ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 941 ล่อลวงไฟเพียงล ำพัง
เมื่อบรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงจากไป ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าสิบกว่าคนของ สำนักจันทราวารีก็บินออกมาจากตัวเรือในที่สุด
พวกฝานข่าย จ้าวลั่วเฟิงก็เดินออกมาพบหน้าเซี่ยเชียน
เซี่ยเชียนคารวะตอบทุกคนไปทีละคนด้วยท่วงท่าสง่างาม
“ข้ายังนึกว่าพวกเจ้าเป็นคนของสำนักอักขระเทพเสียอีก” เซี่ยเชียนก ล่าวด้วยรอยยิ้ม
เขาสัมผัสได้นานแล้วว่าในตัวเรือยังมีคนอื่นอยู่อีก เดิมทีนึกว่าเป็นผู้ แข็งแกร่งที่สำนักอักขระเทพส่งตัวให้มาคุ้มครองจิ่งโหรวและต้วนสือหู่
ทุกคนต่างก็พูดคุยกันอย่างเบิกบานเป็นมิตร
เนี่ยเทียนจึงรู้ว่าแท้จริงแล้วคราวนี้เซี่ยเชียนจากสำนักจันทราวารีไม่ได้ เดินทางผ่านมา แต่จงใจมาหาเขา หมายจะสร้างแรงกดดันให้กับสำนัก น้ำแข็งฟ้า ช่วยให้เนี่ยเทียนพาพวกฝานข่ายกลับไปได้สำเร็จ
เซี่ยเชียนเห็นแก่ที่เนี่ยเทียนเคยช่วยเหลือลูกชายลูกสาวของเขา ทำให้ คนทั้งสองได้รับผลเก็บเกี่ยวมหาศาลจากในสนามรบสุ้ยเมี่ย บวกกับที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวยอมรับเนี่ยเทียนเป็นบุตรแห่งดวงดาวคนที่ เจ็ด ดังนั้นจึงตั้งใจจะมาผูกไมตรีด้วย
เนี่ยเทียนแสดงความขอบคุณ
เซี่ยเชียนจึงบอกกับเนี่ยเทียนอีกว่าเขายินดีเป็นพันธมิตรกับเนี่ยเทียน สำนักจันทราวารีของดินแดนจุลอันธการเป็นมิตรกับดินแดนพงฟ้า
ดินแดนปราการดวงดาวมานานปี อีกทั้งยังเตรียมจะจัดหาทรัพยากร จำนวนมหาศาล สร้างค่ายกลนำส่งข้ามดินแดนขนาดใหญ่เพื่อให้ทั้งสาม ฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนวัตถุดิบและทรัพยากรต่อกันได้ด้วย
หลังจากพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง พวกลูกน้องก็แยกย้ายกันไป จิ่งเฟยหยา งจึงพาเซี่ยเชียน เนี่ยเทียนบินออกไปจากเรือรบทางช้างเผือกซึ่งจอดไว้ที่ อาณาจักรเฟยเซวี่ย
เมื่อเนี่ยเทียนอยู่ในแดนของจิ่งเฟยหยางจึงสามารถบินออกมาจากเรือ รบทั้งสองลำได้
จิ่งเฟยหยางบอกเรื่องที่ไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นอาจติดตามเนี่ยเทียนมา ให้เซี่ยเชียนรู้ แล้วก็บอกว่าการที่สำนักน้ำแข็งฟ้าและบรรพบุรุษเซวี่ยเฟิง ยอมอ่อนข้อให้ล้วนเกี่ยวข้องกับไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้น
เซี่ยเชียนถึงได้รับรู้ความนัยที่ซ่อนอยู่
“พี่เซี่ยเคยศึกษาไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นหรือไม่ ?” จิ่งเฟยหยางขอ คำแนะนำด้วยใจจริง
รากฐานของสำนักจันทราวารีลึกล้ำยิ่งกว่าสำนักอักขระเทพของพวก เขา เขาเองก็เคยได้ยินว่าตอนที่ไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นไปทำลายดินแดนไฟ โลกันตร์ เซี่ยเชียนเคยเดินทางไปที่ดินแดนไฟโลกันตร์ด้วยตัวเองเพื่อหมาย ตามหาร่องรอยของไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้น เพราะหวาดกลัวว่าไฟศักดิ์สิทธิ์จะ ล่องลอยไปถึงดินแดนจุลอันธการ เป็นเหตุให้ดินแดนจุลอันธการกลายมา เป็นดวงดาวที่มอดดับเช่นกัน
“ไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นน่าจะเป็นวัตถุดิบวิเศษธาตุไฟระดับเพาะฟ้า ” เซี่ยเชียนเอ่ยเบาๆ
เนี่ยเทียนตะลึงไปเล็กน้อย
“วัตถุดิบวิเศษระดับเพาะฟ้า เกิดมาก็มีสติปัญญาไม่ธรรมดา ฉลาดไม่ เป็นรองสิ่งมีชีวิตระดับสูงใดๆ อีกทั้งยังมีความลี้ลับเป็นของตัวเอง ” น้ำเสียงของเซี่ยเชียนเคร่งขรึม “วัตถุดิบวิเศษชนิดนี้มักจะมีการรับสัมผัสที่ เฉียบไวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกับผู้ที่ฝึกธาตุเดียวกัน”
