ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 940 ให้ความช่วยเหลืออย่างไม่หวั่นระยะทางไกล
ทางช้างเผือกนอกอาณาจักรเฟยเซวี่ย
บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงไม่ได้ใช้วัตถุใดๆ เพียงแค่ปลดปล่อยแดนเอตทัคคะ ออกมาแล้วพุ่งตัวออกไปนอกทางช้างเผือก
หลังจากที่แดนเอตทัคคะของบรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงแผ่ขยายออกมาก็เป็น พื้นที่หิมะน้ำแข็งที่กว้างใหญ่ผืนหนึ่งเช่นกัน ด้านในนั้นมีเทือกเขาหิมะ ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ลูกหนึ่งซึ่งแผ่ปราณไอเย็นเยียบถึงขีดสุด
บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงยืนอยู่บนยอดภูเขาน้ำแข็งลูกนั้น เหมือนเป็นทวย เทพหนึ่งเดียวของฟ้าดินแห่งนั้น ทั่วร่างแผ่แสงน้ำแข็งขาวบริสุทธิ์
“เอ๊ะ?”
จู่ๆ เขาก็ร้องอุทานออกมาเบาๆ หันไปมองทิศทางหนึ่งด้วยสีหน้าตื่น ตะลึง
ตรงพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างอาณาจักรเฟยเซวี่ยกับดินแดนไฟโลกันตร์มี เรือรบทางช้างเผือกขนาดใหญ่ยักษ์อีกลำหนึ่งเผยกายกะทันหัน
“ตระกูลเซี่ยแห่งสำนักจันทราวารี ดินแดนจุลอันธการ!”
บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงขมวดคิ้วมุ่น มองเรือรบทางช้างเผือกลำนั้นแล้ว วิเคราะห์เล็กน้อยก็พอจะรู้ที่มาของอีกฝ่าย
“ทำไมจู่ๆ คนตระกูลเซี่ยแห่งสำนักจันทราวารีถึงมาที่นี่?” จิ่งเฟยหยา งเองก็งงงันอย่างมาก “หลายร้อยปีที่ผ่านมา สำนักจันทราวารีแห่งดินแดน จุลอันธการ และสำนักน้ำแข็งฟ้าแห่งดินแดนหิมะไม่เคยลงรอยกัน ทั้งสอง
ฝ่ายมีศักยภาพเท่าเทียมกัน ใครก็ทำอะไรใครไม่ได้ ความสัมพันธ์จึงอยู่ใน สภาวะคุมเชิงกันมาโดยตลอด แล้วทำไมจู่ๆ พวกเขาถึงโผล่มา?”
“ตระกูลเซี่ย…” เนี่ยเทียนสีหน้าเหยเกเล็กน้อย
ตอนอยู่สนามรบสุ้ยเมี่ย เซี่ยหว่านถิงและเซี่ยอวิ๋นไห่สองคนต่างก็มา จากสำนักจันทราวารี
ตอนที่เขาบอกลาเซี่ยหว่านถิง เซี่ยหว่านถิงยังเชื้อเชิญด้วยความ กระตือรือร้น หวังให้เขาไปเป็นแขกที่ดินแดนจุลอันธการ
มองออกว่าเซี่ยหว่านถิงซาบซึ้งในตัวเขามาก เพราะเขาคอยช่วยให้การ ดูแลนางเมื่อครั้งอยู่ในสนามรบสุ้ยเมี่ย
แล้วก็เพราะเขา เซี่ยหว่านถิงถึงได้รับผลเก็บเกี่ยวมหาศาลไปจาก สนามรบสุ้ยเมี่ย
“เนี่ยเทียนอยู่หรือไม่?”
