ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 982 ปริศนาการเกิดใหม่ของชนต่างเผ่า
หากเทพยักษ์ค้ำฟูา สัตว์โบราณและชนต่างเผ่าต้องการจะเกิดใหม่ สายเลือดตั้งต้นก็คือระดับแปด
ขอแค่ยักษ์ค้ำฟูา สัตว์โบราณและชนต่างเผ่าที่มีสายเลือดระดับแปด สามารถหนีออกมาจากหัวใจ หรือผลึกใสทรงปริซึมอย่างเผ่าอสูรกายก็ล้วน สามารถให้สายเลือดระดับเก้า ระดับสิบของเผ่าพันธุ์เดียวกันกรอกเทแก่น เลือด สร้างเลือดเนื้อขึ้นมา กำเนิดใหม่อีกครั้งได้สำเร็จ
ผู้ที่มีสายเลือดระดับแปดยังจำเป็นต้องอาศัยผู้อาวุโสในตระกูล
ทว่าหากเป็นมหาราชาของชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเก้าที่ขอแค่หัวใจ ยังอยู่ ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นช่วยก็สามารถใช้หัวใจของตนชักนำจิงชี่เลือด เนื้อ กลับคืนมามีชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง
ต้าจุนสายเลือดระดับสิบที่ขอแค่มีแก่นเลือดอยู่หยดหนึ่ง ก็สามารถใช้ แก่นเลือดสร้างกระดูกและเลือดเนื้อ ฟื้นคืนชีพได้อีกครั้ง!
ต้าจุนระดับสิบหลายคนของชนต่างเผ่า ยามที่ออกไปรบด้านนอก มักจะทิ้งแก่นเลือดไว้ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธ์ตัวเองเสมอ
เมื่อทำเช่นนี้ ต่อให้พวกเขาไปตายอยู่นอกอาณาจักร แต่แก่นเลือดหยด นั้นก็สามารถสร้างชีวิตใหม่ ทำให้พวกเขาฟื้นคืนชีพได้อีกครั้ง
แล้วก็ด้วยเหตุนี้จึงมีคำบอกว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะสังหารต้าจุนของ ชนต่างเผ่าซึ่งมีสายเลือดระดับสิบให้ตายได้อย่างแท้จริง
ทว่าการที่อีกฝุายไม่ตายนี้ หาใช่ว่าจะไม่ตายตามความหมายที่แท้จริง เสมอไป หากแก่นเลือดนั้นก็ถูกทำลายไปด้วย ก็หมายความว่าความหวังที่ จะคืนชีพของพวกเขาก็จบสิ้นลงไปด้วย
นอกจากนี้ขีดจำกัดด้านอายุขัยของต้าจุนระดับสิบก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไปตามการเกิดใหม่
แก่นเลือด หัวใจล้วนมีโซ่ผลึกสายเลือดนาบประทับเอาไว้ ซึ่งได้บันทึก อายุขัยในครั้งแรกสุดที่เกิดขึ้นมาเอาไว้
การตายและการฟื้นคืนชีพของชนต่างเผ่าจะไม่สามารถแก้ไขขีดจำกัด ด้านอายุขัยของพวกเขาได้
อีกทั้งการเกิดใหม่ยังจะถ่วงการเลื่อนขั้นทางสายเลือดของชนต่างเผ่า ทำให้ระดับสายเลือดของพวกเขาถดถอย หากคิดจะเริ่มเลื่อนขั้นต่ออีกครั้ง แม้ว่าความเร็วจะมีมากกว่าตอนยังไม่ตายหลายเท่า แต่ก็ยังส่งผลกระทบ ต่อโอกาสในการเลื่อนขั้นทางสายเลือดของพวกเขาอยู่ดี
คำอธิบายของพวกจิ่งเฟยหยางทำให้เนี่ยเทียนมีความรู้ความเข้าใจกับ การเกิดใหม่ของชนต่างเผ่าใหม่ทั้งหมด
