ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 944 พากันสวามิภักดิ์
การฝ่าทะลุขอบเขตเล็กๆ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพใดๆ
ทว่าการฝ่าทะลุขอบเขตครั้งนี้กลับราบรื่นจนเนี่ยเทียนแปลกใจ สภาพ จิตใจของเขาก็คล้ายจะสอดคล้องการฝ่าทะลุของขอบเขตอย่างสมบูรณ์ แบบ ไม่พบเจออุปสรรคใดๆ รอจนโอสถวิญญาณชุบหลอมได้ถึงระดับที่ แน่นอนแล้วมันก็เหมือนกับน้ำที่ไหลไปตามคลอง ทำให้เขากระโดดสู่เขตลี้ ลับช่วงกลางได้โดยตรง
วัตถุดิบวิเศษหลายธาตุจำนวนมากถูกเผาผลาญไปเกินครึ่ง หยกวิเศษ แตกออกเป็นเศษหิน ขอบเขตของเนี่ยเทียนก็มั่นคงได้อย่างง่ายดาย
เขาเดินออกมาจากห้องลับ มายืนอยู่ด้านบนของตัวเรือ ทอดสายตา มองทางช้างเผือกที่ส่องประกายแสงดาวระยิบระยับก็พลันรู้สึกเหมือนตัว จะล่องลอยดั่งเทพเซียน เกิดความรู้สึกมหัศจรรย์คล้ายวิญญาณจะหลุด ออกจากร่าง
ตลอดทางมานี้เซี่ยเชียนและจิ่งเฟยหยางสองคนก็เก็บตัวอยู่ในห้องของ เรือรบทางช้างเผือกตลอดเวลา ไม่ได้โผล่หน้าออกมาอีก
ปราณที่แผ่ออกมาตอนเนี่ยเทียนทำความเข้าใจกับไฟศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ คนทั้งสองได้รับความรู้ความเข้าใจที่มหัศจรรย์เช่นกัน
ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการวิวัฒนาการของฟ้าดิน การแปรสภาพของ อาณาจักร สัจธรรมความจริงของสิ่งมีชีวิตคล้ายจะชี้ทางสว่างให้กับพวก เขา ทำให้แดนเอตทัคคะสองคนอย่างพวกเขา มีความรู้ความเข้าใจต่อวิถี ยิ่งใหญ่ที่ลึกล้ำมากกว่าเดิม
พวกเขาเอาความรู้ความเข้าใจเหล่านั้นผสานรวมเข้าไปในวิชาการฝึก ตนของตัวเอง ซึ่งสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับแดนเอตทัคคะของพวกเขา
“อ๊ะ?”
ตอนที่เนี่ยเทียนทอดสายตาไปยังทิศไกล ก็พลันเห็นว่ามีเรือรบทาง ช้างเผือกไม่คุ้นเคยสองล้ำลอยมาถึง
เรือรบทางช้างเผือกสองลำนั้นมีธงของสำนักทองไพศาลและสำนัก ภูเขาพันกระบี่โบกสะบัด ซึ่งนั่นหมายความว่าเป็นตัวแทนของสำนักทอง ไพศาลและสำนักภูเขาพันกระบี่
“อู้ๆๆ!”
เงาร่างหลายเงาทยอยกันปรากฏตัวจากในเรือรบทางช้างเผือกลำที่เนี่ย เทียนโดยสารมาและลำของสำนักจันทราวารี
จิ่งเฟยหยางและเซี่ยเชียนก็ปรากฏตัวในที่สุด ซึ่งพวกเขากำลังมอง ประเมินไปยังเรือรบทางช้างเผือกของสำนักทองไพศาลและสำนักภูเขาพัน กระบี่ที่ขยับเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
“ทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้? ดูจากท่าทางแล้วเหมือนว่าจะมารออยู่ นานมากแล้ว” จิ่งเฟยหยางกล่าวอย่างแปลกใจ
“ฟิ้ว! ฟิ้ว!”