น้ำเสียงอ่อนหวานของเซี่ยหว่านถิงดังออกมาจากพื้นที่ตรงกลาง ระหว่างอาณาจักรเฟยเซวี่ยและดินแดนไฟโลกันตร์ที่มีเรือรบทางช้างเผือก หยุดนิ่งอยู่
พวกเนี่ยเทียนที่อยู่ภายใต้แสงคุ้มกันจากเรือรบทางช้างเผือกสามารถ มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพี่น้องเซี่ยหว่านถิง เซี่ยอวิ๋นไห่ที่มีชายวัย กลางคนหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งยืนอยู่ข้างกายกำลังมองไกลๆ มายังเขา
“เจ้ามาได้อย่างไร?” เนี่ยเทียนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“พวกเราผ่านทางมาพอดี ได้ยินว่าเจ้าจะมาปรากฏตัวที่นี่ เลยตั้งใจมา รอ” เซี่ยหว่านถิงยิ้มสดใส รีบหันไปแนะนำชายวัยกลางคนข้างกายให้เนี่ย
เทียนได้รู้จัก “เนี่ยเทียน นี่คือบิดาของข้า เซี่ยเชียน เจ้าสำนักจันทราวารี คนปัจจุบัน”
เนี่ยเทียนกุมมือคารวะอย่างเคร่งขรึม “คารวะท่านผู้อาวุโสเซี่ย”
“เนี่ยเทียน ขอบคุณมากที่เจ้าช่วยดูแลอวิ๋นไห่และหว่านถิงตอนอยู่ใน สนามรบสุ้ยเมี่ย” เซี่ยเชียนท่าทางนอบน้อมมีมารยาท น้ำเสียงอ่อนโยน ท่าทีจริงใจ “เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในสนามรบสุ้ยเมี่ย หลังจากที่พวก เขากลับมาก็ได้เล่าให้ข้าฟังแล้ว เดิมทีข้าคิดว่าจะหาเวลาไปขอบคุณเจ้า ด้วยตัวเองที่ดินแดนพงฟ้า”
“แต่พวกเรามีธุระต้องผ่านมาทางนี้พอดี รู้ว่าเจ้าอยู่ในดินแดนหิมะเลย คิดว่าจะมารอพบเจ้า”
ระหว่างที่พูด เซี่ยเชียนก็หันไปผงกศีรษะให้จิ่งเฟยหยางเป็นการ ทักทาย
จิ่งเฟยหยางรีบคารวะกลับไป
“คนตระกูลเซี่ยคือเสาหลักของสำนักจันทราวารี ตลอดทั้งสำนัก จันทราวารีล้วนมีคนตระกูลเซี่ยเป็นคนตัดสินใจเรื่องราวทั้งหมด” จิ่งโหร วอธิบายให้เนี่ยเทียนฟังเบาๆ “ผู้อาวุโสเซี่ยเชียนก็เป็นแดนเอตทัคคะช่วง กลาง เมื่อเทียบกับบรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงแล้ว เขาเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะช่วง กลางเร็วกว่า ตบะของเขาจึงมั่นคงและแข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย”
“และเมื่อเทียบกันแล้ว สำนักจันทราวารีก็มีศักยภาพแข็งแกร่งกว่า สำนักน้ำแข็งฟ้า”
หยุดชะงักไปครู่ จิ่งโหรวก็พูดอีกว่า “ดินแดนดวงดาวขนาดใหญ่ที่อยู่ ใกล้เคียงอย่างดินแดนพงฟ้า ดินแดนปราการดวงดาว ดินแดนหิมะ ดินแดนจุลอันธการ หากวัดกันแค่ด้านศักยภาพ ดินแดนจุลอันธการก็ นับว่าแข็งแกร่งที่สุด”
“เพียงแต่ว่าดินแดนจุลอันธการอยู่ห่างจากดินแดนพงฟ้า ดินแดน ปราการดวงดาวค่อนข้างไกล แต่กลับอยู่ใกล้ดินแดนหิมะ ซึ่งพวกเราเองก็ ไม่สนิทสนมกับพวกเขามากนัก ทว่าคติพจน์ของสำนักจันทราวารี และ ลักษณะของคนตระกูลเซี่ยกลับดีกว่าสำนักน้ำแข็งฟ้าหลายเท่านัก”
เนี่ยเทียนรับฟังพลางพยักหน้ารับเบาๆ
ฟังออกว่าจิ่งโหรวมีทัศนคติที่ดีต่อคนตระกูลเซี่ยและดินแดนจุล อันธการไม่น้อย
ระหว่างที่สองฝ่ายพูดคุยกัน เรือรบทางช้างเผือกลำที่เป็นของสำนัก จันทราวารีก็ได้ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้
ไม่นานเรือรบทางช้างเผือกสองลำก็ขยับมาจอดเทียบเคียงกัน ซึ่งเซี่ย เชียนเองก็พาพี่น้องเซี่ยอวิ๋นไห่ เซี่ยหว่านถิงบินไปยังเรือรบทางช้างเผือก ของเนี่ยเทียน
อยู่ห่างกันหลายพันเมตร บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงที่มาเพียงลำพัง เมื่อ มองเห็นเซี่ยเชียนก็หน้าเปลี่ยนสีไปอีกครั้ง
เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะแข็งใจค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้
“หลินเซวี่ยเฟิง ไม่เจอกันนานเลยนะ ” เซี่ยเชียนเหมือนเพิ่งจะ สังเกตเห็นเขาจึงหันกลับมายิ้มบางๆ แล้วโบกมือทักทาย
“ตามข้อตกลง ภายในหนึ่งร้อยปี เรือรบทางช้างเผือกของสำนัก จันทราวารีพวกเจ้า ไม่ได้รับอนุญาตให้เหยียบเข้ามาในดินแดนหิมะ ” บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงที่ชื่อเดิมคือหลินเซวี่ยเฟิงมีสีหน้าไม่ค่อยน่ามองนัก “ที่นี่ หากนับกันแล้วถือเป็นถิ่นของดินแดนหิมะพวกเรา”
“โอ้ย อย่ามัวมาคิดเล็กคิดน้อยอยู่เลยน่า” เซี่ยเชียนยิ้มตาหยี กล่าว อย่างไม่จริงจังนัก “ครั้งนี้พวกเรามาเยี่ยมเยียน เพราะตั้งใจมาพบหน้าเนี่ย เทียนโดยเฉพาะ มาถึงก็แค่จอดรอแปบเดียว พวกเจ้าอย่าได้ตื่นตระหนก ไปเลย”
“เยี่ยมเยียน?” บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงมีสีหน้านิ่งขึง จ้องไปยังเรือรบทาง ช้างเผือกของสำนักจันทราวารีเขม็ง “เยี่ยมเยียนแล้วจำเป็นต้องพาคนมา มากมายขนาดนี้เชียวรึ?”
