ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 949 ควบคุมหินอุกกาบาต
มองมหาสมุทรจิตวิญญาณที่พอดวงตาดาราก่อตัวขึ้นมาสิบเก้าดวง จิต วิญญาณที่แท้จริงของเขาก็เปลี่ยนมาเป็นพร่าเลือน เบาบางราวควันจางๆ กลุ่มหนึ่ง เสมือนว่าแค่ลมพัดมามันก็จะสลายหายไป
จิตวิญญาณที่แท้จริงถูกดึงพลังจิตวิญญาณไปมากมหาศาล จึง เหมือนกับร่างกายหนึ่งที่สูญเสียเลือดเนื้อ เอ็นและกระดูกไป แล้วเหลือแค่ เพียงหนังหุ้มชั้นหนึ่งเท่านั้น
กลับเป็นจิตวิญญาณแห่งดวงดาวเก้าดวงเสียอีกที่แม้จะถูกดึงพลังจิต วิญญาณแห่งดวงดาวจนมีขนาดหดเล็กลง ทว่ากลับยังคงส่องประกายแสง สุกสกาวดังเดิม
“จิตวิญญาณที่แท้จริงถึงจะเป็นสาเหตุที่จำกัดการสร้างทะเลดาวมายา การก่อตัวของดวงตาดาราจำเป็นต้องใช้พลังจิตวิญญาณของจิตวิญญาณที่ แท้จริง ด้านในพลังจิตวิญญาณมีกระแสจิตสำนึกมาใช้ควบคุมดวงตาดารา รับสัมผัสกับแปดทิศ จิตวิญญาณแห่งดวงดาวมีทั้งหมดเก้าดวง ทว่าจิต วิญญาณที่แท้จริงมีเพียงแค่ดวงเดียว จิตวิญญาณที่แท้จริงไม่แข็งแกร่งมาก พอก็ไม่สามารถมอบจิตวิญญาณให้กับดวงตาดาราได้ และดวงตาดาราก็จะ ไม่ก่อตัวขึ้นมา”
“ทะเลดวงดาวมายาจำเป็นต้องสร้างดวงตาดาราเก้าสิบเก้าดวง จิต วิญญาณที่แท้จริงต้องแข็งแกร่งมากพอถึงจะมีพลังจิตวิญญาณที่เปี่ยมล้น มาประคับประคอง”
พอคิดเช่นนี้เขาก็ดึงเอาดวงตาดาราสิบเก้าดวงที่สร้างขึ้นมาอย่าง สุดกำลังให้กลับเข้ามาผสานรวมเข้ากับมหาสมุทรจิตวิญญาณ
พลังของจิตวิญญาณแห่งดวงดาวและพลังของจิตวิญญาณที่แท้จริงซึ่ง ก่อตัวขึ้นมาเป็นดวงตาดารากระจายตัวออกจากกัน แล้วกลับเข้าไปในจิต วิญญาณแห่งดวงดาวและจิตวิญญาณที่แท้จริงอีกครั้ง
“ยังดีที่พลังของดวงตาดาราสามารถดึงเอากลับมาได้ ข้อนี้นับว่าไม่ เลว”
ยามที่เขาเอาพลังวิญญาณมากมายที่อยู่ในมหาสมุทรวิญญาณจุด ตันเถียนมาใช้ในวิชาเพรียกมังกรไฟ หรือกระบี่สิบดัชนีเพลิงแดง พลังงาน ที่สูญเสียไปล้วนยากที่จะเอากลับคืนมาได้
นี่คือส่วนที่แตกต่างจากพลังจิตวิญญาณ
ร่างแยกวิญญาณดวงดาวไขความลี้ลับของทะเลดวงดาวมายาได้แล้ว แต่เนื่องจากไม่สามารถสร้างดวงตาดาราได้ตามเงื่อนไข เนี่ยเทียนจึงยังไม่ สามารถใช้เวทลับทางจิตวิญญาณนี้ได้ชั่วขณะ
วิชาคาถาต่างๆ ในตราประทับสะเก็ดดาวจำเป็นต้องดำเนินไปทีละขั้น
ทะเลดวงดาวมายาไม่สามารถฝึกได้สำเร็จ วิชาทางจิตวิญญาณอื่นๆ ที่ บันทึกไว้ในตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สองก็ไม่สามารถปรากฏออกมาได้