เขาตระหนักได้ว่าบางทีการที่เขาสามารถใช้แก่นเลือดมากระตุ้นชีวิต ของแกนเลือดเกราะมังกรเพลิง สร้างโซ่ผลึกทางสายเลือดให้กับโครง กระดูกปีศาจเลือดขึ้นมาใหม่อาจจะเป็นวิธีการอย่างหนึ่ง
เกราะมังกรเพลิงและโครงกระดูกปีศาจเลือดต่างก็มีสายเลือดระดับ แปด เมื่อตายไป หัวใจของพวกมันไม่ได้ถูกทำลาย จึงมีความเป็นไปได้ที่จะ เกิดใหม่อีกครั้ง
เดิมทีเกราะมังกรเพลิงและโครงกระดูกปีศาจเลือดต่างก็ต้องอาศัย มังกรเพลิงที่มีสายเลือดอย่างน้อยระดับเก้า และเผ่าโครงกระดูกระดับเก้า ถึงจะทำให้พวกมันฟื้นคืนชีพ มีโซ่ผลึกสายเลือดเกิดขึ้นมาในหัวใจได้ใหม่ อีกครั้ง
สายเลือดแห่งชีวิตของเขาผิดปกติเกินคนทั่วไป มีประสิทธิผล มหัศจรรย์ที่ทำให้หัวใจของเกราะมังกรเพลิงและโครงกระดูกปีศาจเลือด กลับมามีพลังชีวิตใหม่อีกครั้ง
ส่วนกระดูกท่อนนั้นของสัตว์ยักษ์มวลดารา…
ระดับสายเลือดของสัตว์ยักษ์มวลดาราย่อมต้องเหนือกว่าเกราะมังกร เพลิงและโครงกระดูกปีศาจเลือดแน่นอน อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับเก้า หรือไม่ก็เทียบเคียงได้กับต้าจุนสายเลือดระดับสิบของชนต่างเผ่า
แก่นเลือดหนึ่งหยดของต้าจุนระดับสิบก็สามารถช่วยให้เกิดใหม่ได้ ทว่าเงื่อนไขที่ต้องการก็เข้มงวดมากเช่นกัน
ส่วนแก่นเลือดแห่งชีวิตของเขาที่พอกรอกเทเข้าไปในกระดูกของสัตว์ ยักษ์มวลดารากลับทำให้ลายเส้นสีเลือดในกระดูกมีโซ่ผลึกสายเลือด จำนวนมากเกิดขึ้นมา
บางทีแก่นเลือดแห่งชีวิตก็อาจทำให้สัตว์ยักษ์มวลดาราที่ตายไปแล้ว ฟื้นคืนชีพได้
แต่สัตว์ยักษ์มวลดาราไม่เหมือนกับชนเผ่าอย่างภูตผีปีศาจหรืออสูรกาย พวกมันคือสิ่งมีชีวิตเรือนกายใหญ่โตในยุคสมัยที่ห่างไกลยิ่งกว่า การที่พวก
มันจะฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้งจะสร้างความมหัศจรรย์ในระดับใด เป็น เรื่องที่ไม่มีใครรู้
จู๋อวิ๋นของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเคยบอกว่ากระดูกท่อนนั้น สามารถทำให้สัตว์ยักษ์มวลดาราคืนชีพกลับมาได้จริง แต่นางกลับไม่เป็น กังวล เพราะเงื่อนไขที่จำเป็นในการทำให้สัตว์ยักษ์มวลดาราคืนชีพคือต้อง มีเลือดเนื้อปริมาณมากมหาศาล จึงแทบไม่มีความเป็นไปได้ที่เนี่ยเทียนจะ ทำให้มันกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง
พอคิดถึงว่าเมื่อสัตว์ยักษ์มวลดาราฟื้นตื่นขึ้นมาจะต้องกินดินแดน ดวงดาวเป็นอาหาร เนี่ยเทียนก็รู้สึกว่าการที่จะใช้แก่นเลือดไม่กี่หยดของ เขาทำให้กระดูกท่อนนั้นกลับคืนมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นราวกับนิทานหนึ่งพัน ราตรีอย่างไรอย่างนั้น
