ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 236 ยังคิดอยากจะร่ำรวยอยู่หรือไม่
“เช่นนั้นเจ้ายังอยากจะร่ำรวยอยู่หรือไม่”
ทันใดนั้นคำพูดของเจียงหลีก็ดึงดูดสายตาของทุกคนให้มองมา
และเจียงหลีที่ใบหน้ายิ้มตาหยีราวกับสุนัขจิ้งจอก ทำให้ผู้คนคาดเดาความคิดของนางไม่ออก
“ใครจะไม่อยากร่ำรวย!” กงเสวี่ยฮวาแววตาว่างเปล่า
ฉินเทียนอีพูดขึ้นด้วยใบหน้าที่ดูถูก “เจ้าคนโลภ ถ้าหากมีคนมาเห็นเจ้าแบบนี้ ต้องมีคนคิดว่าเจ้าเป็นนายน้องกงแห่งวังเทียนอู่กงตัวปลอมแน่”
“เป็นนายน้อยแห่งวังเทียนอู่กงแล้วอย่างไร ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของข้า แล้วก็ทรัพยากรที่ใช้ฝึกฝนก็ถูกจำกัด เฮ้อ ข้าเป็นคนจนนะ!” กงเสวี่ยฮวาพูดด้วยความน้อยใจ
“ถ้าหากสามารถรวมทรัพยากรของทั้งใต้หล้าได้ก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับการพัฒนาของจยาเซียน” ทันใดนั้นมู่เหยี่ยนฉือที่เงียบมาตลอดก็พูดขึ้น
คำพูดของเขาทำให้คนอื่นๆ ต่างหันไปมองด้วยความตกใจ
มู่เหยี่ยนฉือที่ถูกคนอื่นๆ จ้องมองพูดขึ้นด้วยความไม่สบายใจ “อะไรหรือ”
“เปล่า” กงเสวี่ยฮวารีบพูดขึ้น “นี่ๆ ถ้าเจ้ายังเงียบต่อไป พวกเราคงคิดว่าเจ้าเป็นใบ้เสียแล้ว”
“…” มู่เหยี่ยนฉือยิ้มมุมปากก้มหน้าลงแล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ
“ไม่พูดอีกแล้ว!” กงเสวี่ยฮวาพูดขึ้น
มือข้างหนึ่งของฉินเทียนอีจับที่หัวไหล่ของกงเสวี่ยฮวา ทั้งสองเดินไปด้วยกันแล้วเขาก็พูดกระซิบว่า “เจ้าจะไปรู้อะไร? ต้องวางมาด ถึงจะทำให้สตรีสนใจแล้วก็ชอบ เจ้าดูอย่างเจียง งเฮ่าสิ พูดน้อยใช่ไหมล่ะ แต่มู่ชิงเหยียนก็ชอบ! มู่เหยี่ยนฉือพูดน้อยยิ่งกว่า ทำให้สตรีชอบเขายิ่งเยอะ ส่วนข้ากับเจ้า พูดมากใช่ไหมล่ะ ดูสิ ผลเป็นอย่างไร ก็เป็นธรรมดาที่จะไม่มีส สตรีมาชอบ”
“…” มู่ชิงเหยียน
“…” เจียงเฮ่า
“…” มู่เหยี่ยนฉือ
“อืม คำพูดนี้ของเจ้าเหมือนจะมีเหตุผลอยู่บ้าง ดูแล้วเพื่อให้สาวๆ มาชอบ พวกเราต้องพูดน้อยๆ แล้วล่ะ” กงเสวี่ยฮวาพยักหน้าอย่างจริงจัง
เจียงหลีมองพวกเขาแต่ละคนที่อารมณ์ต่างกัน สุดท้ายก็ทนไม่ไหวหัวเราะออกมา ฮ่าๆๆๆๆ…
เสียงหัวเราะทำให้คนอื่นๆ หันมามองนางด้วยแววตาที่เศร้าเสียใจและใสซื่อ ทำให้นางทำได้เพียงกลั้นขำ นางโบกมือทั้งสองข้างแล้วถอยหลังไป “ไม่ต้องสนใจข้า พวกเจ้าคุยกันต่อเถอะ”
แต่ทว่าในตอนที่นางหันตัวถอยหลังไป เสียงหัวเราะก็ดังลอยมาอีกครั้ง
รอให้เจียงหลีหัวเราะจนพอ เสียงของนางก็ดังมาจากที่ไกลๆ “แผนการใหญ่ที่จะร่ำรวย รอให้ข้ากลับไปคิดอีกทีคืนนี้ แล้ววันรุ่งขึ้นข้าจะมาบอกพวกเจ้า”
แล้วนางก็หายไปตรงมุมโค้ง
เจียงหลีหุบยิ้ม แต่ความขี้เล่นในแววตากลับปรากฏออกมา นางหวนนึกถึงคำพูดของฉินเทียนอี แล้วนางก็คิดถึงลู่เจี้ยขึ้นมา
ทันใดนั้น นางก็รู้สึกว่าคำพูดของฉินเทียนอีก็มีเหตุผลจริงๆ
ลู่เจี้ยก็เป็นคนพูดน้อย หลังจากที่กลับไปเป็นจักรพรรดิเซ่าตี้ ก็ยิ่งพูดน้อยกว่าเดิม และตอนนี้ได้กลายเป็นเผ่าปีศาจก็ยิ่งไม่พูดเลย
แต่ว่านางก็ควบคุมตัวเองให้เลิกชอบไม่ได้! ทำอย่างไรดี!