“หากจะให้จิตวิญญาณที่แท้จริงแข็งแกร่งจนสามารถสร้างดวงตาดารา ได้เก้าสิบเก้าดวง คงต้องรอให้ถึงเขตวิญญาณเสียก่อนถึงจะมีความหวัง”
เนี่ยเทียนเสียดายเล็กน้อย
“ไม่รู้ว่าเจ้าคิดยังไง ทั้งๆ ที่ได้รับการสืบทอดดวงดาวที่ลึกลับที่สุดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แต่กลับยังฝึกวิชาเปลวเพลิงและพืชหญ้าเพิ่ม มาอีกสองอย่าง พละกำลังของทุกคนมีจำกัด อายุขัยก็เช่นกัน เจ้าเล่นฝึก ทุกอย่างแบบนี้ ผลลัพธ์จะกลายเป็นว่าการฝุาทะลุขอบเขตของเจ้าจะ เป็นไปอย่างเชื่องช้า”
“ขอบเขตถึงจะเป็นรากฐานของผู้ฝึกลมปราณ เจ้าทิ้งเพชรไปคว้า พลอยแท้ๆ”
โหลวหงแยนเทพธิดาเปลวเพลิงขยับมาใกล้อย่างเงียบเชียบ พออยู่ห่าง จากเขาไปหลายสิบเมตรก็ขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้นช้าๆ
เนี่ยเทียนตะลึงเล็กน้อย หยุดการฝึกตนอย่างสิ้นเชิง หันไปมองนาง ด้วยสายตาสงสัย “เจ้ามาทำอะไร?”
“ศิษย์น้องหวงกำลังสลักภาพค่ายกล ไม่จำเป็นต้องให้ข้ายื่นมือเข้า แทรก ข้าก็เลยมาดูรอบๆ” โหลวหงแยนอธิบายอย่างไม่ใส่ใจด้วยน้ำเสียง เรียบเฉย “ข้าได้กลิ่นปราณของดวงตาดาราจึงตั้งใจมาดูสักหน่อย ดวงตา ดาราสิบเก้าดวง ดูท่าแล้วเจ้าน่าจะกำลังทำความเข้าใจกับทะเลดวงดาว มายาของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แต่เป็นเพราะขอบเขตไม่พอ จิต วิญญาณที่แท้จริงชุบหลอมไม่มั่นคงพอ จึงยังไม่ถึงขั้นที่จะร่ายใช้ทะเล ดวงดาวมายาได้สำเร็จ”
“ซึ่งนี่ก็ถือเป็นเรื่องที่ธรรมดามาก เวทลับจิตวิญญาณที่ลึกล้ำเกินคาด เดาอย่างทะเลดวงดาวมายานี้ ไม่ว่าบุตรแห่งดวงดาวคนใดล้วนจำเป็นต้อง เลื่อนถึงเขตวิญญาณก่อนถึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะควบคุมมันได้”
“บุตรแห่งดวงดาวบางคนที่จิตวิญญาณที่แท้จริงแข็งแกร่งมากพอก็จะ สามารถร่ายทะเลดวงดาวมายาออกมาได้ตั้งแต่ตอนอยู่เขตวิญญาณช่วงต้น ช่วงกลาง”
“และก็มีบางคนที่ต้องเป็นเขตวิญญาณช่วงท้ายเสียก่อนถึงจะพอฝืน ร่ายทะเลดวงดาวมายาออกมาได้”
โหลวหงแยนเบ้ปาก วิเคราะห์ไปตามความเห็นของตัวนางเอง “ส่วน เจ้าน่ะหรือ เนื่องจากไม่ได้ตั้งใจฝึกคาถาดวงดาวอย่างเดียว หากเจ้าคิดจะ ร่ายทะเลดวงดาวมายาออกมา คงต้องรอให้เป็นเขตวิญญาณช่วงท้าย หรือ อาจจะหลังจากนั้นเข้าไปอีก”
เนี่ยเทียนยักไหล่ “ข้าก็ไม่ได้รีบร้อน”
