ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 950 ศึกแห่งเผ่าพันธุ์ที่โหดเหี้ยม
นอกรัศมีหมื่นลี้ นครที่เรียบง่ายแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลาง พื้นที่โล่งเปล่าเย็นเยียบ
นครแห่งนั้นประกอบกันขึ้นมาจากก้อนหินหลากหลายชนิด หอเรือน หินแต่ละหลังสูงต่ำไม่เท่ากัน เรียงตัวกระจัดกระจาย บนกำแพงเมืองไม่มี การสลักภาพค่ายกลใดๆ
นครแห่งนี้ก็คือนครที่เผ่ากิ้งก่าอยู่อาศัย เป็นนครที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุด แห่งหนึ่ง
นครของเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาอย่างมนุษย์ ภูตผีปีศาจระดับสูง หรือ อสูรกาย มักจะมีความสวยงาม มีรูปปั้นลอยตัว มีหินสลักขนาดใหญ่ยักษ์ มีค่ายกลที่มหัศจรรย์มากมาย
ทว่านครของเผ่ากิ้งก่ากลับไม่มีลวดลายใดๆ ราวกับว่ามีแค่เพื่อให้พัก อาศัยอย่างเดียวเท่านั้น แม้แต่การปูองกันอันเป็นรากฐานก็ยังไม่มี
เวลานี้เผ่ากิ้งก่ามากมายที่อาศัยอยู่ในนครแห่งนั้นต่างก็เงยหน้ามอง ท้องฟูาด้วยสายตาเดือดดาล ร้องคำรามไม่หยุด
“อู้ๆๆ!”
เศษหินอุกกาบาตจำนวนมากแหวกผ่านอากาศมาพร้อมกับเสียงร้อง คำราม ก่อนที่มันจะร่วงตูมลงมา
เศษหินอุกกาบาตขนาดใหญ่นั้นมีขนาดพอๆ กับเรือรบทางช้างเผือก ทั่วไปของเผ่ามนุษย์ พวกมันลอดผ่านชั้นเมฆมาพร้อมกับพลังการโจมตีที่ น่ากลัว
เศษหินอุกกาบาตที่เล็กหน่อยก็จะมีขนาดเหมือนกับแท่นโม่ที่ผ่านการ เพิ่มความเร็วและพกพาเอาพลังที่น่าตะลึงมาด้วย
“ฟิ้วๆๆ!”
นักรบเผ่ากิ้งก่าที่แข็งแกร่งเรือนกายสูงใหญ่สิบกว่าเมตร ส่ายสะบัด หางที่ยาวเหยียด ใช้พลังของสายเลือดมาขัดขวางเศษหินอุกกาบาตที่อยู่ กลางอากาศ
นักรบเผ่ากิ้งก่าสายเลือดระดับเจ็ด ระดับแปดต่างก็ระเบิดปราณเลือด อันเข้มข้นแล้วจู่โจมเข้าหาหินอุกกาบาตราวกับลูกกระสุน
หินอุกกาบาตที่เดิมทีไม่เป็นภัยคุกคาม มาบัดนี้กลับกลายมาเป็น เหมือนภัยพิบัติธรรมชาติที่รุนแรง
ตูมๆๆ!
เมื่อหินอุกกาบาตพากันระเบิดแตก นักรบเผ่ากิ้งก่าสายเลือดระดับเจ็ด ระดับแปดต่างก็ร้องอุทานกันเสียงหลง
มีนักรบเผ่ากิ้งก่าบางคนที่เรือนกายแข็งแกร่งราวหล่อออกมาจาก เหล็กกล้า ทว่าพอจู่โจมไปยังหินอุกกาบาต เรือนกายของพวกเขาไม่ว่าจะ เป็นเลือดเนื้อ เส้นเอ็น เลือดสดกลับปริแตกกระจัดกระจาย
แต่กระนั้นก็ยังคงมีหินอุกกาบาตจำนวนมากหล่นลงมาจากฟูาสูงและ โจมตีเข้าใส่นครของเผ่ากิ้งก่า
นครที่ไม่มีค่ายกลปูองกันแห่งนี้ มีแต่เสียงดังระงมไปทั่วทุกพื้นที่ในชั่ว พริบตา หอเรือนหินแต่ละหลังพังถล่ม มีคนเผ่ากิ้งก่าจำนวนไม่น้อยที่ถูก หินอุกกาบาตกระแทกตาย
นักรบเผ่ากิ้งก่าสายเลือดระดับเก้าคนหนึ่งที่เรือนกายสูงใหญ่กว่าคน อื่นอย่างเห็นได้ชัดกำลังทะยานมาจากทิศไกลด้วยความเกรี้ยวกราด
หางยาวเหยียดของเขาส่ายสะบัดอยู่กลางอากาศ ฟาดโบยให้หิน อุกกาบาตขนาดใหญ่แตกกระจายออกเป็นผุยผง
