ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 215 เป้าหมายของข้าชัดเจนมาก
การขอท้าขึ้นประลองของจยาเซียนนี้ การสังหารมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
ทันใดนั้น ในขณะนี้ เจียงหลีก็ได้เก็บรอยยิ้มที่มุมปาก และขมวดคิ้ว “ข้าเดินผิดขั้นตอนหรือเปล่า” ทีแรกนางแค่อยากจะใช้ท่วงท่าที่แข็งแกร่งที่สุด สะสมแต้มให้ได้เร็วที่สุดเพื่อเป็ นที่หนึ่ง แต่ดูเหมือนจะมองข้ามไปเล็กน้อย
“อะไรนะ” กงเสวี่ยฮวาที่ยังตกใจกับประสิทธิภาพการต่อสู้ของหุ่นเชิด และเมื่อเขาได้ยินเสียงพึมพำของเจียงหลีเขาจึงถามขึ้น
เจียงหลีมองดูเขาอย่างเศร้าส้อยและกังวล นัยน์ตาเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา “ฮวาฮวา จากนี้จะมีใครกล้าขึ้นมาบนเวทีประลองนี้อีกหรือไม่”
พรวด!
กงเสวี่ยฮวาเก็บรอยยิ้ม และเมื่อเห็นใบหน้าที่ขมวดคิ้วของนาง จึงจงใจแกล้งให้นางตกใจ “เจ้าเพิ่งเป็นกังวลหรือ ใครให้เจ้าลงมืออย่างโหดร้ายกันเล่า”
“…” เจียงหลีเม้มริมฝีปาก หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
“จุ๊ๆๆ” กงเสวี่ยฮวาจ้องมองอาการของนาง และอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ดูเจ้าสิ! ไม่ต้องกังวลไป เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครขึ้นมาบนเวทีอีก”
หืม?
ดวงตาของเจียงหลีเป็นประกายขึ้นทันที
กงเสวี่ยฮวาอธิบายว่า “เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ของการต่อสู้ กลุ่มอำนาจที่ไม่ท้าประลองจะถูกจัดอันดับ หากสถานการณ์ที่เจ้ากังวลว่าไม่มีการท้าทายใดๆ อีก ก็เวียนไปตามลำดับนั้น จะ ะมีกลุ่มอำนาจมาท้าประลองเอง”
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็วางใจ” เจียงหลีก็ผ่อนคลายทันที
ทันทีที่นางคุยกับกงเสวี่ยฮวาจบ การต่อสู้บนเวทีประลองก็จบลง
อัศวินเกราะทองทั้งห้า ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ตามที่เจียงหลีมอบหมาย
“การต่อสู้ครั้งนี้ จยาเซียนชนะ! ได้สะสมแต้ม” เสียงของไหวปี้ดังขึ้น
มีคนอยู่ข้างๆ นาง กรอกหมายเลขที่ตรงกันในกระดานแต้มของจยาเซียน
ในสนามต่อสู้เพียงหนึ่งครั้ง ได้สองร้อยกว่าแต้ม ไม่เลวเลยทีเดียว
เจียงหลียิ้มตาหยี แสดงความพึงพอใจ
ณ ริมทะเลสาบนี้แม้จะน่าตกใจและก็ไม่น่าแปลกใจ ที่น่าตกใจคือ วิธีการของจยาเซียน แต่ที่ไม่น่าแปลกใจเลยคือในสนามนี้ได้มีการเขียนตอนจบไว้แล้ว
“เจ้าเป็นหุ่นเชิดที่ไม่เลว! หากเจ้ามีเวลาก็ฝึกฝนและสร้างให้ข้าสักตัวสองตัวได้หรือไม่ หากออกไปท่องเล่นและพาพวกมันไปด้วยคงเท่ไม่เบา” ดวงตาของกงเสวี่ยฮวาจ้องมองไปที่อัศ ศวินเกราะทอง ดวงตาเป็นประกาย
เจียงหลีกำลังจะเปิดปากพูด ทันใดนั้นก็เกิดมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา ดูเหมือน...นางมีทางลัดสู่การเป็นมหาเศรษฐีแล้ว…
“การประลองครั้งถัดไปนี้ กลุ่มอำนาจไหนจะขึ้นมาอีก!”