“บนร่างเจ้ามีวัตถุชิ้นหนึ่งที่เป็นอาวุธล้ำค่าธาตุไฟ ไม่ธรรมดาเลย ทีเดียว!” ระหว่างที่พูด ดวงตาที่เป็นดั่งอัญมณีของโหลวหงแยนก็พลันมี แสงสีแดงวาบผ่าน เป็นสีแดงดั่งเลือด
ใบหน้าที่เรียบง่ายธรรมดาของนางพลันมีแสงสว่างเจิดจ้า ดูมีชีวิตชีวา สดใส
เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี
“ทั้งๆ ที่เกราะมังกรเพลิงอยู่ในแหวนเก็บของ มีแหวนเก็บของขวางกั้น แต่นางกลับยังมองออกอีกหรือ!”
และขณะที่เขาคิดว่าโหลวหงแยนจะพูดถึงเกราะมังกรเพลิง คิดว่าควร จะรับมือกับนางอย่างไร โหลวหงแยนกลับพูดขึ้นมาอีกครั้งว่า “ต่อให้เจ้า ไม่ใช้คาถา วัตถุชิ้นนี้ก็ยังสามารถดึงรั้งพลังเปลวเพลิงที่อยู่ใกล้เคียงมาได้
อย่างเป็นธรรมชาติ ข้าอยู่ใกล้กับเจ้าก็ยังสัมผัสได้ว่าพลังความร้อนในร่าง ของข้าปรารถนาจะบินออกไป”
เปลวเพลิงที่มาจากไฟศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่ในโอสถวิญญาณเปลวเพลิงกลาง มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเนี่ยเทียนเต้นระริกลิงโลด
“ช่วยบอกข้าหน่อยได้ไหมว่า เปลวเพลิงในโอสถวิญญาณเปลวเพลิง ของเจ้าได้มาจากที่ใด?” โหลวหงแยนเอ่ยถาม
“ที่แท้ก็เรื่องนี้…” เนี่ยเทียนผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะ ยิ้มปากกว้าง “ข้ามิอาจบอกได้!”
“ไม่บอกก็ช่างเถอะ” โหลวหงแยนไม่คิดจะบังคับ “หากข้าได้วัตถุนั้น มาครอง ความเร็วในการฝึกตนของข้าก็จะเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ น่าเสียดายที่ วัตถุชิ้นนี้ผสานรวมเข้าไปในโอสถวิญญาณเปลวเพลิงของเจ้าแล้ว และ วิชาการฝึกตนของเจ้าก็ปะปนกันมากเกินไป เกรงว่าคงไม่สามารถอาศัย วัตถุชิ้นนั้นฝึกไปถึงจุดสูงสุดอย่างแดนเทพเจ้าได้”
เนี่ยเทียนหัวเราะฮ่าๆ “ไม่รบกวนให้เจ้ามาเป็นห่วงหรอก”
“เจ้าคนไม่รู้จักความหวังดีของคนอื่น” โหลวหงแยนแค่นเสียงเบาๆ แล้วก็ไม่พูดมากอีก เพียงหมุนตัวแล้วจากไป
เดิมทีนางคิดจะทำการแลกเปลี่ยนกับเนี่ยเทียน จึงถามที่มาของเปลว เพลิงกลุ่มนั้น หากเนี่ยเทียนยอมบอก นางจะมอบค่าตอบแทนให้มหาศาล
ทว่าการที่เนี่ยเทียนปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว ทำให้นางหงุดหงิดเล็กน้อย จึงไม่คิดจะพูดอะไรให้มากความอีก