นักรบเผ่ากิ้งก่าสายเลือดระดับเก้าคนนี้เคลื่อนที่ไปทั่วกลางอากาศ และคอยลงมือทำให้หินอุกกาบาตที่ก้อนใหญ่มากเป็นพิเศษกลายมาเป็น เศษหิน ปูองกันไม่ให้หินอุกกาบาตพวกนั้นกระแทกลงมาสร้างอาการ บาดเจ็บและล้มตายให้คนในเผ่ามากกว่าเดิม
เขาร้องดังโฮกฮากอย่างต่อเนื่อง เสียงนั้นแหลมบาดแทงแก้วหู ดังสนั่น ไปไกลแสนไกล
นักรบเผ่ากิ้งก่าสายเลือดระดับเก้าคนอื่นๆ ที่กระจายตัวอยู่นอกเมือง ไปรัศมีพันลี้ซึ่งเดิมทีกำลังรอให้พวกเนี่ยเทียนมาเยือนก็พากันย้อนกลับมา อย่างเร่งร้อนพร้อมเสียงคำรามเดือดดาล
นักรบเผ่ากิ้งก่าสายเลือดระดับเก้าที่แข็งแกร่งที่สุดของสามอาณาจักร ได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่นานแล้ว
แต่เนื่องจากพวกเขาไม่รู้ว่าศัตรูจะมาจากทิศทางใด ถึงได้กระจายตัว กันอยู่รอบๆ นอกเมือง
ดาวตกแปดเส้นที่ปรากฏจากนอกโลกต่างก็พานักรบเผ่ากิ้งก่า สายเลือดระดับเจ็ด ระดับแปดจากอีกสองอาณาจักรมาเป็นกองหนุน พวก เขารู้ว่าการที่หินอุกกาบาตดาวตกพุ่งปะทะชนกันย่อมต้องมาจากฝีมือของ ศัตรูภายนอก นั่นถึงเป็นเหตุให้หินอุกกาบาตหลุดออกจากวงโคจรที่ แน่นอน และเสียการควบคุมกะทันหัน
ไม่มีค่ายกลนำส่งแห่งมิติที่แข็งแกร่ง ต่อให้นักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของ เผ่ากิ้งก่าต้องการเข้าไปในนครอย่างทันท่วงที ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
รอจนพวกเขาย้อนกลับเข้ามาในนครอีกครั้ง หินอุกกาบาตมากมายก็ กลาดเกลื่อนไปทั่วทั้งนคร เผ่ากิ้งก่าบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมาก
นักรบเผ่ากิ้งก่าสายเลือดระดับเก้าห้าคนลอยตัวอยู่กลางอากาศ นัยน์ตาที่เผยความเคียดแค้นกระหายเลือดกวาดมองไปรอบทิศ
“ฟิ้ว!”
แสงสายฟูาเส้นหนึ่งพลันปรากฏวาบอยู่ในจุดที่ห่างไปไกลมาก แล้วจู่ๆ ก็หายวับไปอีกครั้ง
“ทางนั้น!”
ผู้แข็งแกร่งเผ่ากิ้งก่าใช้ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขากำหนด เปูาหมายอย่างทันท่วงที
ทันใดนั้นนักรบเผ่ากิ้งก่าสายเลือดระดับเจ็ด ระดับแปดมากมายในนคร ที่ยังมีพลังการต่อสู้เหลืออยู่ก็ถูกนำพาไปยังพื้นที่ที่มีสายฟูาแลบผ่าน
เผ่ากิ้งก่าอีกคนหนึ่งถือหอยสังข์แล้วเปุาเป็นจังหวะด้วยเสียงบาดหูราว ผีร้ายร้องโหยหวน
เสียงนั้นเหมือนจะลอดผ่านห้วงมิติส่งไปยังสถานที่ที่ไกลแสนไกล
นักรบเผ่ากิ้งก่าอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำลายประตูข้ามอาณาจักรได้ยินเสียงนี้ก็ เหมือนได้รับทิศทาง จึงพากันมุ่งหน้าไปยังจุดที่พวกเนี่ยเทียนอยู่
……
“อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”
โหลวหงแยนทอดสายตามองไปยังทิศไกล สีหน้าของนางเรียบเฉย ผิดปกติ ทว่าดวงตากลับมีประกายเพลิงแห่งความรอคอยเต้นระริก
นางเตรียมพร้อมรับมือกับการต่อสู้นานแล้ว
“ฟิ้ว!”