…
ในเวลาต่อมา เป็นดั่งที่กงเสวี่ยฮวาได้กล่าวไว้ หากไม่มีใครท้าทาย ย่อมมีกลุ่มอำนาจที่โชคไม่ดีวนเวียนกันขึ้นไปตามลำดับ
โชคดี หุ่นเชิดระดับหลิงหวังทั้งห้าของจยาเซียน ยกเว้นการฆ่าในครั้งแรกแล้วนั้น การประลองที่เหลือล้วนพวกหุ่นล้วนยั้งมือเมื่อได้ชัย สิ่งนี้ทำให้ผู้ท้าชิงที่อยู่บนเวทีประล ลองรู้สึกใจชื้นขึ้นบ้างเล็กน้อย
แน่นอน แม้กลุ่มอำนาจเหล่านี้จะโกรธเคือง แต่พวกเขาทำได้เพียงแอบแช่งด่าจยาเซียนอยู่ในใจ ไม่รู้ว่าหาหุ่นเชิดระดับหลิงหวังนี้จยาเซียนได้แต่ใดมา จงใจมากวาดล้างกันชัดๆ
ระดับหลิงหวังเชียวนะ!
นี่ล้วนเป็นกลุ่มระดับล่าง ระดับหลิงหวังแทบจะเป็นเจ้าสำนักได้แล้ว จะมีกลุ่มอำนาจใดที่จัดให้หลิงหวังขึ้นประลองเล่า มีเพียงกลุ่มอำนาจจยาเซียนนี้แหละที่ใจกล้าบ้าระห่ำไม่เ เล่นไพ่ตามกฎเช่นนี้
แต่นี่ก็เป็นช่องโหว่ในกฎของงานเลี้ยงเหล่าเซียน เพราะไม่เคยมีระดับหลิงหวังขึ้นประลอง ดังนั้น จึงไม่มีการกำหนดระดับการฝึกฝนของผู้ขึ้นประลอง
ตามหลักแล้ว… ก็ไม่ถือว่าทำผิดกฎกติกาอะไรนี่
สามวันให้หลัง ชื่อเสียงของการท้าประลองของจยาเซียน ก็ถูกพูดถึงอย่างระเบิดระเบ้อในงานเลี้ยงเหล่าเซียน
แม้แต่ ริมทะเลสาบที่นอกเวทีประลอง ผู้คนมากหลายต้องเช่าเรือ หาช่องทางเพื่อเข้ามาชมดูหุ่นเชิดหลิงหวัง ช่างเป็นภาพที่หาได้ยากจริงๆ
เมื่อเห็นผู้คนจำนวนมากสนใจอัศวินเกราะทอง เจียงหลียิ้มจนดวงตาหมือนดั่งพระจันทร์เสี้ยว
อย่างไรก็ตาม ทุกคนรอบตัวนาง ไม่รู้ว่าเบื้องหลังรอยยิ้มแปลกๆ ของนางมันสื่อถึงอะไร
ในบรรดาเรือที่ล้อมรอบเวทีประลองจยาเซียน มีเรือลำหนึ่งที่งดงามหรูหราราคาแพง บนเรือนั้นมีชายหนุ่มรูปงาม นั่งบนเก้าอี้จิบชาและกินผลไม้สด มองดูเจียงหลีซึ่งนั่งอยู่บนที่บน นเวทีประลองด้วยความหลงใหล
“สวย! สวยมากจนทำให้ถอนตัวได้ยาก สวยจนใจเต้นระส่ำ” เขาพึมพำอย่างมึนเมาที่สุด
ในเวลานี้ เจียงหลี กำลังคุยกับกงเสวี่ยฮวาและฉินเทียนอี ไม่สนใจสายตาที่มองมานั่นสักนิด
“นี่ เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”
เจียงหลีหรี่ตาลงเล็กน้อย มองอย่างเกียจคร้านไปที่การแข่งขันบนเวที เมื่อได้ยินคำถามของกงเสวี่ยฮวา นางหันมาและเห็นว่าทั้งกงเสวี่ยฮวาและฉินเทียนอีต่างเบิกตากว้างมองนางด้ วยความสงสัย
“จุดประสงค์ของข้า มันชัดเจนตลอดมิใช่หรือ” เจียงหลียิ้ม
“หา?” กงเสวี่ยฮวายังคงดูงงและสับสน
ฉินเทียนอีก็ดูงุนงงมากขึ้น
เจียงหลีเลิกคิ้ว นึกขึ้นได้ว่าทั้งสองคนไม่ค่อยรู้เรื่องสำนักหลีหุนจงและความความขุ่นเคืองของนาง กงเสวี่ยฮวาอาจรู้บ้างเล็กน้อย แต่ว่าเขาก็ไม่รู้รายละเอียดของเรื่องบางอย่าง งเช่นกัน
เมื่อคิดถึงแผนการ ก็ต้องนับพวกเขาเข้าด้วย เจียงหลีเหลือบมองที่เวทีประลอง แล้วเข้าสู่การสนทนาเกี่ยวกับความแค้นของนางที่มีต่อสำนักหลีหุนจง