ฉวนจื่อเซวียนจากสำนักภูเขาพันกระบี่ และฉวีหมิงเต๋อจากสำนักทอง ไพศาลต่างก็ใช้ตบะแดนเอตทัคคะช่วงต้นห่อหุ้มเรือนกายของตัวเองเอาไว้ ครั้นจึงทะยานตัวออกจากเรือรบทางช้างเผือกมาพบหน้าพวกเนี่ยเทียน
บนเรือรบทางช้างเผือกด้านหลังคนทั้งสองคนก็มีผู้แข็งแกร่งแดนว่าง เปล่าอีกหลายคนเผยกายอย่างเงียบเชียบ
ผู้แข็งแกร่งทั้งหมดของสำนักทองไพศาลและสำนักภูเขาพันกระบี่ที่ ปรากฏตัวกะทันหันล้วนพากันหันมามองเนี่ยเทียน ใบหน้าของพวกเขา เต็มไปด้วยสีหน้าที่ซับซ้อนคละเคล้ากันไประหว่างความหวาดกลัวกับความ เคารพยำเกรง
“พวกเจ้า…” เนี่ยเทียนตะลึงงัน
ฉวนจื่อเซวียนและฉวีหมิงเต๋อมาหยุดห่างไปหลายสิบเมตรอยู่ตรงหน้า เขา คนทั้งสองที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศค้อมตัวให้เนี่ยเทียนน้อยๆ “ฉวนจื่อเซวียน ฉวีหมิงเต๋อคารวะบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด!”
ท่าทางของพวกเขาแตกต่างไปจากตอนอยู่ในตำหนักใหญ่ของสำนัก อักขระเทพที่อาณาจักรวอหลิวอย่างสิ้นเชิง
คราวนั้นพวกเขาสีหน้าเย็นชา ท่าทางไม่สบอารมณ์ ยกเผยฉีฉีและจ้าว ซานหลิงมาเป็นข้ออ้างให้เนี่ยเทียนลำบากใจ ทั้งยังปฏิเสธที่จะพึ่งพิงเนี่ย เทียน สะบัดชายแขนเสื้อได้ก็จากไปอย่างไม่ใยดี
คราวนี้พวกเขากลับพาลูกน้องใต้บังคับบัญชามารออยู่ล่วงหน้า หวังรอ ให้เนี่ยเทียนปรากฏตัวแล้วจะได้เข้ามาต้อนรับในทันที
ไม่ว่าจะเป็นท่าทีหรือวิธีการทำก็ล้วนเป็นท่าทีที่ผู้น้อยปฏิบัติต่อผู้สูง ศักดิ์
การกระทำของพวกเขาสองคนทำให้จิ่งเฟยหยางและเซี่ยเชียนต่างก็มีสี หน้าเหยเก พวกต้วนสือหู่และจิ่งโหรวก็ยิ่งมึนงง เดาจุดประสงค์การมาของ พวกเขาไม่ออก
ฉวนจื่อเซวียนเป็นฝ่ายยอมรับผิดก่อน เขาก้มหน้าก้มตาพูดว่า “เมื่อ ผ่านการครุ่นคิดอย่างละเอียด ข้าจึงตัดสินใจใหม่ว่าสำนักภูเขาพันกระบี่ ยินดีเป็นผู้พึ่งพิงของบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด”
ฉวีหมิงเต๋อเองก็กล่าวว่า “สำนักทองไพศาลก็ตัดสินใจเช่นนี้ เหมือนกัน”
พอคนทั้งสองกล่าวจบ ทุกคนที่อยู่รอบกายเนี่ยเทียนก็พากันร้องฮือฮา
ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ทั้งสองฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันอย่างไม่สบอารมณ์ ฉวนจื่อเซวียนทำท่าทางน่าเกลียด ฉวีหมิงเต๋อเองก็จากไปด้วยความเดือด ดาล
ใครจะไปคิดว่าเนี่ยเทียนเพิ่งจะมาปรากฏตัวในดินแดนพงฟ้า คนทั้ง สองก็ปรี่ขึ้นมารับหน้า ทั้งยังแสดงท่าทีว่าได้เปลี่ยนความคิด เลือกยอมเป็น ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาเนี่ยเทียน ยินดีเชื่อฟังคำสั่งของเนี่ยเทียน?
