ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 968 สัตว์ยักษ์มวลดารา
ตำหนักแห่งหนึ่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
หลังจากเถาจิ่นนำเนี่ยเทียนมาถึงที่นี่ก็พบว่าสี่ผู้อาวุโสอย่างเว่ยไหล เห ยียนจั้น ซินฉิงและจู่กวางเหย้าต่างก็อยู่กันครบ
พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมีผู้อาวุโสทั้งหมดสิบสองท่าน โดยทั่วไป แล้วทุกครั้งจะมีเพียงสี่ผู้อาวุโสกลุ่มนี้ที่เฝูาบัญชาการณ์อยู่ในนครสะเก็ด ดาวตลอดทั้งปี
ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างก็มีธุระสำคัญให้ต้องจัดการ
เวลาส่วนใหญ่เจ้าตำหนักและรองเจ้าตำหนักสองคนจะออกไปข้างนอก เว้นเสียแต่ว่าจะได้รับการเรียกกลับอย่างเร่งด่วนของสำนักเท่านั้นถึงจะ กลับคืนมา
นอกจากเว่ยไหลสี่คน ยังมีอีกคนหนึ่งคือหญิงชราที่มีปราณเปลวเพลิง ลุกท่วมร่างซึ่งมีตบะแดนเอตทัคคะช่วงกลาง
เว่ยไหลแนะนำให้เนี่ยเทียนรู้จัก “เนี่ยเทียน นางคือจู๋อวิ๋น เป็นอาจารย์ หลอมอาวุธฝีมือฉกาจที่สุดของสำนักเรา”
เนี่ยเทียนรีบโค้งตัวคารวะ
ต่อให้เผชิญหน้ากับบุตรแห่งดวงดาว จู๋อวิ๋นก็ยังมีสีหน้าเย่อหยิ่ง เพียง แค่ผงกศีรษะน้อยๆ รับการคารวะจากเขาเท่านั้น
“ได้ยินมาว่าตอนที่เจ้าไปสำรวจอาณาจักรแห่งใหม่กับเทพบุตรและ เทพธิดาของสำนักห้าธาตุ ได้รับกระดูกมาท่อนหนึ่ง” จู๋อวิ๋นท่าทางเฉยชา “เอากระดูกท่อนนั้นมาให้ข้าดูหน่อย”
เว่ยไหลพยักหน้าให้เนี่ยเทียนเบาๆ
เนี่ยเทียนเองก็ไม่คิดอะไรมาก เพียงหยิบท่อนกระดูกยาวสิบกว่าเมตร ท่อนนั้นส่งให้กับจู๋อวิ๋น
มือที่สวมถุงมือกึ่งโปร่งแสงสีเงินของจู๋อวิ๋นยื่นมารับกระดูกเรียวยาวที่ ปลายสองด้านแหลมคม
ทันใดนั้นลำแสงเล็กละเอียดจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ในถุงมือก็พลันมุด เข้าไปในกระดูก
ผู้อาวุโสสี่คนที่มีเว่ยไหลเป็นผู้นำต่างก็ขยับเข้าไปดูใกล้ๆ ด้วยดวงตา เป็นประกาย
ลำแสงบินเข้าไปในกระดูกก็คล้ายจะไปสัมผัสเข้ากับลายเส้นสีเลือด ผลึกโซ่สายเลือดที่อยู่ในลายเส้นสีเลือดพลันปล่อยแสงเจิดจ้า ปราณแห่ง ความกระหายเลือดขุมหนึ่งแผ่ออกมาจากในกระดูก ทำให้ทุกคนตัวสั่นกัน น้อยๆ
ดวงตาของจู๋อวิ๋นเป็นประกายวาบ พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ถูกต้อง เป็นกระดูกท่อนหนึ่งของสัตว์ยักษ์มวลดาราจริงๆ อีกอย่างกระดูกท่อนนี้ ยังนาบประทับความลี้ลับทางสายเลือดทั้งหมดเอาไว้ก่อนที่สัตว์ยักษ์มวล ดาราจะตายด้วย”
“สัตว์ยักษ์มวลดารา?” เนี่ยเทียนงงงัน
ตอนที่เขาบรรยายภาพที่เห็นในสมองให้หวงจินหนันและโหลวหงแย นจากสำนักห้าธาตุฟัง พวกเขาแค่บอกว่าเจ้าของกระดูกท่อนนี้อาจจะมา จากสิ่งมีชีวิตในยุคต้นกำเนิด
ทว่าสิ่งมีชีวิตประเภทนี้มีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ ขนาดหวงจินหนัน และโหลวหงแยนก็ยังไม่รู้ชัด
หยางฝานที่เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ายศึกษามันอยู่นานมาก แต่ก็พูด แค่ว่ากระดูกท่อนนี้ไม่ใช่กระดูกของสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่เขารู้จัก