สายฟูาที่จากไปพลันย้อนกลับมาในเสี้ยววินาที
ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะช่วงท้ายแซ่หยางคนนั้นโยนเนี่ยเทียนกลับไป ไว้ในเรือดาราแล้วกล่าวว่า “ไม่เสียแรงที่เป็นเวทลับซึ่งเป็นแกนกลาง สำคัญที่สุดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ดึงรั้งดาวตกที่บินมาให้ กระแทกชนกันเอง ทั้งยังสามารถเล็งไปโจมตีที่นครของเผ่ากิ้งก่าได้อย่าง แม่นยำ ทีนี้ก็สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับเจ้าพวกปุาเถื่อนนั่น ได้แล้ว”
ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ แดนว่างเปล่าคนอื่นๆ พากันพยักหน้ารับ สี หน้าเผยแววชื่นชม
เนี่ยเทียนมีตบะแค่เขตลี้ลับ ฝึกวิชาดาวตกอันมหัศจรรย์ ชักนำหิน อุกกาบาตทำให้นักรบเผ่ากิ้งก่าที่ยืนอยู่บนดาวตกทั้งแปดก้อนได้รับ บาดเจ็บไปตามๆ กัน
อีกทั้งเศษของหินอุกกาบาตที่แตกออกก็ยังไปกระแทกโจมตีในนคร ของพวกเขา ทำให้เผ่ากิ้งก่าล้มตายกันไปอีกมาก
หากไม่เป็นเพราะความมหัศจรรย์ของคาถาดาวตก อีกทั้งเผ่ากิ้งก่ายัง ใช้หินอุกกาบาตเดินทางระหว่างอาณาจักรพอดี ด้วยพลังการต่อสู้ของ ตัวเนี่ยเทียนเองย่อมไม่มีความหวังที่จะสร้างการโจมตีเช่นนี้ให้กับเผ่ากิ้งก่า ได้แน่นอน
“อีกไม่นานเท่าไหร่ ผู้แข็งแกร่งเผ่ากิ้งก่าก็คงตามมาที่นี่” เนี่ยเทียน หอบหายใจหนักหน่วง นั่งลงไปบนเรือดาราพลางหยิบเอาหินดวงดาว ออกมาดึงพลังวิญญาณดวงดาวในนั้น เพื่อชดเชยพลังงานที่เสียไปโดยเร็ว ที่สุด
การกระตุ้นใช้เวทลับดาวตกเผาผลาญพลังไปมหาศาล เพียงครู่สั้นๆ เมื่อครู่นี้ พลังดวงดาวในโอสถวิญญาณดวงดาวของเขาก็หายไปแล้วถึงสาม ส่วน
พลังจิตวิญญาณในจิตวิญญาณแห่งดวงดาวเก้าดวงก็หายไปบางส่วน ยังไม่ทันได้ต่อสู้ เขาก็เสียพลังไปมากถึงขนาดนี้แล้ว
หวงจินหนันยังคงนั่งอยู่ในเทือกเขาหินอัคคีหอง เขาชุบหลอมพลังสี ทองอันคมกริบและพลังจิตวิญญาณของตัวเองไว้ในมีดสลักสีทอง และ ยังคงให้มันสลักค่ายกลอันมหัศจรรย์ไว้ในตัวภูเขาต่อไป
เมื่ออยู่ภายใต้การปลุกเสกของค่ายกล พลังแห่งทองที่แฝงเร้นอยู่ใน เทือกเขาหินอัคคีทองแห่งนี้ก็เหมือนจะถูกปรับเปลี่ยน
ในความรู้สึกของเนี่ยเทียน เทือกเขานั้นคล้ายกลายมาเป็นอาวุธที่ แหลมคมชิ้นหนึ่ง หากค่ายกลสลักเสร็จเมื่อไหร่ เกรงว่าอานุภาพที่มัน สำแดงออกมาคงน่าตะลึงอย่างยิ่ง
“มากสุดสองวัน ผู้แข็งแกร่งเผ่ากิ้งก่าก็จะมารวมตัวกันที่นี่”
โหลวหงแยนขมวดคิ้วน้อยๆ วิเคราะห์อยู่ในใจตัวเอง “เวลาสองวันคือ เวลาที่ช้าที่สุด หากพวกนักรบเผ่ากิ้งก่าสายเลือดระดับเก้าไม่รอพวกที่ อ่อนแอกว่า เกรงว่าแค่ครึ่งวันก็คงมาถึงที่นี่แล้ว”
“พวกเราก็รอให้พวกปุาเถื่อนนั่นมาถึงแล้วกัน ” หยางฝานแดน เอตทัคคะช่วงท้ายกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “หึ โครงสร้างของอาณาจักร แห่งนี้แข็งแกร่ง ต่อให้พวกเราทุ่มสุดกำลังก็น่าจะทำลายไม่ได้”
