ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 948 ปัญหาที่มาเยือนกะทันหัน!
“ประตูข้ามอาณาจักรพังทลาย แย่แล้ว!”
โหลวหงแยนขมวดคิ้วมุ่น หันหน้ากลับไปมอง แล้วก็ร้อนใจขึ้นมา กะทันหัน
การสร้างประตูข้ามอาณาจักรไม่ได้ใช้เวลาแค่วันสองวัน ต่อให้มี วัตถุดิบวิเศษมากพอก็ยังจำเป็นต้องเลือกสถานที่ที่เหมาะสมและทำการ สร้างอย่างละเอียด
ขั้นตอนนี้หากใช้เวลาน้อยหน่อยก็สองสามเดือน แต่ถ้านานหน่อยก็ อาจเกินครึ่งปี
ซึ่งการกำหนดเวลาที่ว่านี้อยู่ที่ตบะและขอบเขตของผู้ที่ลงมือสร้าง
นางรู้ว่าหลังจากที่ลูกน้องของหวงจินหนันค้นพบสถานที่แห่งนี้ก็ได้ใช้ เวลาถึงครึ่งปี กว่าจะสร้างโครงสร้างของประตูข้ามอาณาจักรบานนั้นได้ สำเร็จ
เมื่อสูญเสียประตูข้ามอาณาจักรไป นี่ก็หมายความว่าพวกเขาอาจขาด การติดต่อกับสำนักห้าธาตุนานถึงครึ่งปี
ร่องรอยประตูข้ามอาณาจักรถูกเปิดเผย นักรบเผ่ากิ้งก่าสายเลือด ระดับเก้าสองคนสังหารผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าที่เฝ้าอยู่ตรงนั้นจนสิ้นซาก เผ่ากิ้งก่าก็ย่อมรู้ข่าวการมาเยือนของพวกเขา
อีกทั้งอาจมีความเป็นไปได้ว่าคนของเผ่ากิ้งก่ารู้ร่องรอยของพวกเขา นานแล้ว หาไม่แล้วคงไม่บังเอิญไปที่ประตูข้ามอาณาจักรหลังจากที่พวก เขาจากมาได้ไม่นานอย่างพอดิบพอดีเช่นนี้
ร่องรอยถูกเปิดเผย อีกไม่นานผู้แข็งแกร่งเผ่ากิ้งก่าของอีกสอง อาณาจักรใกล้เคียงก็คงกรูกันมาที่นี่
ศักยภาพที่แท้จริงของนักรบสายเลือดระดับเก้าเจ็ดแปดคนของเผ่า กิ้งก่า พวกเขาก็ยังไม่รู้แน่ชัด
หากนักรบสายเลือดระดับเก้าเหล่านั้นต่างก็มีสายเลือดแข็งแกร่งจน ต่อสู้กับแดนเอตทัคคะช่วงกลางได้ ถ้าอย่างนั้นคนนอกอย่างพวกเขาที่บุก เข้ามาที่นี่ก็มีความเป็นไปได้มากว่าจะตายกันอยู่ที่นี่ทั้งหมด
เมื่อมีประตูข้ามอาณาจักร หากพวกเขารับมือไม่ได้ก็ยังไปขอความ ช่วยเหลือจากผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้าในสำนักห้าธาตุมาได้
ทว่าตอนนี้…
วินาทีที่ประตูข้ามอาณาจักรพังลง ทุกคนก็พลันมีความรู้สึกว่าพวกเขา เปลี่ยนจากนักล่า กลายมาเป็นเหยื่อเองเสียแล้ว
ความรู้สึกนี้ทำให้เทพบุตรและเทพธิดาสองท่านของสำนักห้าธาตุรู้สึก ไม่สบายใจอย่างถึงที่สุด
“คนของเผ่ากิ้งก่ารู้การมาสำรวจของพวกเราล่วงหน้าหรือไม่ แค่ ทดสอบเล็กน้อยก็รู้ได้” โหลวหงแยนครุ่นคิด ก่อนจะสั่งแดนเอตทัคคะสาม คนที่เป็นลูกน้องของนาง “พวกเจ้าจงไปค้นหารอบด้านนี้สักหน่อย ดูสิว่า
ในเมืองและหมู่บ้านของเผ่ากิ้งก่าเหล่านั้นมีคนของเผ่ากิ้งก่ามารวมตัวกัน มากกว่าเดิมหรือไม่?”
“ตกลง!”