ทว่าหญิงชรานามว่าจู๋อวิ๋นที่พอรับกระดูกไปไว้ในมือกลับยืนยันว่า เจ้าของกระดูกท่อนนี้คือสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธ์หนึ่งที่ชื่อว่า “สัตว์ยักษ์มวล ดารา” นี่จึงทำให้เนี่ยเทียนแปลกใจอย่างยิ่ง
“สัตว์ยักษ์มวลดารามีชีวิตอยู่ในยุคต้นกำเนิด เป็นสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่ มากที่สุด” เว่ยไหลอธิบายให้เนี่ยเทียนฟังด้วยสีหน้าจริงจัง “ความรู้ที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเรามีต่อสัตว์ยักษ์มวลดารายุคต้นกำเนิดลึกล้ำ กว่าอีกสามสำนักมากนัก สัตว์ยักษ์มวลดาราเคยเป็นผู้พิชิตของยุคต้น กำเนิด พวกมันถือกำเนิดในจุดลึกของทางช้างเผือก เกิดมาก็มี ความสามารถในการโบยบินไปทั่วท้องฟูามากหมู่ดาว”
“เนื่องจากกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราท่อนนี้นาบประทับความลี้ลับ ทางสายเลือด…” จู๋อวิ๋นยังไม่ทันพูดจบ จู่ๆ สีหน้านางก็เปลี่ยนไป “เส้น เอ็นสายเลือดที่อยู่ในกระดูกท่อนนี้กลับมีปราณแห่งชีวิตที่พลุ่งพล่านอุดม สมบูรณ์ หากยังมีพลังชีวิตเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็มีความหวังที่กระดูกท่อนนี้ จะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง!”
“กลับมามีชีวิตใหม่?” เนี่ยเทียนตะลึง
“ถูกต้อง หากพลังชีวิตเลือดเนื้อเข้มข้นได้ถึงระดับที่แน่นอน โซ่ผลึก สายเลือดมากมายที่อยู่ในกระดูกจะทำให้มีเนื้อหนัง กระดูก อวัยวะภายใน ก่อกำเนิดขึ้นมาจากกระดูกท่อนนี้ สุดท้ายจะทำให้สัตว์ยักษ์มวลดาราตัวนี้ ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง” จู่อวิ๋นเองก็ตื่นตกใจมากไม่ต่างกัน “เพียงแต่ว่าเจ้าเองก็ ไม่ต้องเป็นกังวล หากสัตว์ยักษ์มวลดาราคิดจะฟื้นคืนชีพก็ไม่รู้ว่า จำเป็นต้องใช้เวลานานแค่ไหน”
“พวกมันไม่เหมือนกับชนต่างเผ่าอื่นๆ เงื่อนไขที่จะทำให้พวกมันฟื้นคืน ชีพได้ยุ่งยากจนแทบจะไม่มีความเป็นไปได้”
“ต้าจุนสายเลือดระดับสิบของชนต่างเผ่า ใช้แก่นเลือดหยดเดียวก็อาจ ฟื้นคืนชีพได้ แต่เนื่องจากตอนที่มีชีวิตอยู่ สัตว์ยักษ์มวลดารามีร่างกาย ใหญ่โตเกินไป จิงชี่เลือดเนื้อก็มากมหาศาลดั่งมหาสมุทร หากพวกมันคิด จะฟื้นคืนชีพก็เรียกได้ว่ายากยิ่งกว่าก้าวขึ้นสวรรค์” จู๋อวิ๋นสงบนิ่งอย่างมาก “ที่สัตว์ยักษ์มวลดาราค่อยๆ สูญพันธ์ไปในปลายสมัยของยุคต้นกำเนิด มี อยู่สาเหตุหนึ่ง นั่นก็คือพวกมันตัวใหญ่เกินไป ทรัพยากรที่พวกมันช่วงชิง มามีมากจนน่ากลัว ขนาดดินแดนดวงดาวจำนวนมากก็ยังไม่สามารถ ตอบสนองความต้องการของพวกมันได้”
“ในยุคต้นกำเนิด สัตว์ยักษ์มวลดารากินอาณาจักรดวงดาวเป็นอาหาร ทุกที่ที่พวกมันผ่านไป อาณาจักรดวงดาวที่มีชีวิตชีวาล้วนกลายมาเป็น ดวงดาวที่ตายแล้ว เมื่อหาอาณาจักรดวงดาวสดใหม่เพิ่มขึ้นไม่ได้ พวกมัน จึงไม่มีอาหารให้ดำรงชีวิต หลายตัวหากไม่ตายไปก็อยู่ในภาวะจำศีลเป็น เวลานาน”
เนี่ยเทียนอึ้งไปพักใหญ่ แล้วจู่ๆ ก็ถามว่า “ตอนนี้ในทางช้างเผือกยังมี สัตว์ยักษ์มวลดาราที่มีชีวิตอยู่อีกหรือไม่?”