“ทำลายได้หรือไม่ก็ไม่สำคัญ พวกเจ้าจงลงมือกันให้เต็มที่” น้ำเสียง ของโหลวหงแยนเฉยเมย “อาณาจักรแห่งนี้ไม่มีปราณวิญญาณฟูาดินที่ เข้มข้นดำรงอยู่ จึงไม่เหมาะสมให้เผ่ามนุษย์ของพวกเรามาสร้างสำนักอยู่ ที่นี่ ต่อให้อาณาจักรนี่พังทลายลงไป ขอแค่พวกเราเอาหินวิเศษ วัตถุดิบ วิเศษที่ซุกซ่อนอยู่ที่นี่ไปหมดก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”
พอได้ยินนางพูดอย่างนี้ ทุกคนก็หัวเราะกันเบาๆ ยิ่งวางใจมากกว่าเดิม
“ก็แค่พวกปุาเถื่อนเท่านั้น อารยธรรมล้าหลัง ขนาดเรือรบทาง ช้างเผือกก็ยังไม่มี” มีคนผู้หนึ่งหัวเราะเบาๆ อย่างดูแคลน “แค่การ เดินทางระหว่างอาณาจักรก็ยังต้องอากาศหินอุกกาบาตโดยใช้พลัง
สายเลือดชักนำ วิธีการเช่นนี้ ชนต่างเผ่าที่พวกเรารู้จักกันดีต่างก็ไม่มีใคร ใช้”
“สถานที่แห่งนี้น่าจะอยู่ในสภาพปิดผนึกมานาน เกรงว่าคนเผ่ากิ้งก่า เองก็คงไม่มีการติดต่อกับสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาของโลกภายนอก”
“ทว่ามีนักรบสายเลือดระดับเก้าถือกำเนิดขึ้นมา ชนเผ่านี้ก็ไม่นับว่า ธรรมดา น่าเสียดายนัก”
ทุกคนผลัดกันแสดงความคิดเห็น ถ้อยคำของพวกเขาต่างก็แสดงให้ เห็นถึงความดูหมิ่นต่อเผ่ากิ้งก่าที่กำลังจะมาเยือน
พวกเขาพากันเริ่มรู้สึกว่านักรบเผ่ากิ้งก่าสายเลือดระดับเก้าคงจะอยู่คน ละชั้นกับมหาราชาสายเลือดระดับเก้าของภูตผีปีศาจ หรืออสูรกายอย่าง สิ้นเชิง ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาแน่นอน
ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา อารมณ์ของเนี่ยเทียนก็ซับซ้อนเล็กน้อย ปลงอนิจจังอย่างถึงที่สุด
ปีนั้นตอนที่เขาอยู่ดินแดนดาวตกก็เคยเผชิญกับการรุกรานของชนต่าง เผ่าถึงสองครั้ง หากไม่เป็นเพราะยืนหยัดพิทักษ์อย่างสุดความสามารถ เกรงว่าดินแดนดาวตก…คงถูกยึดครอง ผู้คนล้มตายกันเป็นเบือ
ก่อนหน้านี้เขาคือผู้ที่ถูกรุกราน มาวันนี้ เขากลับกลายมาเป็นผู้รุกราน ดินแดนของคนอื่นเสียเอง
และในยุคดึกดำบรรพ์ เผ่ามนุษย์ก็ตกอยู่ในสภาพที่น่าอเนจอนาถอย่าง ยิ่ง พวกเขามักจะกลายมาเป็นเครื่องสังเวยในพิธีบูชาฟูาดินของชนต่างเผ่า
คนมากมายถูกสังหาร แล้วนำเรือนกายและจิตวิญญาณของพวกเขามาเซ่น ไหว้
ไม่ง่ายเลยกว่าที่เผ่ามนุษย์จะค้นพบช่องทางการฝึกตนจนค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่ง ทว่าเรื่องที่พวกเขาทำ ก็แทบไม่ต่างอะไรไปจาก ชนต่างเผ่านัก
สงครามระหว่างชนเผ่าเกิดขึ้นทั่วทุกมุมในทางช้างเผือก เต็มไปด้วย ความโหดเหี้ยมอำมหิต
นับตั้งแต่ที่เขาย่างกรายมาที่แห่งนี้และรู้ว่าที่นี่มีประชากรดั้งเดิมอยู่ เขาก็เข้าใจแล้วว่าสงครามครั้งนี้ไม่ใช่เจ้าตายก็ข้าที่รอด หลังจากที่ประตู ข้ามอาณาจักรพังทลายลง พวกเขาก็หมดสิ้นซึ่งทางถอย จึงได้แต่สู้จนตัว ตายเท่านั้น
“หวังว่าเผ่ากิ้งก่าพวกนั้นจะอ่อนแออย่างที่พวกเขาวิเคราะห์กันไว้ จริงๆ”
——