“ปีนั้น เจ้าสำนักสายธาตุไฟของสำนักห้าธาตุเพิ่งจะไปถึงดินแดนไฟ โลกันตร์ที่ถูกทำลายไป ไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นก็สัมผัสได้ถึงการมาของเขา จึง แอบพรางตัวอย่างเงียบเชียบ ขนาดตบะแดนเทพเจ้าของเจ้าสำนักสายธาตุ ไฟก็ยังหาร่องรอยของไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นไม่เจอ แค่นี้ก็มากพอจะแสดงให้ เห็นถึงความร้ายกาจของมัน”
“พวกเจ้าเองก็น่าจะเคยได้ยินมาก่อนว่า ก่อนหน้านี้ไม่นานในสนาม รบสุ้ยเมี่ยมีวัตถุล้ำค่าด้านห้วงมิติปรากฏตัว”
“วัตถุวิเศษชิ้นนั้นก็เป็นระดับเพาะฟ้าเหมือนกัน ผู้ที่เชี่ยวชาญเวทลับ ห้วงมิติหลายคนของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ตามหามันอย่างยากลำบากอยู่ในสนาม รบสุ้ยเมี่ย ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้รับผลเก็บเกี่ยวกลับมาหรอกหรือ?”
“วัตถุดิบวิเศษระดับเพาะฟ้าส่วนใหญ่ล้วนสามารถหลีกเลี่ยงการจับกุม ของผู้แข็งแกร่งได้ นี่คือความสามารถที่พวกมันมีมาตั้งแต่เกิด”
เนี่ยเทียนลังเลไปชั่วครู่ ก่อนจะบอกกับคนทั้งสองว่าดูเหมือนไฟ ศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นจะมุ่งหน้ามาหาเขาโดยเฉพาะ เขาเองก็อาศัยร่างแยก
วิญญาณเปลวเพลิง ถึงสัมผัสได้ว่าไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นแอบจับตามองเขา อยู่
“เวทลับจิตวิญญาณแห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวคือ วิชาที่ลึกลับมหัศจรรย์มากที่สุดในโลก พวกเราเองก็ไม่รู้ถึงความอัศจรรย์ ของมัน” เซี่ยเชียนสองจิตสองใจอยู่พักหนึ่งถึงพูดต่อไปว่า “แต่ว่าหากไฟ ศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นสนใจในตัวเจ้าจริงๆ ทว่ากลับไม่ลงมือเสียที ก็อาจจะ ไม่ใช่เรื่องร้ายเสมอไป”
“หมายความว่าอย่างไร?” เนี่ยเทียนถามอย่างตื่นเต้น
“วัตถุดิบวิเศษระดับเพาะฟ้ามีสติปัญญาไม่ธรรมดา และบางครั้งก็มี กรณีตัวอย่างที่มันเลือกเจ้านายด้วยตัวเอง” เซี่ยเชียนยิ้มน้อยๆ “บางทีไฟ ศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นอาจจะสังเกตการณ์เจ้าอย่างลับๆ และสนใจจะผสาน รวมเข้าไปในร่างของเจ้า กลายเป็นส่วนหนึ่งในร่างของเจ้า ให้การเติบโต และความแข็งแกร่งของเจ้ากลายมาเป็นผลประโยชน์ของตัวมันเอง เพื่อ สร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง”
เมื่อจบประโยคนี้ เนี่ยเทียนก็หวนนึกไปถึงวัตถุประหลาดอย่างบุปผา ร่วมชีวิตและเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ทันที
“หรือว่าไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นก็ต้องการการตอบสนองต่อสิ่งมีชีวิตที่มี เลือดเนื้อเช่นเดียวกับบุปผาร่วมชีวิตและเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ ถึงจะ เปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่งได้มากกว่าเดิม?” เนี่ยเทียนครุ่นคิด
“หากเป็นเช่นนี้ เนี่ยเทียน เกรงว่าเจ้าคงยังกลับไปยังดินแดนพงฟ้า ไม่ได้” จิ่งเฟยหยางขมวดคิ้ว “ปราณของไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นสามารถ เปลี่ยนโครงสร้างทางภูมิศาสตร์ของอาณาจักรแห่งหนึ่งได้อย่างชัดเจน หากมันติดตามเจ้าไปตลอดเวลา รอจนเจ้าเข้าไปในดินแดนพงฟ้า อาณาจักรในดินแดนพงฟ้าก็อาจจะเผชิญหายนะเช่นเดียวกับดินแดน หิมะ”
เนี่ยเทียนตะลึงงัน “แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?”