เนี่ยเทียนไม่ทันสังเกตเห็นว่าในเรือรบทางช้างเผือกของสำนักจันทรา วารียังมีผู้แข็งแกร่งซ่อนตัวอยู่อีกหลายคน
บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงเป็นแดนเอตทัคคะช่วงกลาง กระแสจิตวิญญาณ ของเขาจึงแผ่ไปได้อย่างละเอียดยิบ จึงมองออกตั้งแต่แรกแล้วว่า ในเรือลำ นั้นมีผู้แข็งแกร่งของสำนักจันทราวารีหลายสิบคน ซึ่งทุกคนล้วนเป็นแดน ว่างเปล่า!
สำนักจันทราวารีพาผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าของสำนักมาเกินครึ่ง แล้ว ยังจะพูดว่ามาเยี่ยมเยียนอีกหรือ?
“ฮ่าๆ รู้อยู่แล้วว่าปิดบังเจ้าไม่ได้” เซี่ยเชียนหัวเราะเริงร่าแล้วเอ่ย อธิบายว่า “อันที่จริงเมื่อครู่นี้พวกเราเพิ่งจะไปทำการสำรวจกันมา เพื่อ หลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด พวกเราจึงให้พวกเขาจอดรออยู่ที่นี่ ที่ไม่ได้ให้
พวกเขาออกมาก็ไม่ใช่เพราะกลัวว่าเจ้าจะคิดมากหรอกหรือ? ใช่แล้ว ได้ ยินว่าบรรพบุรุษหันจิงกักตัวคนของเนี่ยเทียนเอาไว้ เหล่าหลินเอ๋ย เห็นแก่ หน้าข้า ปล่อยคนไปดีหรือไม่เล่า?”
“คน เนี่ยเทียนได้พาตัวออกไปแล้ว” บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงแค่นเสียง กล่าว
เซี่ยเชียนอึ้งงันไปครู่ ก่อนจะหันกลับมามองเนี่ยเทียนอีกครั้งด้วย สายตาแปลกใจ “พาคนมาแล้วรึ?”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
“อย่างนั้นก็ดีๆ วันหน้าทุกคนยังต้องอาศัยอยู่ในทางช้างเผือกแห่งนี้ อย่าให้ต้องแตกหักเสียความปรองดองกันเลย ” เซี่ยเชียนหัวเราะร่า “ดินแดนพงฟ้า ดินแดนปราการดวงดาวล้วนถูกพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวป่าวประกาศยกให้เป็นของเนี่ยเทียน ดินแดนทั้งสองนี้ล้วนเป็นถิ่นของ เนี่ยเทียน สำนักจันทราวารีของพวกเราก็เตรียมจะผูกไมตรีกับเนี่ยเทียน เช่นกัน เมื่อต่างคนต่างเป็นพันธมิตรกัน ก็ล้วนถือเป็นครอบครัวเดียวกัน”
“เจ้าปล่อยคนไปแล้ว วันหน้าทุกคนมีอะไรก็พูดคุยกันดีๆ จะต้องรบรา ฆ่าฟันกันไปทำไม”
คำพูดประโยคนี้ของเซี่ยเชียนมีทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง มีทั้งข่มขู่และมีทั้ง ประนีประนอม
แต่ไม่ว่าใครก็ฟังออกถึงการปกป้องที่เขามีต่อเนี่ยเทียน แล้วก็เดาได้ว่า การที่เขามาครั้งนี้ เกรงว่าคงเพราะต้องการช่วยเนี่ยเทียนเอาตัวคนไปจาก มือของบรรพบุรุษเซวี่ยเฟิง
เพียงแต่ว่าระยะทางในทางช้างเผือกนั้นยาวไกล ทำให้ข่าวที่ทางสำนัก จันทราวารีของพวกเขาได้รับไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ใหม่ล่าสุดอยู่ ตลอดเวลา เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่เนี่ยเทียนพาพวกฝานข่ายออกมาได้ หา ใช่บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงใจกว้าง คิดได้แล้ว แต่เพราะมีสาเหตุอื่นต่างหาก
“สำนักจันทราวารีจะเป็นพันธมิตรกับเนี่ยเทียน… ” หนังตาของบรรพ บุรุษเซวี่ยเฟิงกระตุกยิกๆ ในใจตื่นตระหนก ยิ่งไม่สงบสุขเข้าไปใหญ่ “สำนักจันทราวารี ผู้แข็งแกร่งเชี่ยวขาญธาตุเปลวเพลิงที่เป็นแดนเทพเจ้า เบื้องหลังบุตรแห่งดวงดาวคนนี้มีคนหนุนหลังให้เขากี่คนกันแน่?”