ลูกน้องสามคนของเทพธิดาเปลวเพลิงแยกย้ายกันออกไปตามหาใน สามทิศทาง พวกเขากลายร่างเป็นสายฟ้าเส้นยาว พริบตาเดียวก็หายวับไป ไม่เหลือเงา
“ข้ารู้สึกแปลกมาตลอดทางแล้ว เพราะเผ่ากิ้งก่าที่พวกเราเจอมีจำนวน น้อยเกินไป เผ่ากิ้งก่าที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ก็มีจำนวนประปรายแค่ สิบกว่าคนเท่านั้น” โหลวหงแยนเกิดข้อกังขา “เผ่ากิ้งก่าที่ถูกพวกเรา สังหาร เกรงว่าน่าจะเป็นเหยื่อที่เผ่ากิ้งก่าตั้งใจส่งมาล่อลวงพวกเราเสีย มากกว่า!”
หวงจินหนันหน้าเปลี่ยนสี “ความหมายของศิษย์พี่หญิงก็คือ เผ่ากิ้งก่ารู้ ถึงการมาของพวกเรานานแล้ว?”
“ข้าคาดเดาว่าอย่างนี้ เรื่องจริงเป็นเช่นไรยังต้องพิสูจน์กันก่อน” โหลว หงแยนทอดสายตามองไปยังทิศไกลพลางถอนหายใจกล่าว “หากการขาด เดาของข้าเป็นความจริง เมื่อประตูข้ามอาณาจักรพังทลาย เผ่ากิ้งก่าก็ไม่ จำเป็นต้องสิ้นเปลืองเหยื่อล่ออีกแล้ว ถ้าอย่างนั้น ในเมืองและหมู่บ้าน ใกล้เคียงนี้ก็คงไม่มีคนของเผ่ากิ้งก่าอยู่อาศัยอีก”
“หลังจากที่ได้รับข่าว พวกเขาต้องถูกผู้แข็งแกร่งของเผ่ากิ้งก่าส่งตัวไป อยู่ที่อื่น หรือไม่ก็ย้ายออกจากที่เดิมไปยังนครที่ใหญ่ที่สุดของเผ่ากิ้งก่าแห่ง นั้น!”
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะสามคนทยอยกันกลับมา แต่ละคนสีหน้า เคร่งเครียดอย่างยิ่ง
“พวกเราค้นหาในรัศมีหนึ่งพันลี้ ไม่พบร่องรอยของคนเผ่ากิ้งก่าอีก! หมู่บ้านและเมืองหลายแห่งของเผ่ากิ้งก่ารกร้างไร้ผู้คน เห็นได้ชัดว่าย้าย ออกกันไปนานแล้ว”
“ดูท่า เผ่ากิ้งก่าคงรู้เรื่องการมาของพวกเรานานแล้ว”
“ไม่มีประตูข้ามอาณาจักร พวกเราก็ขาดการติดต่อกับสำนัก ไม่มี กองหนุนมาช่วย สถานการณ์ไม่ดีเอาเสียเลย!”
“ท่านเทพบุตร ท่านทำอะไรไม่ระวังเอาซะเลย!”
“เจ้าจะพาพวกเรามาตายกันทั้งหมด!”
จู่ๆ ผู้ฝึกลมปราณแดนว่างเปล่าหลายคนที่เป็นลูกน้องของโหลว หงแยนก็ไม่เกรงใจหวงจินหนันอีกต่อไป ทุกคนพากันเปิดปากเอ่ยตำหนิ เขา
หวงจินหนันได้แต่ยิ้มเจื่อน รู้ดีว่าปัญหาอยู่ที่ฝ่ายของเขา จึงไม่รู้จะแก้ ตัวอย่างไร
“พอที!” โหลวหงแยนตวาดเบาๆ
ทุกคนที่กำลังเอ่ยตำหนิพากันปิดปากฉับ ไม่กล้าพูดอะไรอีก
“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเราควรคิดหาวิธีรับมือกับปัญหาจะดีกว่า” หลังจากที่ทุกคนเงียบเสียงลง นางก็กล่าวว่า “ร่องรอยถูกเปิดเผยแล้ว
พวกนักรบสายเลือดระดับเก้าของเผ่ากิ้งก่าต้องไประดมกำลังพลจากอีก สองอาณาจักรมาสังหารพวกเราแน่นอน”
“มีความเป็นไปได้มากว่านักรบเผ่ากิ้งก่าของอีกสองอาณาจักรอาจจะ มาถึงแล้ว พวกเราไม่สามารถแยกกันได้อีก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทยอยกันถูก สังหาร”
จากนั้นหวงจินหนันและโหลวหงแยนก็ปรึกษากันว่าหลังจากนี้ควรจะ ทำเช่นไรดี