“หากไม่ทำให้แน่ใจว่าเจ้าสามารถสลัดมันทิ้งได้ ก็ต้องทำให้มันยอมรับ เจ้าให้ได้” เซี่ยเชียนเสนอความคิดเห็น “แน่นอนว่าทางที่ดีที่สุดเจ้าควรคิด หาวิธีเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับมันให้ได้เสียก่อน เมื่อสร้างความ เชื่อมโยงทางจิตวิญญาณได้แล้ว เจ้าก็จะได้รู้ความคิด รู้แผนการของมัน แบบนี้จะทำอะไรก็ย่อมง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก”
“แล้วข้าจะเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับมันได้ยังไง?” เนี่ยเทียนไม่ เข้าใจ
เซี่ยเชียนนิ่งคิดไปนานจึงกล่าวว่า “ไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นไม่น่าจะ แข็งแกร่งจนถึงขั้นที่สามารถสังหารผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะได้อย่าง ง่ายดาย ปีนั้นที่ผู้แข็งแกร่งมากมายในดินแดนไฟโลกันตร์ตายไปก็เพราะ อาณาจักรที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่จู่ๆ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ใน อาณาจักรมีเปลวเพลิงลุกไหม้อย่างที่มิอาจควบคุม ผู้คนจึงพากันล้มตาย”
“ปีนั้นทุกอาณาจักรในดินแดนไฟโลกันตร์ล้วนซุกซ่อนเปลวเพลิงใต้ พิภพเอาไว้ เพียงแค่มันชักนำน้อยๆ ก็สามารถสร้างอานุภาพเทียมฟ้า เผา ทำลายทั้งดินแดนให้พินาศวอดวาย”
“ตอนนี้ดินแดนไฟโลกันตร์ไม่มีอยู่แล้ว อีกทั้งมันยังฝึกตนมานาน ก็ น่าจะแข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ มันก็อาจจะยังไม่มีความ มั่นใจที่จะเอาชนะพี่จิ่ง ช่วงชิงเจ้าไปจากมือของพี่จิ่งได้”
“แล้วนับประสาอะไรกับที่ตอนนี้มีข้าเพิ่มขึ้นมาอีกคน มันก็ไม่น่าจะ กล้ากระทำการบุ่มบ่ามง่ายๆ หรอกกระมัง”
เนี่ยเทียนใคร่ครวญ “ความหมายของท่านก็คือ?”
“หากเจ้าต้องการเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับมันก็มีเพียงแต่ไปให้ไกล จากพวกเรา เดินทางเพียงลำพัง” เซี่ยเชียนเสนอแนะ “ขอแค่ข้ากับพี่จิ่งไม่ อยู่ มันก็ไม่จำเป็นต้องกริ่งเกรงสิ่งใด และบางทีอาจมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึง จะทำให้มันยอมเผยกาย ยอมสื่อสารกับเจ้า เจ้าเองก็จะได้รู้ว่ามันต้องการ อะไรจากตัวเจ้า”
“มันคงจะไม่สังหารเนี่ยเทียนทิ้งหรอกนะ?” จิ่งเฟยหยางกล่าว
“น่าจะไม่” เซี่ยเชียนส่ายหัว “ตามคำบอกของเนี่ยเทียน มันจ้องเนี่ย เทียนมานานแล้ว ตอนที่เจ้าปะทะกับแดนของเซวี่ยเจวี๋ยจื่อ ไม่ทันได้ให้ ความสนใจเนี่ยเทียน หากมันคิดจะลงมือจริงๆ เกรงว่าเนี่ยเทียนก็คงตาย ไปนานแล้ว ที่มันติดตามเนี่ยเทียนมา ต้องเป็นเพราะมีจุดประสงค์อื่น หา ใช่ต้องการจะสังหารเขา”
จิ่งเฟยหยางคิดตามคำวิเคราะห์ของเขาอย่างละเอียดก็เห็นด้วย “มี เหตุผล”