กว่าจะไปถึงจุดที่พวกต่งลี่รออยู่ ยังต้องทะยานไปในปุารกครึ้มอีกระยะ หนึ่ง ยามที่เนี่ยเทียนพูดคุยกับแดนเอตทัคคะสามคนอย่างพวกจิ่งเฟย หยาง เขาก็สัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่าต้นกล้าของต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ ในโอสถวิญญาณพืชหญ้าของเขาแอบดึงเอาจิงชี่พืชหญ้าที่อยู่ในปุามา ผสานรวมกับต้นอ่อนของตัวเอง
อีกทั้งแก่นพืชหญ้าที่ต้นอ่อนนี้เก็บมาก็ยังเป็นเพียงแค่ส่วนน้อย ไม่ได้ เผด็จการอย่างค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ
“หากมันกลายมาเป็นต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ได้จริงๆ ก็จะสามารถ รวบรวมพลังพืชหญ้าที่ล่องลอยอยู่ในทางช้างเผือกอันมืดมิดมาได้ด้วย ตัวเอง ทั้งยังเป็นฝุายหล่อเลี้ยงอาณาจักร ทำให้อาณาจักรเปี่ยมล้นไปด้วย พลังชีวิต พืชหญ้าดอกไม้เจริญเติบโต ออกดอกออกผลกันอย่างรวดเร็ว
กว่าต้นกล้าต้นนี้จะได้กลายเป็นต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จริงๆ คงต้องใช้ ระยะเวลาอีกช่วงหนึ่งเลยทีเดียว”
“ก่อนหน้าที่มันจะเติบโตเต็มที่ มันจำเป็นต้องอาศัยพืชพรรณที่อยู่ใน อาณาจักร ใช้จิงชี่พืชหญ้าและโอสถวิญญาณพืชหญ้าของข้ามาหล่อเลี้ยง ตัวเองไปอย่างช้าๆ แต่เมื่อเทียบกับใบไม้ทั้งสามแล้ว ต้นกล้านี้มีความต่าง ทางด้านคุณภาพ หากมันเติบโตจนกลายมาเป็นต้นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ได้ จริงๆ แล้วมีใบไม้แตกใบออกมา มันก็คือวัตถุดิบวิเศษระดับเพาะฟูา!”
“หลังจากนี้ เมื่อวัตถุชิ้นนี้ผสานรวมเข้าไปในดินแดนของข้าก็จะทำให้ แดนว่างเปล่า แดนเอตทัคคะและแดนเทพเจ้าที่ข้าสร้างขึ้นมีความ มหัศจรรย์เกิดขึ้น!”
เนี่ยเทียนเพ่งสมาธิมองก็เห็นว่าต้นกล้าเล็กๆ ต้นนั้นโล้นโล่ง เป็นเพียง หน่ออ่อนที่ยังไม่มีกิ่งก้าน และยิ่งไม่มีใบไม้เขียวขจีงอกออกมา
ขอแค่ต้นกล้านี้แตกกิ่งก้านและมีใบไม้งอกออกมา ถึงจะเรียกว่าต้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างแท้จริง
เมื่อถึงเวลานั้น เวลาที่เขาอยู่นอกอาณาจักรก็สามารถอาศัยต้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์มาดูดซับพลังพืชหญ้าในทางช้างเผือกอันลึกล้ำที่คน ทั่วไปมิอาจสัมผัสได้ถึงเข้ามาในร่างกายตัวเอง
ไม่นานนักคนทั้งกลุ่มก็กลับมารวมตัวกันตรงจุดที่พวกต่งลี่รออยู่
“เนี่ยเทียน พวกเจ้า…ไปนานมากเลยนะ” ต่งลี่ยืนอยู่บนเรือดารา พอ เห็นเขามาถึงก็เอ่ยถามอย่างร้อนใจ “เป็นอย่างไรบ้าง? มีการค้นพบอะไร หรือไม่?”
“ปัญหาแก้ไขได้แล้ว” เนี่ยเทียนยิ้มกว้าง “ช่องทางห้วงมิติแห่งที่หกถูก พวกเราทำลายทิ้ง ชนต่างเผ่าสายเลือดระดับแปดสามคนและสายเลือดที่ ต่ำกว่านั้นล้วนถูกสังหาร ข่าวนี้น่าจะยังไม่เล็ดรอดออกไป เอาล่ะ พวกเรา ไม่จำเป็นต้องรออยู่ที่นี่แล้ว รีบเดินทางไปยังสมรภูมิรบแห่งต่อไปกัน เถอะ!”