การยอมอ่อนข้อของพวกเขาสองคนหมายความว่า นับแต่บัดนี้เป็นต้น ไป ดินแดนพงฟ้าก็จะไม่มีเสียงไหนที่กล้าคัดค้านเนี่ยเทียนอีกแล้ว!
สำนักอักขระเทพ สำนักทองไพศาลและสำนักภูเขาพันกระบี่คือสาม สำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนพงฟ้า หลายพันปีมานี้ พวกเขา ครอบครองดินแดนพงฟ้าได้อย่างมั่นคง ขอแค่พวกเขายอมสวามิภักดิ์ สำนักเล็กๆ ที่พึ่งพิงพวกเขาอีกต่อหนึ่งจะกล้าคัดค้านได้อย่างไร?
“ทำไมล่ะ?” เนี่ยเทียนถามกลับ
ฉวีหมิงเต๋อยิ้มเจื่อน “บอกตามตรง พวกเรา…กลัวแล้ว”
“กลัวแล้ว?” เนี่ยเทียนยิ้มน้อยๆ
“บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงของดินแดนหิมะได้ส่งข่าวบอกไปทั่วดินแดน ดวงดาวใหญ่ๆ แล้ว” ฉวีหมิงเต๋อแข็งใจอธิบาย “หากรู้แต่แรกว่าเบื้องหลัง ของท่านมีผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าเป็นคนหนุนหลัง พวกเราย่อมไม่มีทาง กล้าปฏิเสธคำเชื้อเชิญของท่าน ก่อนหน้านี้พวกเราสองคนถูกคนผู้หนึ่งพูด ชักจูงให้ปฏิเสธความหวังดีของท่าน คนผู้นั้น…พวกเราไม่รู้ตัวตน แต่เขาได้ บอกกฎระเบียบแต่ละอย่างของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวให้พวกเราฟัง อย่างละเอียดหมดแล้ว”
“แล้วก็เพราะเขา พวกเราถึงได้รู้ว่าจ้าวซานหลิงล่วงเกินลัทธิจิตตวิสุทธิ์ ชักนำหายนะมาสู่ดินแดนพงฟ้า พวกเราจึงไม่พอใจ”
“แล้วก็เป็นเขาที่ทำให้พวกเราเข้าใจว่าบางทีเผยฉีฉีอาจได้รับวัตถุดิบ วิเศษห้วงมิติระดับเพาะฟ้าที่ลัทธิจิตตวิสุทธิ์เพ่งเล็งเอาไว้จากในสนาม รบสุ้ยเมี่ย เป็นเหตุให้ชนต่างเผ่ารู้เรื่องจึงมีความคิดที่จะบุกเข้ามารุกราน”
“ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากปากของคนที่พวกเราไม่รู้ที่มาคนนั้น”
เนี่ยเทียนที่พอจะเดาเรื่องราวเหล่านี้ได้ตั้งแต่แรกจึงยิ่งกระจ่างแจ้งเมื่อ ฟังคำอธิบายของคนทั้งสอง “เป็นเขาอีกแล้วหรือ?”