“ถ้าอย่างนั้นข้า…ก็จะไปจากพวกท่านแล้วกัน” เนี่ยเทียนกล่าว
“อยู่กลางทางช้างเผือก เจ้ามีตบะแค่เขตลี้ลับ หากออกไปไกลจากพวก เรา คงยากที่จะมีชีวิตอยู่ได้” จิ่งเฟยหยางคิดอยู่ครู่ก็จัดการวางแผนให้แก่ เขา
พวกเขาจึงย้อนกลับมาที่เรือรบทางช้างเผือกสองลำที่จอดอยู่ ก่อนจะ ให้พวกต้วนสือหู่ จิ่งโหรวบินเข้าไปในเรือรบทางช้างเผือกของสำนักจันทรา วารี
ส่วนเนี่ยเทียนนั้นถูกจัดให้ไปอยู่บนเรือรบทางช้างเผือกของสามี ภรรยาต้วนสือหู่ ครั้นจึงบินออกห่างไปจากทิศทางการเดินเรือของพวกเขา เพียงลำพัง
เรือรบทางช้างเผือกทั้งสองลำจึงเริ่มแยกจากกัน และไม่นานก็ลอยห่าง กันออกไป
เนี่ยเทียนไม่ได้เข้าไปในตัวเรือ เพียงนั่งนิ่งอยู่ภายใต้ม่านแสงคุ้มกันของ อักขระเทพ ฝึกวิชาเวทลับไฟจาก ดึงเอาแก่นเพลิงฟ้าที่อยู่ในผลึกเพลิงฟ้า ออกมา
เวลาล่วงเลยผ่านไปทีละนาที ไม่นานเขาก็แยกห่างจากจิ่งเฟยหยาง และเซี่ยเชียนมาไกลมากขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งห่างมาไกลได้มากพอแล้ว เรือรบทางช้างเผือกที่เขาโดยสาร มาก็มาจอดลอยนิ่งๆ อยู่เหนืออาณาจักรที่มอดดับแห่งหนึ่งของดินแดนไฟ โลกันตร์
หลังจากที่พวกจิ่งเฟยหยางจากไปแล้ว เนี่ยเทียนที่ฝึกตนก็สัมผัสได้ ชัดเจนว่าความเร็วขณะฝึกตนด้วยคาถาเปลวเพลิงของเขาเพิ่มขึ้นอีก หลายเท่าตัว
ครึ่งวันต่อมา
ขณะที่เขาตั้งใจฝึกตน ในร่างแยกวิญญาณเปลวเพลิงของเขาก็มีภาพ มายาทับซ้อนขึ้นมา จึงทำให้เขามองเห็นภาพเหตุการณ์น่ากลัวตอนที่ดิน แดนไฟโลกันตร์ถูกดับทำลาย
ดาวตกเปลวเพลิงจำนวนมากเหมือนน้ำตกที่ไหลกรากลงมาจากทาง ช้างเผือก
อาณาจักรเปลวเพลิงแต่ละแห่งพลันลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิง แผ่นดิน ไหลนองไปด้วยลาวา ภูเขาไฟระเบิดปะทุ พลังงานความร้อนที่อยู่ลึกใต้ดิน ถูกชักนำในเสี้ยววินาที
ภาพมายาที่เกิดขึ้นในร่างแยกวิญญาณเปลวเพลิงสะท้อนภาพ อาณาจักรมากมายในดินแดนไฟโลกันตร์ที่เป็นสีแดงฉาน คล้ายถูกไฟโชติ ช่วงลุกท่วมท้น
ดาวตกเปลวเพลิงที่ร่วงลงมาจากฟากฟ้าบินทะยานผ่านอาณาจักรใดก็ เผาไหม้อาณาจักรนั้น มันคอยเก็บเอาพลังงานความร้อนในอาณาจักรที่ถูก เผาไหม้ ชุบหลอมเอาพลังงานออกมาจากการทำลายล้างคล้ายมีจิตสำนึก เป็นของตัวเอง
สำนักใหญ่ที่แข็งแกร่งมากมายซึ่งอยู่ในอาณาจักรที่ถูกเผาไหม้ต่างก็ กลายมาเป็นซากปรักหักพังไปอย่างรวดเร็ว
สำนักที่แข็งแกร่งบางแห่งอาศัยเรือรบทางช้างเผือก หรือไม่ก็ค่ายกล นำส่งหนีเอาชีวิตรอด ทว่าสิ่งมีชีวิตที่มากกว่านั้นกลับถูกไฟที่ลุกท่วมเทียม ฟ้าเผาไหม้จนไม่เหลือสิ่งใด
“นี่ ก็คือหายนะที่ไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นนำพามาให้ดินแดนไฟโลกันตร์ อย่างนั้นหรือ?”
——