ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 239 กลัวว่าเจ้าจะไม่มา!
“มือสังหารรร!”
เสียงของเจ้าอ้วนเวินดังไปทั่ว ทันใดนั้นเหล่าลูกศิษย์ที่จิตใจเต็มไปด้วยจิตสังหารจำนวนไม่น้อยก็พากันกรูเข้ามา
เจียงหลีที่อยู่ในตำหนักอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเสียงของเขาก็หายตัวมาปรากฏอยู่หน้าประตูตำหนัก ขมวดคิ้วแล้วมองคนที่เลือดท่วมตัวที่นอนสลบอยู่กับพื้น
“ประมุขเซียนช่วยข้าด้วย!” พอเห็นเจียงหลี เจ้าอ้วนเวินก็ไปหลบอยู่ข้างหลังนาง กล้าแค่โผล่หัวกลมดิกออกมา
“ประมุขเซียน!”
เหล่าลูกศิษย์จยาเซียนที่ตามมา พอเห็นเจียงหลีต่างก็พากันทำความเคารพ ซึ่งแววตาเผยความนอบน้อม
กระสวยเวลาหรือ เจียงหลีแววตาเคร่งขรึมแล้วออกคำสั่งว่า “พลิกตัวเขาขึ้นมา”
“ขอรับ”
เหล่าลูกศิษย์จยาเซียนรับคำสั่ง แล้วพลิกตัวของคนที่เลือดท่วมตัวที่ฟุบอยู่ที่พื้นขึ้นมา เผยให้เห็นใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยรอยเลือด
“หา! คnv…คือท่านผู้อาวุโสมู่!” เจ้าอ้วนเวินช่างมีสายตาแหลมคม มองออกว่าคนที่เลือดท่วมตัวคือใคร
“คือผู้อาวุโสมู่! คือผู้อาวุโสมู่จริงๆ ด้วย!”
“เขาบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ได้อย่างไร”
“…”
เหล่าลูกศิษย์ของจยาเซียนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็ตกใจกันเป็นอย่างมาก มู่เหยี่ยนฉือเป็นถึงหลิงหวัง และฝีมือการต่อสู้ก็ไม่ธรรมดา ทำไมถึงได้ถูกทำร้ายจนน่าอนาถขนาดนี้
แม้แต่ลมหายใจก็อ่อนแรงมาก จนแทบจะไม่หายใจอยู่แล้ว
ในตอนที่มู่เหยี่ยนฉือถูกพลิกตัวขึ้นมา เจียงหลีก็รู้ว่าเป็นเขา เพียงแต่นางนึกไม่ถึงว่ามู่เหยี่ยนฉือจะถูกทำร้ายจนบาดเจ็บเช่นนี้ เขาถูกอะไรโจมตีมากันแน่
ราชวงศ์ที่อยู่ท่ามกลางการปะทะที่วุ่นวายเหล่านั้น แท้จริงแล้วยังวางหลุมพรางอะไรไว้อีก!
“พาผู้อาวุโสมู่กลับตำหนัก แล้วเรียกให้ผู้อาวุโสคนอื่นๆ มา” เจียงหลีออกคำสั่ง
เหล่าลูกศิษย์ทำตามคำสั่งทันที แล้วแบ่งกันไปทำหน้าที่ตามที่เจียงหลีสั่ง เจ้าอ้วนเวินที่เดิมต้องรีบกลับไปจัดการเรื่องหอจยาเซียน เห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็ไม่ได้รีบจากไป แต่ตามเจียงหลีไปยังตำหนักของมู่เหยี่ยนฉือ
เจียงหลีใจกว้างมากกับคนของตัวเอง
ในจยาเซียน มู่เหยี่ยนฉือและคนอื่นๆ ล้วนแต่มีตำหนักที่เป็นของตัวเอง แม้แต่เจ้าอ้วนเวินที่เพิ่งเข้ามาก็ด้วย
มู่เหยี่ยนฉือถูกพามาวางลงบนเตียง เจียงหลียืนอยู่ข้างเตียงแล้วยกมือขวาขึ้น
ฟุ่บ!