“มี” เว่ยไหลตอบด้วยรอยยิ้ม
คล้ายมีสายฟูาเส้นหนึ่งระเบิดเปรี้ยงอยู่ในสมองของเนี่ยเทียน จู่ๆ เขา ก็นึกถึงดินแดนประหลาดที่เคยเข้าไปเยือนผ่านทางรอยแยกห้วงมิติหกเส้น ของอาณาจักรเลี่ยคง
ดินแดนประหลาดแห่งนั้นแบ่งเป็นชั้นบนกับชั้นล่าง
แผ่นดินชั้นบนมีภูตผีปีศาจ อสูรกาย เผ่าทมิฬ เผ่าไม้ใช้ชีวิตอยู่ ส่วน แผ่นดินเบื้องล่างก็คือแดนสุขาวดีของพวกสัตว์โบราณที่ร่างกายใหญ่มหึมา
แผ่นดินทั้งสองระเบิดสงครามนองเลือด ผลคือพวกภูตผีปีศาจพ่ายแพ้ จึงย้ายไปอยู่ที่อื่น
แผ่นดินด้านบนแตกทลายออกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นผืนแผ่นดินลอยตัว ที่ล่องลอยไปสี่ทิศ
และเมื่อเขาลงไปยังแผ่นดินเบื้องล่างที่มีเกาะกลางทะเลแห่งหนึ่ง ก็เคย ได้สื่อสารกับกระแสจิตลึกลับที่ส่งมาจากมหาสมุทรสีดำมืดมิด
กระแสจิตวิญญาณนั่นยังบอกด้วยว่ามีข้อตกลงบางอย่างร่วมกับ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว…
“ผู้อาวุโสเว่ย เมื่อหลายปีก่อนข้าเคยพลัดเข้าไปในฟูาดินแห่งหนึ่งผ่าน รอยแยกห้วงมิติของอาณาจักรเลี่ยคง ฟูาดินแห่งนั้นมีแผ่นดินเบื้องบนและ เบื้องล่าง” เนี่ยเทียนพูดพลางครุ่นคิดไปด้วย “ข้าได้รับความช่วยเหลือจาก
กระแสจิตวิญญาณที่เก่าแก่ลึกลับขุมหนึ่งจากแผ่นดินเบื้องล่าง และเคย พูดคุยกับมันในระยะเวลาสั้นๆ”
“มันบอกว่า มันมีข้อตลงบางอย่างร่วมกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ของพวกเรา”
พอเนี่ยเทียนเอ่ยจบ ผู้อาวุโสทั้งสี่ที่อยู่ในห้องโถงก็หันมามองหน้ากัน สี หน้ามีแววครุ่นคิด
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะเคยไปที่นั่น” เว่ยไหลพยักหน้ารับ “ถูกต้อง เรื่องที่ เจ้าคิดไว้ในใจเป็นความจริง จุดลึกของมหาสมุทรสีดำของแผ่นดินเบื้องล่าง มีสัตว์ยักษ์มวลดาราอยู่ตัวหนึ่ง มันมีข้อตกลงร่วมกับพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวของเราจริง”
เนี่ยเทียนตะลึงพรึงเพริด “คือสัตว์ยักษ์มวลดาราที่มีชีวิตอยู่จริงๆ น่ะ หรือ?”