พอนึกถึงลู่เจี้ย เจียงหลีก็ยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ในระหว่างนั้นนางก็ปล่อยปีศาจตัวหนึ่งออกมาจากกระเป๋าวิเศษแล้วกอดไว้ พูดพึมพำว่า “ที่จริงเป็นเหมือนพวกเราตอนนี้ที่ตัวติด ดกันตลอดก็ดีนะ”
ทันทีที่ปีศาจที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อครู่ได้ยินคำพูดนี้ของนางก็รู้สึกกลัวขึ้นมา
เหมือนกลัวว่าหญิงสาวผู้งดงามและเฉลียวฉลาดคนนี้จะรู้ตัวตนของตัวเอง!
รู้สึกได้ว่าปีศาจน้อยตัวแข็งทื่อ เจียงหลีก็เม้มปากแล้วก็ยิ้มออกมา แววตาเปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้น ในเมื่อเขาไม่พูดเอง นางก็ทำเป็นไม่รู้ต่อไป
“เจ้าเปี๊ยก ไม่ได้ฟังเสียงของเจ้านานแล้ว ส่งเสียงหน่อยเร็ว” ระหว่างทางกลับที่พักของตัวเอง เจียงหลีเดินเร็วขึ้น แล้วยังไม่ลืมที่จะแหย่ใครคนหนึ่งที่แปลงร่างเป็นเจ้าเปี๊ยกเล่น
“…” ในใจเจ้าเปี๊ยกรู้ดีว่าเจียงหลีเริ่มดื้ออีกแล้วว
“เร็วเข้า ส่งเสียงหน่อย” เจียงหลีไม่ยอมเลิกรา
“…” เจ้าเปี๊ยกเบือนหน้าหนีอย่างเย่อหยิ่ง ไม่สนใจคำขอที่เกินไปของนาง
“เจ้าไม่ส่งเสียง ข้าก็จะจั๊กจี้เจ้าแล้วนะ!” เจียงหลีพูดด้วยใบหน้ายิ้ม
!
เจ้าเปี๊ยกขนลุกซู่ แววตาหวาดกลัว เหมือนเห็นภาพอะไรที่น่ากลัว “จิ๊จิ๊ดด!”
เสียงที่น่ารักนี้ ทำให้เจียงหลีดีใจและหัวเราะลั่น
เสียงหัวเราะของนางทำให้สีหน้าของเจ้าเปี๊ยกค่อยๆ มัวหมอง ประวัติที่น่าอายเช่นนี้เขาต้องลบทิ้ง! ลบทิ้ง!
“เจ้าเปี๊ยก เจ้าน่ารักเกินไปแล้วนะ เจ้ากลัวจั๊กจี้นี่เอง!” เจียงหลียิ้มเหมือนกับเด็กที่ได้ของเล่นที่ชอบอย่างไรอย่างนั้น แววตาเปล่งประกายสดใส
“…” เจ้าเปี๊ยก ตายแน่
ทันใดนั้น มือทั้งสองข้างของเจียงหลีก็ยกเจ้าเปี๊ยกขึ้นแล้วเอามากอด แล้วนางก็จุมพิตที่ริมฝีปากเล็กๆ สีชมพูอ่อนของเจ้าเปี๊ยกอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
!
เจ้าเปี๊ยกหายใจไม่สะดวก ตาเบิกโพลงแล้วจ้องมองนาง
แต่ว่าเจียงหลีกลับยิ้มมีเลศนัยเหมือนกับแมวขโมยปลาย่าง เกียจคร้านน่ารักและงดงาม ชั่วพริบตาเดียวเจ้าเปี๊ยกมองจนหลงไปแล้ว
ถึงขนาดที่ว่าตอนที่เขากลับมาได้สติ ก็มาอยู่ข้างเจียงหลีในห้องแล้ว แต่มีบุรุษผิวขาวหน้าตาหล่อเหลาด้วยอีกคน
ไม่! กิเลส!