รวมถึงการที่สำนักหลีหุนจงลักพาตัวสตรีจากหนานฮวง เพื่อนำมาปลุกเสกหุ่นเชิดศพสาว สิ่งที่นางเห็นและได้ยินเมื่อไปสอบสวนเรื่องนี้ และเรื่องที่นางร่วมมือกับไหวปี้กำจัดสำนักหล ลีหุนจงในเมืองซู่หยา เมื่อมาถึงแดนผนึกมาร นางบังเอิญพบเจอจู๋เยี่ยนคิดทำการต่ำช้าต่อไหวปี้ แถมยังลามปามมาถึงตัวนาง นางจึงสังหารคนโสโครกนั่นเสีย นางเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ ทั้งสองฟัง รวมทั้งคนอื่นๆ อีกสี่คนจากสำนักหลีหุนจงด้วย
“ไร้เหตุผลสิ้นดี! สำนักหลีหุนจงช่างกล้าเสียจริง กระทั่งกล้าเอื้อมมือแตะต้องหนานฮวง! ยังกล้าคิดไม่ดีกับเจ้า! เจ้าฆ่าได้ดีมาก! ถ้าเจ้าไม่ฆ่า หากข้ารู้ ข้าก็จะฆ่าพวกเขาแน่” ฉิน นเทียนอีพูดอย่างโกรธเคือง
เจียงเฮ่ายังไม่รู้เรื่องราวที่เจียงหลีพบเจอในแดนผนึกมาร เมื่อได้ยินนางพูดถึงเรื่องนี้ หัวใจของเขาก็ร้อนผ่าว รู้สึกอยากฆ่าคนสองสามคนเพื่อระบายความโกรธ
“สำนักหลีหุนจงนี้รนหาที่ตายเสียจริง” กงเสวี่ยฮวาเหยียดหยัน
ทางด้านมู่เหยี่ยนฉือนิ่งเงียบ มีความเย็นวาบผ่านดวงตา ไม่ได้เป็นเพราะเจียงหลี แต่เพราะเขาเป็นคนของหนานฮวง และเป็นอดีตองค์ชายแห่งโฮ่วจิ้น
“ดังนั้น เป้าหมายของข้าในครั้งนี้คือ…สำนักหลีหุนจง” เมื่อเจียงลีพูดสี่คำสุดท้าย สายตาเฉียบคมดั่งดาบ
“จยาเซียนชนะ!”
เสียงผู้ตัดสิน ขัดจังหวะการสนทนาของพวกเขา
อย่างไรก็ตาม พวกเขาทั้งหมดเมื่อรู้แผนของเจียงหลี ต่างก็คิดเรื่องนี้อยู่ในใจ
ทันใดนั้น มีร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากเรือในทะเลสาบ และตกลงบนวงเวทีประลองที่เพิ่งจบลงโดยตรง
“ขอคารวะประมุขเซียนแห่งจยาเซียน ข้าคือนายน้อยแห่งไท่อีเหมิน นามว่าสุ่ยชิงหยาง”
ชายหนุ่มผู้นี้สวมเสื้อคลุมสีขาว ดูผอมเพรียว และรูปร่างหน้าตาผุดผ่องดุจดั่งนักบวช แม้นเขาจะดูหล่อเหลา แต่กิริยาที่เสแสร้งและไร้การควบคุมนั้นค่อนข้างเป็นที่น่ารังเกียจ
ทันทีที่เขาขึ้นไปบนเวที สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่ตัวเจียงหลี
อย่างไรก็ตาม ด้านนอกเวที หลายคนนึกแปลกใจ เมื่อได้ยินถึงการแนะนำตัวของเขา แท้จริงแล้วเป็นนายน้อยของไท่อีเหมินเองหรือ
“ไท่อีเหมินนี้ เป็นกลุ่มอำนาจที่มีอำนาจทางตอนใต้”
“ที่เจ้ากำลังพูดถึงคือกลุ่มอำนาจระดับต่ำเท่านั้น”
“ไร้สาระ นี่คืองานเลี้ยงเหล่าเซียน และผู้ที่ปรากฏตัวที่นี่ล้วนเป็นกลุ่มอำนาจระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม ไท่อีเหมินมีความหวังมากที่จะชนะในการประลองครั้งนี้”
“นายน้อยของไท่อีเหมินนี่คือ…”
ทุกคนส่ายหัว
“เจ้ามาที่นี่เพื่อท้าทายหรือ” เจียงหลีมองเขาด้วยรอยยิ้มที่ยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
สุ่ยชิงหยางส่ายหน้า ยิ้มอย่างสง่างาม ดวงตาของเขาแสดงความรักอย่างเสน่หา “ข้ามาที่นี่เพื่อสู่ขอเจ้าต่างหาก”