ทันใดนั้นปีกนกสีแดงอันงดงามคู่หนึ่งก็ปรากฏที่หลังของนาง ปีกนกมายานั้นงดงามเป็นอย่างมาก
แต่ปีกนกที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้น ทำให้เจ้าอ้วนเวินตกใจจนถอยหลังไปสองสามก้าว
เขากลั้นหายใจ ไม่กล้ารบกวนเจียงหลี ทำได้เพียงเบิกตาโตแล้วดูอย่างตั้งใจ
เขาเห็นวงแสงสีแดงออกมาจากกลางฝ่ามือข้างขวาของเจียงหลีแล้วสาดส่องไปบนตัวของมู่เหยี่ยนฉือ แล้วร่างกายของมู่เหยี่ยนฉือก็ค่อยๆ ถูกแสงสีแดงปกคลุม
เจ้าอ้วนเวินมองด้วยความตะลึง เขารับรู้ได้ว่าเจียงหลีกำลังทำการรักษาให้กับมู่เหยี่ยนฉือ
แต่ว่าในใจของเขากลับมีคำถาม
พลังของประมุขเซียนไม่ได้เป็นประเภทโจมตีหรอกหรือ ทำไมถึงสามารถช่วยรักษาได้
เป็นเรื่องธรรมดาที่คำถามนี้จะไม่มีใครให้คำตอบเขาในตอนนี้ เขาก็ไม่ได้ถามโดยที่ไม่ดูสถานการณ์
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ปีกด้านหลังและแสงสีแดงบนฝ่ามือของเจียงหลีก็หายไป
เจ้าอ้วนเวินสามารถรับรู้ได้ว่าลมหายใจของมู่เหยี่ยนฉือมั่นคงขึ้น ไม่ได้อ่อนแรงเหมือนเมื่อครู่นี้แล้ว เหมือนกับว่าจะตายได้ทุกเมื่ออย่างไรอย่างนั้น
เป็นพลังการรักษาที่แข็งแกร่งมาก! เจ้าอ้วนเวินตะลึง เจียงหลีนี่ทำให้เขาตะลึงได้มากขึ้นจริงๆ
เจียงหลีถอยหลังสองสามก้าว แล้วสั่งลูกศิษย์ของจยาเซียนที่คอยดูแลอยู่ข้างๆ ว่า “ทำความสะอาดตัวของเขาหน่อย แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา จากนั้นเตรียมอาหารและหินแก่นวิญญาณไว้ให้เขาด้วย ประเดี๋ยวเขาก็ตื่นขึ้นมาแล้ว”
“ขอรับ ประมุขเซียน” เห็นความเก่งกาจในพลังการรักษาของเจียงหลีที่ สามารถชุบชีวิตคนจากความตายได้ เองกับตา ในแววตาของลูกศิษย์จยาเซียนที่รับผิดชอบคอยดูแลมู่เหยี่ยนฉือเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง
เจียงหลีออกมาจากตำหนักของมู่เหยี่ยนฉือ เจ้าอ้วนเวินเดินตามนางอยู่ข้างหลังอย่างติดๆ
ในตอนที่มาถึงตำหนัก กงเสวี่ยฮวา เจียงเฮ่า ฉินเทียนอีและมู่ชิงเหยียนได้ข่าวแล้วก็มาถึงพอดี
“ประมุขเซียน พี่รองของข้าเป็นอย่างไรบ้าง” มู่ชิงเหยียนถามด้วยความเป็นกังวล มู่เหยี่ยนฉือเป็นพี่น้องต่างแม่ของนาง พูดได้ว่าบนโลกนี้เขาคือคนที่มีสายเลือดใกล้ชิดกับนางมากที่สุดตอนนี้ แล้วทำไมนางถึงจะไม่เป็นห่วงความปลอดภัยของเขาล่ะ
เจียงหลีส่ายหน้า “เขาไม่เป็นไรแล้ว เพียงแต่ยังไม่ฟื้น คนข้างในกำลังทำความสะอาดเนื้อตัวให้เขาอยู่ เจ้าอย่าเพิ่งเข้าไปตอนนี้เลย”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ด้วยฝีมือการต่อสู้ของมู่เหยี่ยนฉือ ใครกันที่ทำให้เขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้” สีหน้าของกงเสวี่ยฮวาก็ไม่ค่อยสู้ดีนักเช่นกัน
มู่เหยี่ยนฉือก็เป็นเทียนเจียวของวังเทียนอู่กงเช่นกัน คิดไม่ถึงว่าจะเกือบตายอยู่ท่ามกลางสงครามราชวงศ์ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ท่านพ่อของเขาคงต้องฆ่าเขาแน่