พอเขาพูดประโยคนี้ คนทั้งกลุ่มก็ทั้งตะลึงทั้งยินดี
เนี่ยเทียนพลิ้วกายลงบนเรือดาราแล้วบังคับให้มันบินไปยังพื้นที่ เทือกเขาน้ำแข็ง พร้อมๆ กับแดนเอตทัคคะและแดนว่างเปล่า
พื้นที่เทือกเขาน้ำแข็งแห่งนั้นก็คือเปูาหมายถัดไปที่พวกเขาเลือกเอาไว้
พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วสองเดือน
ลมหนาวสะท้านพัดมาพร้อมเสียงแหลมบาดแก้วหู ภูเขาน้ำแข็งหลาย ลูกตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นน้ำแข็งเยียบเย็น มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
สถานที่แห่งนี้เป็นเพียงมุมหนึ่งของแผ่นดินลอยตัว อาจไม่ถึงหนึ่งในสิบ ส่วนของแผ่นดินลอยตัวด้วยซ้ำ แต่ในสายตาของทุกคนกลับยังกว้างใหญ่ ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด
“คล้ายคลึงกับแผ่นดินของอาณาจักรปิงเฟิงในดินแดนดาวตกเรา แถม ดูท่าแผ่นดินแห่งนี้จะกว้างขวางกว่าอาณาจักรปิงเฟิงด้วยซ้ำ ปราณหนาว เย็นของที่แห่งนี้มีมากกว่าอาณาจักรปิงเฟิงถึงเจ็ดแปดเท่า”
ฝานข่ายแห่งวิมานสวรรค์ปลดปล่อยกระแสจิตวิญญาณให้ล่องลอยไป รอบด้านพลางพูดกับเนี่ยเทียนเบาๆ
“แผ่นดินลอยตัวแห่งนี้ใหญ่เกินไป ลำพังเพียงแค่พื้นที่น้ำแข็งก็ เทียบเคียงได้กับอาณาจักรแห่งหนึ่งในดินแดนดาวตกของพวกเราเลย ทีเดียว” ต่งลี่ทอดถอนใจ “เมื่อเดินออกมาจากดินแดนดาวตกอย่างแท้จริง ถึงเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองเล็กจ้อยแค่ไหน ก่อนหน้านี้พวกเราเหมือนกบในกะลา ใจคิดอยากแต่จะออกมาข้างนอก พอออกมาถึงได้รู้ว่าเมื่อเปรียบเทียบกัน แล้ว ดินแดนดาวตกแทบไม่มีค่าพอให้พูดถึงย”
“ช่องทางห้วงมิติแห่งที่เจ็ดนี้จะไม่มีพลังภายนอกให้ใช้อีกแล้ว หวังว่า ชนต่างเผ่าที่เจอคราวนี้คงจะจัดการได้ง่ายสักหน่อย ” เนี่ยเทียนถอน หายใจกล่าว
“พวกเราต้องลงมือสังหารชนต่างเผ่าและช่องทางห้วงมิติแห่งที่เจ็ดให้ ได้โดยเร็วที่สุด ข้ากังวลว่าหากถ่วงเวลาต่อไป ชนต่างเผ่าจะจับสังเกตได้” จิ่งเฟยหยางเอ่ย
“เพิ่มความเร็ว!” เนี่ยเทียนตวาดกร้าว
เรือดาราที่บรรทุกเขาและต่งลี่จึงพลันทะยานไปกลางกระแสลมหนาว ดั่งสายฟูาเส้นหนึ่ง
ความหนาวเย็นเสียดขั้วกระดูกอบอวลไปทั่วฟูาดิน ทำให้เลือดสดของ เนี่ยเทียนไหลช้าลง
ยิ่งขยับเข้าไปลึก ไอความเย็นก็ยิ่งน่าตกใจ แม้แต่ต่งลี่เองก็แทบจะ ต้านทานไม่ได้
