการกับเด็กรุ่น เล็กสองคนของสำนักอักขระเทพ และบุตรแห่งดวงดาวของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวนั่นด้วย จงสังหารพวกเขาทิ้งซะ!”
เสียงคำรามอย่างเผด็จการของเซวี่ยเจวี๋ยจื่อดังออกมาจากดินแดนที่ อาบย้อมไปด้วยเลือดสด และตามหลังมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“เซวี่ยเจวี๋ยจื่อ! เจ้าเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วงั้นหรือ? ขนาดบุตรแห่ง ดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เจ้าก็กล้าลงมืองั้นรึ?” จิ่งเฟย หยางคำรามเดือดดาล
“เป็นบุตรแห่งดวงดาวแล้วอย่างไร? เจ้านึกว่าข้ากลัวหรือไง? ข้าเร่ร่อน อยู่ระหว่างดินแดนดวงดาว มีวิชาอำพรางตน ทั้งยังมีทรัพยากรของชนต่าง เผ่าให้ใช้ อย่างมากข้าก็แค่ไปซ่อนตัวอยู่ในดินแดนของชนต่างเผ่า พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวยังจะกล้าไล่ตามไปสังหารข้าอย่างนั้นรึ? ข้า
บอกเจ้าตามตรงเลยก็ได้ว่าการสังหารบุตรแห่งดวงดาวผู้นี้ก็คือการ แลกเปลี่ยนครั้งหนึ่งระหว่างข้ากับชนต่างเผ่า!”
“พรรคยอดโลหิตของพวกเจ้ามันสมควรตายจริงๆ!”
ตอนที่จิ่งเฟยหยางต่อสู้อยู่กับเซวี่ยเจวี๋ยจื่อก็ยังคงมีเสียงระเบิดดัง ออกมาจากสมรภูมิรบอย่างต่อเนื่อง
“ชนต่างเผ่า?”
เนี่ยเทียนสีหน้าเย็นเยียบ
แม้แต่ตระกูลสิ่งของสำนักภูเขาพันกระบี่ยังได้แต่แอบติดต่อกับชนต่าง เผ่าอย่างลับๆ ไม่กล้าเปิดเผยให้คนนอกรับรู้
ทว่าพรรคยอดโลหิตกลับกล้าหาญพูดออกมาว่าพวกเขามีข้อตกลง ร่วมกับชนต่างเผ่าถึงได้ตั้งใจมาที่นี่เพื่อหมายปลิดชีพบุตรแห่งดวงดาวคนที่ เจ็ดที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเพิ่งยอมรับอย่างเขา
บุตรแห่งดวงดาวคือที่พึ่งอันแข็งแกร่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ในอนาคต หากไม่ได้กลายเป็นนายแห่งดวงดาวก็ยังเป็นบุคคลชั้นสูงของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
นี่คือเสาหลักของเผ่ามนุษย์ในวันข้างหน้า แล้วก็เป็นทรัพยากรที่จะใช้ ต้านทานชนต่างเผ่าของเผ่ามนุษย์ เป็นเผ่ามนุษย์เหมือนกัน แต่อีกฝ่าย กลับช่วยชนต่างเผ่ารับมือกับคนเผ่าเดียวกัน เซวี่ยเจวี๋ยจื่อช่างเป็นคนที่ไร้ บรรทัดฐานจริงๆ
“ดินแดนของเซวี่ยเจวี๋ยจื่อปะปนไปด้วยเลือดสดของเผ่าต่างๆ การ ปะปนของเลือดสดพวกนี้ ขนาดตัวเขาเองก็ยังชุบหลอมไม่ได้อย่างเต็มที่ …”
ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองของเนี่ยเทียนไปอย่างรวดเร็ว
แล้วจู่ๆ เขาก็พุ่งพรวดออกไปจากเรือ!
“เนี่ยเทียน!”