นิ่งคิดไปครู่ บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงก็ไม่ได้สนใจเซี่ยเชียนอีก แต่โยนแหวน เก็บของวงหนึ่งให้บินไปหาเนี่ยเทียน
“เพื่อเรื่องส่วนตัว หันจิงถึงได้กระทำการกักตัวคนของเจ้าโดยพลการ เป็นความผิดของสำนักน้ำแข็งฟ้าเรา ทรัพยากรที่ข้าเลือกมาในแหวนเก็บ ของวงนี้ถือเป็นของขวัญที่ข้าชดใช้ให้ หวังว่าเจ้าจะใจกว้าง ไม่สร้างความ ลำบากใจให้กับสำนักเล็กๆ อย่างสำนักน้ำแข็งฟ้าของพวกเราอีก” เขากุม มือประสานกันแสดงท่าทีขออภัยติดต่อกันหลายครั้ง
เซี่ยเชียนที่ยิ้มแต้อยู่ตลอดเวลาพลันอึ้งค้าง
เขามองเนี่ยเทียน แล้วก็หันไปมองบรรพบุรุษเซวี่ยเฟิง ก่อนที่หัวคิ้วจะ ค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน เริ่มไม่เข้าใจสถานการณ์
เป้าหมายที่แท้จริงที่เขามาที่นี่ก็เพื่อช่วยให้เนี่ยเทียนพาคนกลับไปได้ หวังตอบแทนบุญคุณที่เนี่ยเทียนช่วยลูกชายหญิงของเขาในสนามรบสุ้ย เมี่ย
เขารู้จักบรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงเป็นอย่างดี แล้วก็อาศัยข่าวสารของ ช่องทางต่างๆ จึงรู้แผนการของบรรพบุรุษหันจิง เดิมทีนึกว่าเนี่ยเทียนไม่ น่าจะถอนตัวออกมาจากดินแดนหิมะได้ง่ายนัก นึกไม่ถึงว่าเรื่องราวกลับ แปรเปลี่ยนไปเหนือจากการคาดเดาของเขา ไม่คิดเลยว่าสำนักน้ำแข็งฟ้า และหลินเซวี่ยเฟิง…จะยอมอ่อนข้อให้แล้ว
เนี่ยเทียนรับแหวนวงนั้นมาแล้วเก็บไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง
“ข้าแค่อยากถามเรื่องเดียว บรรพบุรุษหันจิงผู้นั้นได้รับการไหว้วาน จากใครให้กักตัวคนของข้า และคิดจะให้ข้าถูกขังอยู่ในดินแดนหิมะ?” เนี่ย เทียนถามเสียงเย็น
บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงเพิ่งจะคิดปิดบัง แต่กลับถูกเซี่ยเชียนฉีกหน้า เสียก่อน “เท่าที่ข้ารู้มา บรรพบุรุษหันจิงได้รับวัตถุดิบวิเศษที่สำคัญจากคน ผู้นั้น เพื่อเอามาปรับปรุงดินแดนของตัวเอง”
บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงสีหน้าขมขื่น ก้มหน้าก้มตาพูด “บอกตามตรง ข้า เองก็ไม่รู้แน่ชัดนัก ข้าถามไปแล้ว แต่ว่าเขาเองก็…ไม่รู้ตัวตนของคนผู้นั้น เหมือนกัน เพราะว่าคนผู้นั้นแปลงโฉมหน้า ไม่ได้ใช้หน้าตาที่แท้จริงมาพบ กับเขา”
“จริงรึ?”
“ข้าไม่ได้พูดเท็จแม้แต่ครึ่งคำ!”
เนี่ยเทียนโบกมือ “งั้นก็เอาตามนี้เถอะ!”
บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงกระวนกระวายใจ เขากวาดตามองซ้ายขวา ถอน หายใจหนึ่งครั้งแล้วค้อมตัวเคารพอีกที ก่อนจะพลิ้วกายบินไปยังอาณาจักร เฟยเซวี่ย
——