โหลวหงแยนคิดว่าควรจะบุกไปสังหารที่นครของเผ่ากิ้งก่า เพื่อให้รู้ พลังการต่อสู้ที่แท้จริงของศัตรู
แต่หวงจินหนันกลับคิดว่านครแห่งนั้นน่าจะรวมพลังการต่อสู้ทั้งหมด ของเผ่ากิ้งก่าเอาไว้ การไปที่นั่นนับเป็นการตัดสินใจที่ไม่ฉลาด
เขาแนะนำว่าให้รออยู่ที่นี่เพื่อให้คนของเผ่ากิ้งก่าบุกเข้ามาด้วยตัวเอง
จากถ้อยคำของพวกเขาพอจะฟังออกว่าดูแคลนคนเผ่ากิ้งก่า พวกเขา ไม่คิดว่าประชากรดั้งเดิมของที่แห่งนี้จะแข็งแกร่งได้สักเท่าไหร่
พวกเขาคิดว่าผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะหกคนที่พวกเขาพามา มาก พอจะสังหารนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่ากิ้งก่าเจ็ดแปดคนนั่นได้ ทั้งยัง สามารถยึดครองอาณาจักรทั้งสามแห่งของพวกเขามาเป็นของตัว
ทั้งสองคนถกเถียงกันโดยไม่ถามความคิดเห็นของเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนเองก็ยินดีให้เป็นอย่างนี้
เพราะอย่างไรซะเทพบุตรและเทพธิดาของสำนักห้าธาตุก็ไม่เคยคิดจะ ถอนกำลังกลับไปหลังจากที่รู้ว่าประตูข้ามอาณาจักรพังทลาย
พวกคนที่มาที่นี่ล้วนมีตบะเป็นแดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะ ต่อให้ไม่มี เรือรบทางช้างเผือก พวกเขาก็สามารถอาศัยตบะของตัวเองแหวกชั้น บรรยากาศของอาณาจักร เคลื่อนไหวอยู่ในทางช้างเผือกได้อยู่ดี
หวงจินหนันค่อนข้างอ่อนแอ มีตบะแค่เขตวิญญาณ ทว่ามีแดน เอตทัคคะให้การดูแล ก็น่าจะเดินทางในทางช้างเผือกได้อย่างปลอดภัย
“ยังดี ยังดีที่ไม่ถอนทัพกลับ ด้วยตบะเขตลี้ลับของข้า จะทำให้ข้ากลาย มาเป็นฝ่ายถูกกระทำ จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่น ถึงจะเดินทางในทาง ช้างเผือกได้” เนี่ยเทียนครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง
ไม่นานคนทั้งสองก็ได้ข้อตกลงร่วมกัน นั่นคือปักหลักอยู่ที่นี่ รอให้เผ่า กิ้งก่าเผยตัว แล้วค่อยดึงเอาความทรงจำของพวกเขาออกมาเพื่อให้รู้ สถานการณ์ของเผ่ากิ้งก่าอย่างแน่ชัดก่อนค่อยว่ากัน
หวงจินหนันเองก็แสดงท่าทีว่าเมื่ออยู่ในเทือกเขาแร่หินอัคคีทองนั้น เขาสามารถสร้างค่ายกลเพื่อเพิ่มพลังการป้องกันได้
ไม่นานหวงจินหนันก็ขอให้แดนเอตทัคคะเอาหินที่อยู่ด้านนอกของ ภูเขาสีเขียวลูกนั้นออกไป เพื่อให้แร่หินอัคคีทองเผยตัวออกมา
เมื่อแดนเอตทัคคะลงมือ หินด้านนอกของภูเขาสีเขียวจึงแตกระเบิด ร่วงกราวลงพื้นอย่างรวดเร็ว
ด้านในภูเขาที่เป็นสีทองอร่ามเผยตัวออกมา สีทองเจิดจ้านั้นมีพลังแห่ง ธาตุทองที่เปี่ยมล้นแผ่อบอวล
หวงจินหนันลงมือทันที เขาใช้เวทลับที่ฝึกมาผสานรวมกระแสจิต วิญญาณของตัวเองเข้าไป แล้วสลักภาพค่ายกลลึกลับลงบนตัวภูเขาสีทอง อร่าม
เนี่ยเทียนไม่ได้จับตามองเขา แล้วก็ไม่ได้คุยกับคนอื่นๆ แต่ขับเรือดารา บินวนไปรอบด้าน