ต่งลี่สบถด่าหนึ่งคำ ก่อนจะปล่อยเต่าทมิฬสีดำตัวนั้นให้บินออกมาจาก ชายแขนเสื้อของนาง พอออกมา เต่าทมิฬก็ชูหัวโงนเงน
ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าเต่าทมิฬจะกำลังหลับสนิท พอออกมาจากชาย แขนเสื้อของต่งลี่ก็นอนคว่ำอยู่บนเรือดาราอย่างเกียจคร้าน แม้แต่ตาเล็กๆ ของมันก็คล้ายจะลืมไม่ขึ้น
“เจ้าตัวขี้เกียจ ตอนอยู่ที่อาณาจักรเผ่ากิ้งก่าก็กินอาหารอย่างบ้าคลั่ง ไปหนึ่งครั้ง พอกินเข้าไป วันๆ ก็เอาแต่นอน ไม่ทำอะไรสักอย่าง คล้ายตาย ไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น” ต่งลี่ถลึงตาใส่เต่าทมิฬ ทั้งเอ็นดู ทั้งไม่พอใจ “แต่ ว่าช่วงที่ผ่านมานี้ความเข้มข้นของสายเลือดมันเพิ่มขึ้นพรวดพราด ที่นี่ หนาวเกินไป ข้าต้องการพลังงานของมันมาช่วย”
เต่าทมิฬค่อยๆ ตื่นจากการอาการสะลึมสะลือในที่สุด พอมันเห็นเนี่ย เทียนก็คลานมาอยู่ข้างเท้าของเขา แล้วจึงใช้หัวดันเท้าเนี่ยเทียนอย่างสนิท สนม
“เจ้าตัวขี้เกียจ เบิกตามองให้ชัดหน่อยได้ไหม ข้าต่างหากถึงจะเป็น เจ้านายของเจ้า!” ต่งลี่กล่าวกลั้นหัวเราะ “แม่นายดูแลเจ้าทุกวัน หาของ ให้เจ้าดื่ม หาอาหารให้เจ้ากิน! เจ้ากลับดีนัก พอเห็นเนี่ยเทียนก็ทำราวกับ เห็นบิดาบังเกิดเกล้าอย่างไรอย่างนั้น!”
“ฮ่าๆ เจ้าพูดไม่ผิดจริงๆ ข้าก็คือบิดาบังเกิดเกล้าของมัน! ” เนี่ยเทียน หัวเราะร่า
“แล้วข้าล่ะ?” ต่งลี่ค้อนตาใส่เขา
“เจ้าก็คือแม่ของมันไง” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างสมเหตุสมผล
“ปากสนุขไม่มีงาช้างงอกจริงๆ! ” ต่งลี่หัวเราะพรืด เตะเต่าทมิฬเบาๆ หนึ่งที แล้วจึงเห็นว่าลวดลายลึกลับบนกระดองของมันแผ่ม่านแสงสีดำ
บริสุทธิ์ออกมา พอม่านแสงสัมผัสเข้ากับต่งลี่ก็ขับไล่ความเย็นออกไปจาก ร่างนางทันที นางจึงไม่ต้องเผชิญกับอากาศหนาวสะท้านอีกต่อไป
ขณะเดียวกันวิญญาณสัตว์หงส์ดำที่เป็นภาพมายาก็ลอยขึ้นมาในสมอง ของต่งลี่
พอวิญญาณสัตว์หงส์ดำเผยกายก็เปล่งเสียงร้องที่ราวกับเบิกบานอย่าง ถึงที่สุด
ต่งลี่ตะลึงไปครู่ใหญ่ แล้วจู่ๆ ก็บอกให้เนี่ยเทียนหยุดเรือดารา “ดู เหมือนว่าวิญญาณสัตว์หงส์ดำของข้าเคยโบยบินผ่านฟูาดินแห่งนี้มาก่อน!”
——
*พอดีผู้แปลติดธุระ ตอนแถมของเสาร์-อาทิตย์นี้ขออนุญาตยกยอดไป วันจันทร์-อังคารนะคะ*