ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 943 การฝ่าทะลุขั้นที่ราบรื่นอย่างถึงที่สุด!
เนี่ยเทียนไม่รู้ว่าการทำความเข้าใจของเขาในครั้งนี้ใช้เวลาไปนานแค่ ไหน
“ผ่านไปตั้งแปดวันแล้ว ทำไมเนี่ยเทียนถึงไม่กลับมาหาพวกเราเสียที?”
เรือรบทางช้างเผือกลำนั้นของสำนักจันทราวารีจอดอยู่ในอาณาจักร หนึ่งของดินแดนไฟโลกันตร์ที่พลังงานความร้อนถูกเผาผลาญจนหมดและ กลายมาเป็นอาณาจักรที่ตายไปแล้วมานานหลายปี จิ่งเฟยหยางเงยหน้า มองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวด้วยท่าทางเป็นกังวลใจเล็กน้อย
ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าหลายคนของสำนักจันทราวารีต่างก็เดิน ออกมาจากห้องเรือแล้วกระจายตัวอยู่รอบๆ แผ่นดินที่ไหม้เกรียม
อาณาจักรที่แต่เดิมเคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวาแห่งนี้ เหลือเพียงซาก ปรักหักพังเพราะการมาเยือนของไฟศักดิ์สิทธิ์ และไม่มีร่องรอยพลังชีวิต ใดๆ อีก พืชหญ้าทุกต้นล้วนมอดไหม้เป็นเถ้าธุลี
ยิ่งพวกเขาตรวจสอบอาณาจักรแห่งนี้ ก็ยิ่งตื่นตะลึงไปกับอานุภาพของ ไฟศักดิ์สิทธิ์
“ท่านพ่อ เนี่ยเทียนจะไม่มีเรื่องใช่ไหม?” เซี่ยหว่านถิงมีท่าทีร้อนใจ อย่างเห็นได้ชัด “ขนาดอาณาจักรแห่งหนึ่ง ไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นก็ยังทำลาย จนย่อยยับได้ หากมันเจตนาร้ายต่อเนี่ยเทียน…”
“พี่หญิง ข้าว่าท่านดูเป็นห่วงเนี่ยเทียนมากเลยนะ” เซี่ยอวิ๋นไห่กล่าว เย้า
เซี่ยหว่านถิงถลึงตามองเขา บอกให้เขาหุบปาก ส่วนตัวเองก็หันไป มองเซี่ยเชียนตาปริบๆ
พวกเขาทั้งกลุ่มงอยู่ห่างกับจิ่งเฟยหยาค่อนข้างไกล หากจิ่งเฟยหยางไม่ ตั้งใจแอบฟัง ก็ไม่มีทางได้ยินบทสนทนาของพวกเขา
เซี่ยเชียนยิ้มบางๆ “หว่านถิง เด็กเนี่ยเทียนคนนี้มีฝีมือไม่เลวเลย จริงๆ”
“ท่านเองก็เอ่ยเย้าข้าด้วยหรือ?” เซี่ยหว่านถิงหน้าแดงน้อยๆ “ข้า กับเนี่ยเทียนไม่ได้เป็นอะไรกัน เราเป็นเพื่อนกันเท่านั้น อีกอย่างข้ายังได้ ยินอินย่าหนันพูดว่า เนี่ยเทียนมีคู่หมั้นอยู่ที่ดินแดนดาวตกอยู่แล้ว และเขา เองก็มีความสัมพันธ์คลุมเครือกับอินย่าหนันแห่งสำนักคุมสัตว์ และมู่ปี้ฉง จากเขาสุขาวดีเช่นกัน”