มองเงาร่างของนางที่จากไป เนี่ยเทียนก็แอบขมวดคิ้วอยู่กับตัวเอง “เกราะมังกรเพลิงและเวทลับที่ได้มาจากเทพยักษ์ค้ำฟูาล้วนไม่สามารถเอา มาใช้ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้นางมองเส้นสนกลในออก ต้องรอให้ข้ามีตบะ แดนว่างเปล่าเสียก่อน หรือมีความมั่นใจว่าจะเอาชนะนางได้ ต่อให้เรื่องนี้ ถูกเปิดเผย ก็ไม่กลัวถ้านางจะมาหาเรื่อง”
เนี่ยเทียนฝึกตนของตัวเองต่อไป
หลายวันต่อมา ขณะที่เขากำลังตั้งใจฝึกตนก็มีดาวตกสีเทาอมน้ำตาล เป็นเส้นๆ พุ่งมาจากทางช้างเผือกด้านนอกอย่างบ้าคลั่ง
ดาวตกเหล่านั้นลอดผ่านปราการของอาณาจักรแห่งนี้มา ซึ่งมีมากถึง แปดกว่าเส้น
ดาวตกอยู่ห่างจากเขาค่อนข้างไกล เขาแค่นับจำนวนของมันได้ แต่ กลับไม่สามารถมองเห็นลักษณะที่ชัดเจนของพวกมัน
“นักรบของเผ่ากิ้งก่าเดินทางมาจากอีกสองอาณาจักรแล้ว! ” ลูกน้อง คนหนึ่งของโหลวหงแยนที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ายซึ่งอยู่ใกล้กับ เทือกเขาหินอัคคีทองพลันร้องอุทานเสียงดัง “นักรบเผ่ากิ้งก่าพวกนี้ล้วน อยู่บนดาวตกพวกนั้น การมาของพวกเขา ต้องมีเปูาหมายเป็นพวกเรา แน่นอน!”
“ดาวตก… ” เนี่ยเทียนนิ่วหน้า ก่อนจะขับเรือดาราเข้าไปใกล้แล้ว ตะโกนดัง “ผู้อาวุโสท่านไหนสามารถพาข้าขยับเข้าไปใกล้ดาวตกทั้งแปด นั่นได้บ้าง?”
“เจ้าจะทำอะไร?” หวงจินหนันมีสีหน้าตกตะลึง
ดวงตาของโหลวหงแยนเป็นประกาย ได้สติก่อนเป็นคนแรก “เจ้าคิด จะใช้คาถาดาวตกของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไปควบคุมดาวตกพวก นั้นหรือ?”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “ข้าอยากจะลองดู!”
เห็นได้ชัดว่าเปูาหมายของเผ่ากิ้งก่าคือพวกเขา ก่อนหน้าที่ดาวตกพวก นั้นจะตกลงมา หากเนี่ยเทียนขยับเข้าไปใกล้มากพอ บางทีอาจจะใช้คาถา ดาวตกฝืนบังคับวิถีวงโคจรการร่วงลงมาของดาวตกพวกนั้นได้!
ชนต่างเผ่าที่เชี่ยวชาญเวทลับจิตวิญญาณนั้นมีไม่มาก ที่เชี่ยวชาญอย่าง เผ่าอสูรกายนั้นก็ยิ่งมีน้อย
การร่ายใช้คาถาดาวตกต้องพึงพลังวิญญาณดวงดาวในร่างของเขา และพลังจิตวิญญาณในจิตวิญญาณแห่งดวงดาว ซึ่งจะสามารถชักนำให้ โครงสร้างของหินอุกกาบาตในดินแดนดาวตกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้ง ใหญ่ได้
“ท่านอาหยาง! ท่านไปส่งเขาหน่อย!” โหลวหงแยนออกคำสั่ง
ผู้แข็งแกร่งที่ขอบเขตสูงที่สุดของที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นแดนเอตทัคคะช่วง ท้ายที่ฝึกวิชาสายฟูารีบขยับตัวตามคำสั่งทันที
เขาคว้าร่างเนี่ยเทียนแล้วร่ายใช้แดนเอตทัคคะพุ่งแหวกอากาศไปราว สายฟูาเส้นหนึ่ง
“อู้ๆๆ!”