“อืม ยังมีชีวิตอยู่ แต่มักจะอยู่ในภาวะจำศีลตลอดทั้งมี จะไม่ เคลื่อนไหวง่ายๆ” สีหน้าของเว่ยไหลเคร่งขรึม “เรื่องนี้คือความลับของ สำนัก เจ้าห้ามเอาไปแพร่งพรายกับคนอื่น”
“ข้าทราบ” เนี่ยเทียนกล่าว
“เจ้าลองตรวจสอบกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราท่อนนี้อย่างละเอียด ดูสิว่าจะสามารถหลอมอาวุธเทพไม่ดับสลายออกมาได้หรือไม่” เว่ยไหล กล่าวอย่างระมัดระวัง
จู๋อวิ๋นพยักหน้ารับ ก่อนจะพากระดูกท่อนนั้นของเนี่ยเทียนจากไปก่อน
เว่ยไหลเงียบไปครู่ก็กล่าวว่า “ข้าอยากคุยกับเนี่ยเทียนเป็นการส่วนตัว สักหน่อย”
ผู้อาวุโสใหญ่อีกสามคนจึงพากันเดินออกไป
“เผยฉีฉีที่มีจากดินแดนดาวตกผู้นี้เป็นอะไรกับเจ้า?” เว่ยไหลถามขึ้น อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ศิษย์พี่หญิงเผย? ทำไมจู่ๆ ถึงถามถึงนาง? นางเป็นอย่างไรบ้าง?” เนี่ยเทียนไม่ตอบทั้งยังถามกลับ
“นางสบายดี เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ออกหน้าด้วยตัวเองจึงเจอตัวนาง และ พานางกลับไปยังลัทธิจิตตวิสุทธิ์เพื่ออบรมสั่งสอนเป็นอย่างดีแล้ว ” เว่ ยไหลตอบรับ “นางเองก็เป็นเลือดผสมเช่นเดียวกับเจ้า ในสายเลือดมี ความลี้ลับห้วงมิติมาตั้งแต่เกิด ทั้งยังได้อาวุธล้ำค่าห้วงมิติระดับเพาะฟูาเข้า ไปอีกชิ้นหนึ่ง เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์จึงรับนางเป็นลูกศิษย์ด้วยตัวเอง”
“เรื่องนี้มีเพียงคนน้อยนิดเท่านั้นที่รู้ แม้แต่คนในของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็ ยังมีคนรู้ไม่กี่คน”
“แล้วจ้าวซานหลิงล่ะ?” เนี่ยเทียนถามอีก
“หลังจากจ้าวซานหลิงปฏิเสธความหวังดีของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็หายตัว ไปนับแต่นั้น เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์เองก็ไม่ได้สนใจในตัวเขามากนัก” เว่ยไหล อธิบายต่อ “ที่จ้าวซานหลิงมีวาสนากับลัทธิจิตตวิสุทธิ์ก็เพียงแค่เพราะ เจดีย์ซวีหลิงเท่านั้น พรสวรรค์ ความสามารถแฝงและคุณสมบัติของเขา ล้วนเทียบเผยฉีฉีไม่ติด เจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์จึงไม่คิดจะลงแรงอะไรกับเขา จึง ปล่อยเขาไปตามทางของตัวเอง”
“ศิษย์พี่หญิงเผยได้เป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าลัทธิจิตตวิสุทธิ์ โดยตรงเลยหรือนี่ นี่เป็นเรื่องดีจริงๆ” เนี่ยเทียนรู้สึกดีใจแทนเผยฉีฉีจากใจ จริง
“ศิษย์พี่หญิงเผยคนนั้นของเจ้าไม่เหมือนกับเจ้า แม้ว่านางจะเป็นเลือด ผสมเหมือนกัน แต่ฝึกวิชาห้วงมิติอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งสายเลือดยังมีความ ลี้ลับของห้วงมิติแฝงเร้น วันหน้าศักยภาพแฝงของนางที่อยู่ในลัทธิจิตต วิสุทธิ์คงไม่มีใครทัดเทียมได้ เท่าที่ข้ารู้มา หลังจากที่นางถูกพากลับลัทธิ จิตตวิสุทธิ์ไปได้ไม่นานก็เลื่อนสู่เขตวิญญาณ ขอบเขตของนางล้วนเพิ่มพูน ขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกๆ วัน” เว่ยไหลสีหน้าซับซ้อน
“ข้าและศิษย์พี่หญิงเผยเคยร่วมทุกข์มาด้วยกัน ความสัมพันธ์ดียิ่ง” ใน ที่สุดเนี่ยเทียนก็ยอมบอกความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเผยฉีฉีออกมา
“ถ้าแบบนั้นก็ดีที่สุด ไม่แน่ว่าวันหน้านางอาจช่วยให้เจ้าช่วงชิง ตำแหน่งนายแห่งดวงดาวมาได้” เว่ยไหลกล่าว
จากนั้นเว่ยไหลก็บอกเนี่ยเทียนว่าจะมอบท่อนกระดูกของสัตว์ยักษ์ มวลดาราคืนให้เนี่ยเทียนเมื่อจู๋อวิ๋นตรวจสอบเสร็จ
การตรวจสอบกระดูกของสัตว์ยักษ์มวลดาราและบันทึกข้อมูลของมัน ไว้ในคลังความรู้ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ก็จะมอบค่าคุณความดีที่ เหมาะสมให้เป็นค่าตอบแทนของเนี่ยเทียน
บุตรแห่งดวงดาวอย่างเนี่ยเทียนพึ่งพาพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ขณะเดียวกันก็มีอิสระอยู่ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว สามารถสมัคร รวบรวมพรรคพวกของตัวเองให้ควบคุมอาณาจักรภายใต้การปกครองของ ตนได้
“เจ้าตั้งใจฝึกตนต่อไปได้ ผ่านไปอีกสักช่วงหนึ่ง สำนักอาจจะมีภารกิจ มอบให้เจ้า เจ้าก็เตรียมตัวรอไว้สักหน่อย”
“ตกลง”
——