เขาหาครบหนึ่งรอบก็ไม่พบวัตถุดิบวิเศษใดๆ ที่มีค่า ไม่นานเรือดารา จึงมาจอดใกล้ๆ กับภูเขาลูกนั้น
แล้วเขาก็เริ่มลงมือฝึกตน
ครั้งนี้ที่เขาฝึกก็คือเวทลับจิตวิญญาณชนิดหนึ่งที่บันทึกไว้ในตรา ประทับสะเก็ดดาวดวงที่สอง
ตอนนี้วิชาที่เขาบรรลุมาจากตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สองได้แก่จิต วิญญาณแห่งดวงดาวและโซ่ดวงดาว วิชาทางจิตวิญญาณอย่างที่สาม เขา ใช้เวลาเกินครึ่งปี ให้ร่างแยกวิญญาณดวงดาวเป็นตัวทำความเข้าใจ จัดเรียงอักขระเหล่านั้น และในที่สุดก่อนหน้านี้ไม่นาน เขาก็วิเคราะห์เวท ลับทางจิตวิญญาณของวิชาที่สามได้สำเร็จ
เวทลับทางจิตวิญญาณชนิดนี้มีชื่อว่าทะเลดาวมายา
ทะเลดาวมายาคือเวทลับทางจิตวิญญาณที่ผู้ก่อตั้งพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวสร้างขึ้นมาจากตำแหน่งของอาณาจักรดวงดาวหลายแห่งขณะที่ ไปสำรวจดินแดนดวงดาวลึกลับแห่งหนึ่งเมื่อหลายต่อหลายปีก่อน
ปีนั้นแม้แต่ผู้ก่อตั้งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่จับพลัดจับผลูหลง เข้าไปในดินแดนดวงดาวลึกลับแห่งนั้นก็ยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่โชคดีที่ ไขความลับของฟ้าดินจึงบรรลุวิชาทะเลดาวมายานี่มาได้
การฝึกทะเลดาวมายาจำเป็นต้องดึงพลังจิตวิญญาณออกมาจากจิต วิญญาณแห่งดวงดาว แล้วผสานรวมเข้ากับจิตวิญญาณของตัวเอง จากนั้น ก็สร้างขึ้นเป็นดวงตาดารา ซึ่งก็คือทิพย์จักษุ
สัญลักษณ์ที่บอกให้รู้ว่าฝึกวิชาทะเลดาวมายาสำเร็จก็คือมีดวงตาดารา ปรากฏขึ้นเก้าสิบเก้าดวง แล้วจัดเรียงกันเป็นลักษณะของดินแดนดวงดาว ลึกลับแห่งนั้น
ดวงตาดาราเป็นตัวแทนของอาณาจักรเก้าสิบเก้าแห่ง ซึ่งกระจายตัว กันด้วยวิธีการที่พิเศษ หากสร้างขึ้นได้ก็จะมีอานุภาพเขย่าคลอนฟ้าดิน นี่ คือเวทลับทางจิตวิญญาณที่เป็นแกนหลักสำคัญที่สุดของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว แล้วก็เป็นวิชาที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
“ดวงตาดาราเก้าสิบเก้าดวง จัดเรียงกันเป็นค่ายกลตามลักษณะของ ดินแดนดวงดาว ตอนนี้ข้าสามารถดึงจิตวิญญาณดวงดาวออกมาจากจิต วิญญาณแห่งดวงดาวทั้งเก้าดวงได้มากน้อยเท่าไหร่กันนะ?”
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็เริ่มลงมือ รวบรวมพลังจิตวิญญาณดวงดาวและ กระแสจิตวิญญาณจากจิตวิญญาณที่แท้จริง
ดวงตาดาราเก้าดวงก่อตัวขึ้นมาอย่างง่ายดาย
ทว่าเมื่อเขาดึงเอาพลังจิตวิญญาณดวงดาวมาผสานรวมกับกระแสจิต วิญญาณของจิตวิญญาณที่แท้จริงต่อ กลับเกิดความยากลำบาก
พลังจิตวิญญาณดวงดาวของจิตวิญญาณแห่งดวงดาวทั้งเก้าดวงมีมาก พอ ทว่าพลังจิตวิญญาณของตัวเขาเองกลับไม่มากขนาดนั้น
หลังจากที่เขาสร้างดวงตาดาราได้อีกสิบดวง พลังจิตวิญญาณของจิต วิญญาณที่แท้จริงก็แทบจะเผาผลาญไปหมด
“สิบเก้า ก็คือขีดจำกัดของข้าในตอนนี้”
——