พริบตาเดียวสายฟูาเส้นนั้นก็พุ่งดิ่งขึ้นไปบนฟูา ขยับเข้าไปใกล้ดาวตก ทั้งแปดดวงอย่างรวดเร็ว
รอจนสายฟูาเข้าไปใกล้ดาวตกทั้งแปดดวงมากพอแล้ว เนี่ยเทียนเองก็ มองเห็นว่าบนดาวตกทั้งแปดมีนักรบเผ่ากิ้งก่ายืนอยู่หลายคน
สายเลือดส่วนใหญ่ของนักรบเผ่ากิ้งก่าเหล่านั้นคือระดับเจ็ด ระดับแปด ขอบเขตเท่าเทียมกับเผ่าวิญญาณ แดนว่างเปล่าของเผ่ามนุษย์
“ดาวตก!”
เนี่ยเทียนใช้เวทลับของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เอาพลังของ ดวงดาวมาผสานรวมเข้ากับพลังจิตวิญญาณดวงดาว ฉับพลันนั้นก็บินเข้า ไปหาหินอุกกาบาตสีเทาเหลือบน้ำตาลพวกนั้น
พลังดวงดาวและพลังจิตวิญญาณดวงดาวของเขามีพลังการพันธนาการ ต่อดาวตกจากนอกโลกพวกนี้อย่างเด่นชัด
เมื่อพลังงานกรอกเทเข้าไปในหินอุกกาบาต เขาจึงสามารถควบคุมวง โคจรการตกของหินอุกกาบาตเหล่านั้นได้ในพริบตา
“เปลี่ยน!”
เนี่ยเทียนร้องคำรามอยู่ในใจ หินอุกกาบาตเหล่านั้นที่ถูกเขาควบคุม พลันเปลี่ยนทิศทางจากแต่เดิมที่ตกลงมาเป็นแนวดิ่ง
“ตูมๆๆ!”
หินอุกกาบาตทั้งหลายคล้ายทวนยาวที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนทิศการโคจร พลัน พุ่งเข้าไปแทงยังหินอุกกาบาตก้อนอื่นๆ
เสียงกัมปนาทสะเทือนแผ่นดินดังออกมาจากอากาศสูง หินอุกกาบาตสี เทาเหลือบน้ำตาลพากันระเบิดไปทีละก้อน
นักรบเผ่ากิ้งก่าที่อยู่บนนั้นมีส่วนหนึ่งที่ถูกแรงโจมตีอันน่ากลัวจึงตาย ไปในชั่วพริบตา
และยังมีนักรบเผ่ากิ้งก่าอีกหลายคนที่ร้องคำรามเกรี้ยวกราด เผ่นหนี หัวซุกหัวซุนกระเจิงกันไปคนละทิศ
“เนี่ยเทียน! ทางนั้น ทางนั้นก็คือนครของเผ่ากิ้งก่า! ” ผู้แข็งแกร่งแดน เอตทัคคะช่วงท้ายที่พอมองเห็นทิศทางที่เผ่ากิ้งก่าส่วนใหญ่หนีไปก็รีบบอก ให้เนี่ยเทียนรู้ทันที
“ไป!”
เนี่ยเทียนยังคงร่ายเวทต่อไป หลังจากที่หินอุกกาบาตส่วนใหญ่แตก ละเอียดก็ยังคงมีหินอุกกาบาตขนาดใหญ่ยักษ์ไล่ตามไปกระแทกโจมตียัง นครที่เผ่ากิ้งก่าส่วนใหญ่ไปรวมตัวกันตามคำบอกของคนผู้นั้น
——