ต้วนสือหู่และจิ่งโหรวร้องอุทานพร้อมกัน หมายจะห้ามปรามไม่ให้เขา ทำตัวเหลวไหล
ก่อนที่จิ่งเฟยหยางจะจากไปได้กำชับกับพวกเขาแล้วว่าห้ามออกไป จากเรือเป็นอันขาด
เพราะด้านในเรือลำนี้มีวิธีการรับมือที่เขาทิ้งเอาไว้ มีค่ายกลมหัศจรรย์ ของอักขระเทพ สามารถช่วยคนทั้งสามต้านทานการโจมตีของพรรคยอด โลหิตได้ระยะหนึ่ง
ขอแค่จิ่งเฟยหยางบีบให้เซวี่ยเจวี๋ยจื่อถอยกลับไปได้ พวกเขาก็สามารถ หลบพ้นเคราะห์ครั้งนี้และเดินทางต่อไปยังดินแดนหิมะได้อย่างปลอดภัย
แต่หากเนี่ยเทียนออกไปจากเรือ ไปเผยกายอยู่กลางท้องฟ้ามากหมู่ ดาว พวกคนดุร้ายของพรรคยอดโลหิตก็จะสามารถหลบเลี่ยงวิธีการที่เขา ทิ้งไว้แล้วสังหารเนี่ยเทียนได้โดยตรง
วิธีการของเนี่ยเทียนนับว่ามุทะลุอย่างถึงที่สุด ทั้งยังเป็นการตัดสินใจที่ ไม่ฉลาดเอาเสียเลย
“ผู้อาวุโสจิ่ง ช่วยปกป้องข้าหน่อย ช่วยให้ข้าเข้าไปในดินแดนเลือด หลากสีนั่นที!”
เนี่ยเทียนเรียกโครงกระดูกปีศาจเลือดออกมาแล้วผสานรวมกับหน้าอก ของมันอีกครั้ง อาศัยพละกำลังของโครงกระดูกปีศาจเลือดมาต้านทานการ รุกรานของพลังงานในทางช้างเผือก แล้วบินเข้าไปหาจิ่งเฟยหยาง
จิ่งเฟยหยางที่อยู่ในดินแดนอักขระพลันหน้าเปลี่ยนสี ไม่เข้าใจการ กระทำของเขา
แต่เขาก็ยังแบ่งอักขระเทพส่วนหนึ่งออกมา อักขระเทพพวกนั้นล้อมวน อยู่รอบโครงกระดูกปีศาจเลือดคล้ายกลายมาเป็นปีกของมัน ช่วยให้โครง กระดูกปีศาจเลือดต้านทานอานุภาพที่ปลดปล่อยออกมาจากดินแดนเลือด และดินแดนอักขระเทพ ทำให้เนี่ยเทียนขยับเข้าไปใกล้เขาได้
“อู้!”
สิบกว่าวินาทีต่อมา ภายใต้ความช่วยเหลือจากโครงกระดูกปีศาจเลือด เนี่ยเทียนจึงขยับเข้าไปในดินแดนทั้งสองได้อย่างราบรื่น
เลือดสดหลายกลุ่มและอักขระที่คล้ายผีเสื้อหลากสีปะทะกันเอง ก่อให้เกิดเป็นอานุภาพอันเกรียงไกรที่แผ่ลามออกไปนอกรัศมีหลายหมื่น เมตร
พอเนี่ยเทียนเข้ามาด้านใน เขาก็มองข้ามสายตาประหลาดใจของจิ่ง เฟยหยางแล้วออกคำสั่งทันที
ในร่างของโครงกระดูกปีศาจเลือดพลันมีแม่น้ำโลหิตหลายเส้นบินออก มาแล้วลอดทะลวงเลือดเป็นผืนๆ เหล่านั้นไป
โครงกระดูกปีศาจเลือดกำลังร่ายใช้เวทลับหลอมโลหิต!
เขตพื้นที่ที่มีเลือดสดเป็นผืนถูกธารโลหิตที่โครงกระดูกปีศาจเลือด ปล่อยออกมาผสานรวมเข้าไป ก่อนจะถูกมันดึงเอาเลือดสดเข้ามาใน ร่างกายอย่างบ้าคลั่งราวเครื่องสูบน้ำ
เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งแล้วพลันใช้การสูบดึงพลังชีวิต
เส้นเลือดที่เล็กละเอียดยิ่งกว่าบินออกมาจากในร่างของเขาคล้ายเข็มที่ แหลมคมซึ่งแทงลงไปยังพื้นที่เลือดสดเหล่านั้น
ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงประหลาดจะเกิดขึ้นกะทันหัน!
——