“ดินแดนดาวตก สำนักคุมสัตว์และเขาสุขาวดีจะมาเทียบกับลูกสาว ของข้าได้อย่างไรกัน?” เซี่ยเชียนยิ้มกว้าง “หากเจ้ามีความรู้สึกอันดีต่อเนี่ย เทียนผู้นั้น พ่อสามารถช่วยให้เจ้าสมหวังได้ เมื่อเทียบกับดินแดนรอบด้าน แล้ว สำนักจันทราวารีของเราถือว่ามีศักยภาพเป็นอันดับต้นๆ หากเขา ยินดีแต่งงานกับเจ้า สำนักจันทราวารีถูกรับเข้าเป็นสำนักในครอบครอง ของเขา มัดตัวติดกับเขาที่อาจจะเป็นรถศึกคันสำคัญในวันหน้าเช่นนี้ ต่างก็ เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย”
“อีกอย่างนะ เรื่องนี้ต้องรีบลงมือ เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”
“นั่นก็เพราะเขาเพิ่งเป็นบุตรแห่งดวงดาวได้ไม่นาน ขอบเขตยังนับว่า อ่อนแอ พวกเราถึงจะมีโอกาส รอจนเขาเติบโต ได้ครอบครองแดนว่าง เปล่าและแดนเอตทัคคะเมื่อไหร่ ถึงเวลานั้น…ต่อให้พวกเราอยากจะ
แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเขา เกรงว่าเขาเองก็อาจจะมองไม่เห็นเราอยู่ใน สายตา”
“ฮ่าๆ!” เซี่ยอวิ๋นไห่หัวเราะเสียงดัง “หากเนี่ยเทียนกลายมาเป็นพี่เขย ของข้าจริงๆ ข้าก็ยินดีมากนะ พี่หญิง ท่านอยู่ในดินแดนจุลอันธการมา นานหลายปีก็ยังไม่เคยถูกใจใคร เนี่ยเทียนเป็นคนเดียวที่ท่านให้การ ประเมินสูงสุดนับแต่ที่กลับมาจากสนามรบสุ้ยเมี่ย”
“ขนาดหวงจินหนัน เทพบุตรสายทองของสำนักห้าธาตุ ท่านก็ยังแทบ จะไม่พูดถึง”
บิดาและบุตรสองคน คนหนึ่งกล่อมเข้าหูซ้าย อีกคนกล่อมเข้าหูขวา ทำเอาเซี่ยหว่านถิงหญิงสาวขี้อายยิ่งหน้าแดงแปร๊ด ห้ามไม่ให้พวกเขาพูด เหลวไหลต่อไป
“เนี่ยเทียน…”
ในใจของนางร้องเรียกชื่อนี้แล้วถอนหายใจเบาๆ อยู่กับตัวเอง
“อู้!”
จิ่งเฟยหยางพลันพลิ้วกายมาหยุดอยู่ตรงหน้าเซี่ยเชียน แล้วกล่าวว่า “พี่เซี่ย พวกเราจอดรออยู่ที่นี่มานานแปดวันแล้ว หากเนี่ยเทียนได้พูดคุย กับไฟศักดิ์สิทธิ์แล้ว เดิมทีควรจะไล่ตามเส้นทางดวงดาวที่กำหนดไว้มาหา เราที่นี่ แต่นี่นานแล้วเขายังไม่มา ข้ากังวลว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง อย่างอื่นเกิดขึ้น พวกเราควรจะไปดูกันหน่อยดีไหม?”
เซี่ยเชียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้ารับ “ก็ดีเหมือนกัน”
คนทั้งสองจึงสั่งความให้คนอื่นรออยู่ที่นี่ ส่วนพวกเขาร่ายใช้ตบะของ แดนเอตทัคคะ ทะยานขึ้นไปบนฟ้าโดยไม่ได้อาศัยเรือรบทางช้างเผือก
เพียงแค่ครึ่งวัน คนทั้งสองก็มาถึงจุดที่เนี่ยเทียนอยู่
“เอ๊ะ!”
เซี่ยเชียนมองปราดเดียวก็ร้องอุทานเบาๆ “ดูเหมือนว่าเขาจะกำลังทำ ความเข้าใจกับเวทลับที่ยิ่งใหญ่อยู่นะ บนร่างของเขามีคลื่นมหัศจรรย์ของ วิวัฒนาการฟ้าดิน การก่อกำเนิดแกนดวงดาว การแพร่พันธ์ของสิ่งมีชีวิต เผ่าต่างๆ แผ่ออกมา!”