บุรุษ!
“จุ๊ๆ เจียงหลี นึกไม่ถึงว่าเจ้าเปี๊ยกของเจ้าจะสามารถเห็นข้าด้วย สัตว์เดรัจฉานนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ!” เว่ยจี๋ที่ถูกเจียงหลีเรียกออกมาจากไหสุรา แล้วถูกเจ้าเปี๊ยกจ้อง ทันใดนั้นก็ร รู้สึกขนลุกขนพอง
“นี่มันไม่สำคัญ” เจียงหลีพูดอย่างคลุมเครือ
ร่างที่แท้จริงของเจ้าเปี๊ยกคือเซ่าตี้ ก็เป็นธรรมดาที่จะมีความสามารถในสิ่งที่คนอื่นไม่มี แต่ว่าเรื่องนี้นางไม่สามารถอธิบายให้กับเว่ยจี๋ฟังได้
“ใช่แล้ว! ไม่ได้สำคัญ ที่สำคัญก็คือเจ้าจะกลับฮวงเสินเมื่อไหร่” เว่ยจี๋พยักหน้า แล้วพูดเร่งเจียงหลี
“เจ้ารีบร้อนทำไม” เจียงหลีมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ตอนที่ออกมา ท่าทางของเขาก็ไม่ได้สนใจอะไร แล้วตอนนี้จะมาร้อนรนอยากจะกลับไป
“ข้า…!” เว่ยจี๋เปิดปากพูด แต่กลับไม่พูดออกมา แล้วพูดอย่างเศร้าซึมว่า “ไม่มีอะไร ว่ามาสิ เจ้าเรียกข้ามามีเรื่องอะไรหรือ”
“ข้าอยากจะถามเจ้าว่าถ้าหากอยากจะสร้างหุ่นกลสัตว์แล้วก็หุ่นเชิดขาย ถือเป็นเส้นทางร่ำรวยได้หรือไม่ แล้วก็คัมภีร์ศาสตร์ลับจำนวนหนึ่งของฮวงเสินก็เอามาขายด้วย” เจียงหลีพูดขึ้น นด้วยแววตาเปล่งประกาย
ที่จริงชายาของเขาก็ฉลาดเฉียบแหลมในด้านการค้าเหมือนกันนะ
เจ้าเปี๊ยกที่อยู่ในอ้อมกอดของเจียงหลี ในแววตาที่เย็นชาที่เผยความรักใคร่เอ็นดูออกมา
เผชิญกับสีหน้าที่คาดหวังของเจียงหลี เว่ยจี๋ก็หัวเราะขึ้นมา “ถ้าด้วยความสามารถของเจ้าในตอนนี้น่ะหรือ”
“แน่นอนว่าข้ายังมีคุณสมบัติไม่พอ ดังนั้นถึงต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว!” เจียงหลีกลับมองเขาด้วยใบหน้ายิ้มตาหยีเหมือนว่าเห็นเหยื่ออย่างไรอย่างนั้น
อืม ทุกสิ่งทุกอย่างมีประโยชน์ของมัน ดีมาก
เจ้าเปี๊ยกเผยรอยยิ้มที่พึงพอใจ
“เจ้าๆๆ!” เว่ยจี๋ถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันที แล้วตะโกนเสียงดังว่า “เจ้าคิดอยากจะใช้ข้าเยี่ยงทาสอีกแล้ว!”
“เจ้ายังอยากดื่มสุราบัวหยกน้ำค้างอยู่อีกหรือไม่ อวี้ลู่เนี่ยงน่ะ ยังอยากได้หรือไม่” เจียงหลีพูดด้วยความเย็นชา
“…” เว่ยจี๋ ตายแน่
ยอมประนีประนอมภายใต้การกดขี่ของเจียงหลี เว่ยจี๋รู้สึกว่าตัวเองน่าขายหน้ายิ่งนัก แต่ว่าเพื่อสุราบัวหยกน้ำค้าง เพื่อคนที่กลั่นสุราคนนั้น เขาทำได้แค่ยอมแพ้
“ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็จะเอาข้ามาด้วย คงไม่ได้เอามาเพื่อใช้งานหนักหรอกใช่หรือไม่ ที่จริงถ้าจะใช้งานข้าเยี่ยงทาส ที่ฮวงเสินก็ทำได้ ไม่ต้องจงใจมาถึงที่นี่” เว่ยจี๋ทำหน้ามุ่ยแล้วพู ดขึ้น
เจียงหลีขมวดคิ้ว แล้วพูดด้วยความสงสัยว่า “ทำไมข้ารู้สึกว่าเจ้าเหมือนเป็นลูกศิษย์ฮวงเสินมากกว่าเสียอีก”