คนผู้นั้นเป็นคนเชื้อเชิญกุหลาบขาวให้มาลงมือกับเขา อีกทั้งการที่ บรรพบุรุษหันจิงสร้างความลำบากใจให้กับเขา คิดจะกักตัวเขาไว้ใน ดินแดนหิมะก็เป็นฝีมือของคนผู้นั้นเช่นกัน
ผู้ที่เผยแพร่ข่าวต่างๆ มาให้สำนักใหญ่ๆ ในดินแดนพงฟ้าและดินแดน ปราการดวงดาวรับรู้ว่าเขาผ่านการประเมินจากพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว รู้ว่าเขาฝึกสามวิชาอย่างดวงดาว เปลวเพลิง พืชหญ้า จึงอาจจะไม่ สามารถฝ่าทลายขีดจำกัดของอายุขัย และไม่สามารถเลื่อนสู่จุดสูงสุดของ บุตรแห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้ ก็คือเขาอีกเช่นกัน
หากไม่มีเขาก่อกวนอย่างลับๆ เกรงว่าสำนักทองไพศาลและสำนักภูเขา พันกระบี่คงยอมอ่อนข้อให้นานแล้ว ตระกูลกวาน ตระกูลเจี่ยนและตระกูล ฉู่ก็คงไม่หวั่นไหว เลือกที่จะสังเกตการณ์ไปก่อนอย่างนี้
ทว่าแผนการของคนผู้นั้นกลับพังทลายไม่เหลือชิ้นดีเพียงเพราะบรรพ บุรุษเซวี่ยเฟิงแพร่ข่าวออกไปว่าเบื้องหลังของเขามีผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้า ให้การช่วยเหลือ
ผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้า เชี่ยวชาญวิชาเปลวเพลิง และไม่น่าจะมีความ เกี่ยวข้องกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
มีบุคคลเช่นนี้ดูแลเนี่ยเทียน ดินแดนพงฟ้า ดินแดนปราการดวงดาวที่ ไม่มีผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าถือกำเนิด เป็นเพียงแค่ดินแดนดวงดาวระดับ ต้นและระดับกลาง จะกล้ามาล่วงเกินเนี่ยเทียนได้อย่างไร?
สำนักน้ำแข็งฟ้าของดินแดนหิมะแข็งแกร่งยิ่งกว่าสำนักใดๆ ในดินแดน พงฟ้าและดินแดนปราการดวงดาว ทว่าเมื่อเนี่ยเทียนเข้าไปในดินแดนหิมะ แปดอาณาจักรก็เกิดลางว่าจะแตกสลาย อาณาจักรจิงเซวี่ยแทบจะ พังทลาย
ขนาดบรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงก็จำต้องออกจากด่านมาก่อนกำหนด เป็น ฝ่ายเอ่ยคำขอโทษ ทั้งยังมอบของขวัญชิ้นใหญ่ชดใช้ให้กับเนี่ยเทียนตอนอยู่ อาณาจักรเฟยเซวี่ย
ขนาดสำนักน้ำแข็งฟ้ายังหวาดกลัว สำนักอื่นๆ ที่อ่อนแอกว่าก็ย่อม ต้องรู้อะไรควรไม่ควร
“กริ๊ง!”
และเวลานี้เอง ชายแขนเสื้อของจิ่งเฟยหยางก็มีเสียงกังวานใสแจ๋วดัง ลอยมา
เขาหรี่ตารับสัมผัสเล็กน้อยก็พลันยิ้มอย่างสง่างาม “เนี่ยเทียน ข้าเพิ่ง ได้รับข่าวจากภายในของสำนักอักขระเทพว่า ตอนนี้ตระกูลกวาน ตระกูล เจี่ยนและตระกูลฉู่ของดินแดนปราการดวงดาวไปรออยู่ที่อาณาจักรวอหลิว รอให้เจ้ากลับไป หวังว่าจะทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ นั่นคือเข้า เป็นกลุ่มอิทธิพลใต้สังกัดของเจ้า”
“สำนักสามกระบี่ของดินแดนปราการดวงดาวก็ยอมสวามิภักดิ์เหมือน พวกเรา พวกเขาไม่ได้มาด้วย แต่ให้ข้าช่วยบอกแทน” ฉวนจื่อเซวียนกล่าว ขึ้นอีกครั้ง
สำนักภูเขาพันกระบี่ของดินแดนพงฟ้า กับสำนักสามกระบี่ของดินแดน ปราการดวงดาวมีความสัมพันธ์ค่อนข้างลึกล้ำ