จิ่งเฟยหยางเองก็ตกตะลึงไปเช่นกัน เขาหรี่ตาลง มองสำรวจเนี่ยเทียน ด้วยสายตาลึกล้ำ
ประสบการณ์ที่เนี่ยเทียนได้รับจากการทำความเข้าใจความเป็นมาของ ไฟศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ในสมองของเขามีการครุ่นคิด จึงเป็นเหตุให้ปราณแห่ง ความพิเศษก่อตัวขึ้นมา
ปราณเช่นนี้คนทั่วไปสัมผัสไม่ถึง มีเพียงผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ อย่างเซี่ยเชียน จิ่งเฟยหยางเท่านั้นถึงจะพอจับร่องรอยได้
“ไฟศักดิ์สิทธิ์จากไปแล้ว ระหว่างเขาและไฟศักดิ์สิทธิ์สื่อสารกันสำเร็จ หรือไม่นะ?” จิ่งเฟยหยางขมวดคิ้ว
“บนร่างของเขาเหมือนจะมีปราณของไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้นแผ่ออกมา” เซี่ยเชียนสีหน้าปั้นยาก “นอกจากนี้ตอนที่เขาทำความเข้าใจยังได้ดูดซับ เอาพลังความร้อนอ่อนจางที่ล่องลอยอยู่นอกทางช้างเผือกมาอย่างเงียบ
เชียบด้วย เจ้าน่าจะเข้าใจดีว่าพลังงานความร้อนที่อยู่ในจุดลึกของทาง ช้างเผือกมีสิ่งเจือปนมากมายปะปน ยากที่จะตามจับได้”
“มีเพียงสัตว์โบราณอย่างสัตว์เพลิงฟ้า มังกรเพลิง หงส์แดงและกิเลน ไฟเท่านั้นที่ถึงจะสามารถเก็บเอาพลังงานความร้อนจากในทางช้างเผือกมา ผสานรวมในร่างได้”
“ดูจากตบะของเนี่ยเทียนในตอนนี้ คงอีกไกลกว่าที่เขาจะทำได้ถึงขั้น นั้น”
พอเขากล่าวจบ ดวงตาของจิ่งเฟยหยางก็พลันเป็นประกาย “ท่านจะ บอกว่า เขาได้ประโยชน์อะไรบางอย่างจากไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้น?”
“ก็เห็นได้ชัดแล้วนี่นา” เซี่ยเชียนพยักหน้ารับ
“ช่างเป็นเด็กที่โชคดียิ่งนัก” จิ่งเฟยหยางรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย
“ตอนนี้อย่าเพิ่งไปรบกวนเขา พวกเรารอเขาไปก่อนก็แล้วกัน” เซี่ย เชียนมีท่าทางระมัดระวังอย่างยิ่ง “ปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา หาก พวกเราลองวิเคราะห์ดูก็อาจจะได้แนวทางอะไรบ้างก็เป็นได้”
จิ่งเฟยหยางเองก็แสดงความสนใจอย่างเข้มข้นออกมา
หลังจากนั้นพวกเขาก็หยุดรอนิ่งๆ ห่างจากเรือรบทางช้างเผือกลำนั้น ขณะที่เนี่ยเทียนกำลังทำความเข้าใจกับความมหัศจรรย์ของวิวัฒนาการฟ้า ดิน ไขความเข้าใจที่มีต่อการแปรสภาพของดินแดนดวงดาว และปริศนา ของการก่อกำเนิดชนเผ่าสิ่งมีชีวิตต่างๆ พวกเขาเองก็รับสัมผัสจากปราณที่ เนี่ยเทียนแผ่ออกมาอีกที ใบหน้าของคนทั้งสองต่างก็เผยความตกตะลึง
พวกเขาแลกเปลี่ยนสายตาให้กันอยู่หลายครั้ง และต่างก็มองออกถึง ความตกตะลึงของอีกฝ่าย
เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่พวกเขาวิเคราะห์ออกมาจากในปราณของเนี่ยเทียน นำผลประโยชน์มหาศาลมาให้แก่พวกเขา
โดยทั่วไปแล้วผู้ที่เป็นแดนเอตทัคคะจะไม่มีทางได้รับผลพวงใดๆ จาก บนร่างของผู้ที่มีขอบเขตต่ำต้อยกว่า
แต่เห็นได้ชัดว่าเนี่ยเทียนคือตัวประหลาดที่เป็นข้อยกเว้น
สิ่งที่เนี่ยเทียนกำลังทำความเข้าใจในตอนนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการวิวัฒนาการของฟ้าดิน การก่อตัวของโครงสร้าง อาณาจักร และยังมีความมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งล้วนเป็นสัจธรรมที่ ยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้
พวกเขาแค่เอาความรู้แบบเศษส่วนที่กระจายจากร่างของเนี่ยเทียนมา ผสานรวมกับร่างของตัวเอง ปะปนเข้ากับดินแดนและวิชาการฝึกตน ก็ ล้วนช่วยในการฝ่าทะลุทางสภาพจิตใจของพวกเขา
พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วห้าวัน
เนี่ยเทียนเป็นผู้หยุดทำความเข้าใจก่อน เขาลุกขึ้นยืนอยู่บนเรือรบทาง ช้างเผือก และพอเขาหยุด เซี่ยเชียนกับจิ่งเฟยหยางสองคนก็ลืมตาขึ้น พร้อมกัน
ดวงตาของคนทั้งสองที่เป็นประกายระยิบระยับหันมารวมอยู่ที่ตัวของ เนี่ยเทียน แล้วร้องอุทานพร้อมกันว่า “เจ้าได้อะไรมาจากไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่ม นั้นกันแน่?”
“ข้าใช้แก่นเลือดสามหยดของตัวเองแลกมาด้วยเปลวเพลิงกลุ่มหนึ่ง จากมัน แล้วผสานรวมเข้าไปในโอสถวิญญาณเปลวเพลิงของตัวเอง… ” เนี่ยเทียนเล่าตามตรง
“ช่วงแรกเริ่มสุด ดินแดนไฟโลกันตร์ก็มีมันเป็นผู้ค้นพบ ตอนที่ อาณาจักรเพิ่งจะก่อตัว มันได้ปล่อยเมล็ดพันธ์เปลวเพลิงเพื่อช่วยให้ อาณาจักรแห่งนี้กลายเป็นอาณาจักรเปลวเพลิงอย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยให้ เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงแข็งแกร่งขึ้น แล้วกลับมาเก็บเอาไป? นี่ ก็คือวิธีการ เติบโตที่เป็นเอกลักษณ์ของไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้น?”
“แก่นเลือดของเจ้าช่วยให้มันสร้างเลือดเนื้อ กลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มี เลือดเนื้อเป็นของตัวเอง?!”
“เมล็ดพันธ์เปลวเพลิงที่มันมอบให้ ทำให้เจ้าดึงแก่นเพลิงฟ้าออกมา จากในผลึกเพลิงฟ้าได้เร็วกว่าเดิมเกือบสิบเท่าตัว? ประสิทธิผลในการทำ ความเข้าใจเวทลับเปลวเพลิงของร่างแยกวิญญาณเปลวเพลิงเจ้าก็เพิ่มขึ้น ด้วย?”