“เรื่องราวทั้งหมดก็คงต้องรอให้มู่เหยี่ยนฉือฟื้นขึ้นมาก่อนแล้วถึงจะรู้” เจียงหลีนั่งอยู่บนที่นั่งในตำหนักอย่างเป็นธรรมชาติ และพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
นิ้วของนางเคาะที่โต๊ะ ทันใดนั้นก็หยุดลงแล้วก็มองไปยังเจ้าอ้วนเวิน
เหมือนรู้ตัว เจ้าอ้วนเวินก็หันหน้าไปหานางแล้วโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ประมุขเซียน ท่านได้โปรดบัญชามา”
“ไปเอาข่าวกรองทั้งหมดของพวกราชวงศ์นั้นมาให้ข้าด้วยความเร็วที่สุดของเจ้า” เจียงหลีออกคำสั่ง
เจ้าอ้วนเวินพยักหน้า แล้วออกจากตำหนักไป
“อาหลี”
เจียงเฮ่าเปิดปากพูด แต่กลับถูกเจียงหลียกมือขึ้นขัด
นางมองพี่ชายด้วยดวงตาแวววาวที่เย็นชา “ท่านพี่ ข้ารู้ว่าท่านจะพูดอะไร แต่ว่าในระหว่างที่มู่
เหยี่ยนฉือยังไม่ฟื้นขึ้นมา พวกเรายังไม่รู้สถานการณ์ทั้งหมด ใครก็ห้ามลงมือ”
เจียงเฮ่าหุบปาก พยักหน้าอย่างเงียบๆ แล้วถอยกลับมา
มู่ชิงเหยียนหันไปมองเขา นางรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย แล้วนางก็หันไปมองทางห้องนอน
เจ้าอ้วนเวินทำงานเร็วมาก ไม่ถึงครึ่งชั่วยามเขาก็หอบข่าวกรองจำนวนมากมายกลับมาด้านใน
ในตอนที่มู่เหยี่ยนฉือเดินออกมาจากห้องนอนแล้วมาถึงหน้าตำหนัก ก็เห็นเจียงหลีนั่งอยู่บนที่นั่ง แล้วก้มหน้าอ่านเอกสารข่าวกรองที่วางอยู่บนโต๊ะ นางใช้นิ้วที่เรียวยาวเปิดเอกสารข่าวกรอง งดงามราวกับผีเสื้อเต้นรำอยู่บนกระดาษ
มู่เหยี่ยนฉือตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วก็ใจลอย
เจียงหลีก็เงยหน้าขึ้นมามองเขา
ในตำหนัก คนสำคัญของจยาเซียนล้วนแต่รอตัวเองอยู่ที่นี่ เฝ้ารอการปรากฏของตัวเอง ความรู้สึกที่ถูกเป็นห่วงเป็นใย ใส่ใจและเป็นกังวลแบบนี้ ทำให้จิตใจที่เย็นชาของมู่เหยี่ยนฉือเริ่มแตกร้าว
“ไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ฉินเทียนอีก็เดินเข้ามาแล้วพูดกับมู่เหยี่ยนฉือด้วยรอยยิ้ม
ล้วนแต่เป็นคนซีฮวง ทั้งสองตอนเด็กๆ เคยเจอกันที่พระราชวัง เป็นธรรมดาที่จะสนิทสนมกัน
มู่เหยี่ยนฉือส่ายหัวอย่างช้าๆ เขาที่พูดแสดงความรู้สึกไม่ค่อยเก่งไม่ได้ใช้คำพูดในการแสดงความรู้สึก เขามองเจียงหลีแล้วพูดว่า “ได้ยินว่าประมุขเซียนเป็นคนช่วยชีวิตข้า ขอบพระคุณมากขอรับ”
“ในเมื่อไม่เป็นอะไร ก็บอกมาว่าเจ้าไปโดนอะไรมากันแน่” เจียงหลีพูดเข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมา
มู่เหยี่ยนฉือพยักหน้า แล้วเล่าเรื่องหลังจากที่ตัวเองไปราชสำนักมาให้ฟัง
เขาพูดอธิบายอย่างเรียบง่าย เขาสังเกตเห็นความวุ่นวายของราชวงศ์ เหมือนเป็นหลุมพรางที่นำพวกเขาเข้าไปแล้วสังหาร
ส่วนเขาถูกหลิงหวังระดับสูงสามคนของสำนักหลีหุนจงสุ่มโจมตี เขาต่อสู้จนเกือบตายแล้วถึงหนีกลับมา
“เป็นสำนักหลีหุนจงจริงๆ!” กงเสวี่ยฮวาพูดด้วยความโมโห
การแก้แค้นของสำนักหลีหุนจงเริ่มขึ้นแล้วหรือ เจ้าอ้วนเวินกะพริบตา แววตาเปล่งประกาย
บรรยากาศในตำหนักมีความตึงเครียด แต่เจียงหลีกลับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ก็กลัวว่าพวกมันจะไม่มาเสียมากกว่า!”