ปีนั้นสิ่งลี่เฟิงก็คือเมล็ดพันธ์ผู้กล้าของสำนักภูเขาพันกระบี่ หลังจากที่ ล่วงเกินต้วนสือหู่ก็ถูกบีบให้ต้องออกจากสำนัก กลายไปเป็นลูกศิษย์คน
สำคัญของสำนักสามกระบี่ นี่หมายความว่าสองฝ่ายนี้มีความสัมพันธ์ที่ แนบแน่นต่อกัน
ตอนนี้ขนาดฉวนจื่อเซวียนยังหวาดกลัวแล้ว สำนักสามกระบี่ที่แม้แต่ แดนเอตทัคคะยังไม่มีก็ย่อมต้องยอมเชื่อฟังแต่โดยดีอยู่แล้ว
หลังจากเดินทางไปยังดินแดนหิมะแล้วพาพวกฝานข่ายกลับมาได้ ปัญหายากลำบากที่กวนใจเนี่ยเทียนก็ถูกคลี่คลายไปได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
“นอกจากบรรพบุรุษหุนเทียนของสำนักฟ้ากลมแล้ว ผู้แข็งแกร่งของ แต่ละสำนักในสองดินแดนใหญ่ต่างก็เลือกที่จะสวามิภักดิ์ทั้งหมด” จิ่งเฟย หยางกล่าว
“บรรพบุรุษหุนเทียนมีท่าทีอย่างไร?” เนี่ยเทียนถามอย่างใคร่รู้
“บรรพบุรุษหุนเทียนไม่ได้เอ่ยอะไร สำนักฟ้ากลมยังคงอยู่ในสภาวะ สังเกตการณ์ดังเดิม” จิ่งเฟยหยางนิ่งคิดไปครู่แล้วกล่าวว่า “ดูเหมือนว่า บรรพบุรุษหุนเทียนจะอยู่ในช่วงฝ่าทะลุสู่แดนเอตทัคคะ ความเป็นไปได้ที่ จะทำสำเร็จมีสูงมาก ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับผลเก็บเกี่ยวมาจากจุดลึกของ สนามรบสุ้ยเมี่ย ถึงได้เต็มไปด้วยความมาดมั่น พอกลับมาก็ฝ่าด่านหมาย เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะทันที”
“สำนักฟ้ากลมไม่ได้แสดงท่าที ก็น่าจะเป็นเพราะผู้ตัดสินใจอย่างบรรพ บุรุษหุนเทียนยังไม่ออกจากด่านมาด้วยความสำเร็จ”
เซี่ยเชียนจากสำนักจันทราวารีขมวดคิ้วน้อยๆ “ตาแก่อย่างบรรพบุรุษ หุนเทียนนั่นคือกระดูกที่แทะยากชิ้นหนึ่ง ขนาดสำนักฟ้ากลมเขายังไม่ สนใจ หากไม่เป็นเพราะสำนักฟ้ากลมทำให้เขาได้รับทรัพยากรในการฝึก
ตนจำนวนมหาศาลมาจากดินแดนปราการดวงดาว ช่วยให้ขอบเขตของเขา มีการพัฒนา เขาก็อาจจะสละสำนักฟ้ากลมทิ้งไปแล้วก็เป็นได้”
“ไอ้หมอนี่ ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยเจอมาก่อน ในสายตาของเขามีแต่การ ฝึกตนอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีลูกเมีย แล้วก็ไม่มีคำนิยามใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ สำนัก จิตใจเขาหมกมุ่นอยู่แต่ในโลกของการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ ตัวเองอย่างเดียว”
จิ่งเฟยหยางเองก็พยักหน้ารับ “ทางฝ่ายเขาถือว่ารับมือได้ยากไม่น้อย ต่อให้เอาสำนักฟ้ากลมมาข่มขู่ ก็ไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะให้ความร่วมมือ”
เนี่ยเทียนเคยเจอกับบรรพบุรุษหุนเทียนมาครั้งหนึ่ง พอคิดถึงตาแก่คน นั้น เขาก็พลันปวดหัวจี๊ด
หลังจากกลับมาจากดินแดนหิมะ เขาก็เชื่อว่านอกจากสำนักและกลุ่ม อิทธิพลทั้งหมดที่พึ่งพาสำนักฟ้ากลมและบรรพบุรุษหุนเทียนแล้ว ดินแดน พงฟ้า ดินแดนปราการดวงดาวและดินแดนดาวตกย่อมต้องเชื่อฟังเขาแต่ โดยดี
ทว่าหากแก้ไขปัญหาทางฝั่งของบรรพบุรุษหุนเทียนไม่ได้ ก็ไม่ถือว่าเขา ได้ครอบครองดินแดนพงฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบ
——