“…”
คนทั้งสองถามไป เนี่ยเทียนก็พยักหน้ารับไป ความตื่นตะลึงปรากฏอยู่ บนใบหน้าของพวกเขาสองคนตลอดเวลา
เนิ่นนานหลังจากนั้น เมื่อคนทั้งสองซักถามข้อกังขาที่มีในใจจนหมดสิ้น สายตาของพวกเขาที่มองไปยังเนี่ยเทียนอีกครั้งก็เปลี่ยนมาเป็นซับซ้อน แปลกประหลาด
“ไม่นึกเลยว่าสายเลือดของเจ้าจะแฝงเร้นความมหัศจรรย์ของชีวิต เอาไว้ สามารถสร้างเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตได้ใหม่ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อยิ่ง นัก!” จิตใจของเซี่ยเชียนยากจะสงบสุข ลมหายใจของเขาหอบหนัก เล็กน้อย “บนโลกใบนี้มีเผ่าพันธ์อยู่มากมาย สายเลือดก็มีความอัศจรรย์ แตกต่างกันไป แต่คนที่มีสายเลือดซึ่งทำให้วัตถุดิบวิเศษสร้างเลือดเนื้อ ขึ้นมาได้อย่างเจ้า กลับเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจริงๆ”
“เนี่ยเทียน ทางฝ่ายของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไม่ได้บอกหรือว่า ต้นกำเนิดของสายเลือดเจ้ามาจากที่ไหน?” จิ่งเฟยหยางคำรามเบาๆ
“ไม่ได้บอก” เนี่ยเทียนส่ายหน้า “หลังจากที่ผู้อาวุโสใหญ่ของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเอาแก่นเลือดของข้าไปหยดหนึ่ง ก็ให้ข้า ออกไป หลังจากนั้นเขาถึงได้ออกคำสั่งว่ายกดินแดนปราการดวงดาว ดินแดนพงฟ้าให้เป็นของข้า…”
“บางทีผู้อาวุโสใหญ่ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอาจวิเคราะห์ต้น กำเนิดสายเลือดของเจ้าได้แล้ว แต่เพราะสาเหตุบางประการจึงไม่อาจพูด มันออกมา” เซี่ยเชียนคาดเดา
คนทั้งสามพูดคุยกันพลางขับเคลื่อนเรือรบทางช้างเผือกให้ไปรวมกับ คนอื่นๆ
เมื่อมารวมตัวกันแล้ว เซี่ยเชียนจากสำนักจันทราวารีก็ยังไม่ได้กลับไป ยังดินแดนจุลอันธการ แต่บอกว่าจะคุ้มครองเนี่ยเทียนไปส่งที่ดินแดนพง ฟ้า เพื่อให้ลูกชายหญิงได้หาประสบการณ์ไปด้วย
เรือรบทางช้างเผือกสองลำจึงขับเคลื่อนไปยังดินแดนพงฟ้าพร้อมกัน
ระหว่างทางไม่เจอกับนักล่าแห่งดวงดาวคนใดอีก คนของกุหลาบขาว และพรรคยอดโลหิตต่างก็หายไปไม่เหลือแม้เงา
ระหว่างที่เดินทางอยู่ในเส้นทางดวงดาวตลอดเวลาหลายเดือน เนี่ย เทียนตั้งใจฝึกตนทั้งวันทั้งคืน แล้วก็ค้นพบด้วยความตกตะลึงว่า ไม่รู้ว่า เพราะสาเหตุใด ความเร็วในการชุบหลอมวัตถุดิบวิเศษแต่ละชนิดของ โอสถวิญญาณเขาถึงได้เพิ่มขึ้นพรวดพราด
บางจุดของเวทลับสามชนิดที่ก่อนหน้านี้ร่างแยกวิญญาณอย่างเปลว เพลิง พืชหญ้า ดวงดาวไม่เข้าใจ มาบัดนี้กลับพลันกระจ่างแจ้ง
และดูเหมือนว่าขอบเขตของเขาจะขยับไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เขาก็ ยังไม่เข้าใจ
รอจนเรือรบทางช้างเผือกสองลำลอยผ่านดินแดนไฟโลกันตร์ ขยับเข้า ไปในดินแดนพงฟ้า ตบะเขตลี้ลับช่วงต้นของเขาก็สามารถฝ่าทะลุไปได้ อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
“เขตลี้ลับช่วงกลาง!”
——