ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 280 โอ้! พบคนคุ้นเคยเข้าแล้ว
วังเวิ่นฉิงและหอฉยงเซียน
สาวงามทั้งสิบคน ปรากฏพร้อมกัน ช่างเป็นภาพที่งดงามอย่างยิ่ง คิดดูแล้วล้วนน่าพึงพอใจ แต่ทว่า สาวงามทั้งสองคนพบหน้ากัน บรรยากาศก็มีกลิ่นอายความเป็นปรปักษ์กัน
“หึ! นังปีศาจ” ทางหอฉยงเซียน มีเสียงเยือกเย็นชิงชังดังมาไม่หยุด
ทางวังเวิ่นฉิงนั้น ไหวปี้นำทางศิษย์พี่ศิษย์น้องมา ได้ยินเสียงนี้ จึงยิ้มอย่างงดงามไร้ผู้ใดเปรียบ “ฮ่าๆๆๆ พวกเราเป็นเหล่าพี่น้องของวังเวิ่นฉิง เปรียบเทียบกับหอฉยงเซียนอย่างพวกเจ้าไม่กินอาหารบนโลกมนุษย์ แสร้งทำเป็นบริสุทธิ์สูงส่ง พวกเทพธิดาที่เสแสร้ง ถึงอย่างไรก็เป็นนางปีศาจ น่าเสียดาย พวกบุรุษก็ชอบนางปีศาจเช่นพวกเรา”
เสียงเงียบลง ทางด้านวังเวิ่นฉิงนั้น ก็มีเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นมาทันที
เหล่าเทพธิดาที่สวมชุดขาวพลิ้วไสวไร้มลทินทางโลกแห่งหอฉยงเซียนนั้น ในขณะที่นางปีศาจแห่งวังเวิ่นฉิงหัวเราะเยาะนั้น ก็แสดงสีหน้าโกรธขึ้นมาทีละคน อยากจะปะทะกันที่นอกประตูเมืองสักตั้ง
“อย่าวู่วาม พวกเรามาเพื่อฝึกฝน ไม่ใช่มาหาประสบการณ์เช่นคนทั่วไป” ผู้นำกลุ่มจากหอฉยงเซียน ใบหน้าดุจดั่งดอกบัว สีงดงามยิ่งนัก แทบจะเทียบได้กับเทพธิดาเหยาอวี๋ ที่สวมชุดขาวไปทั้งตัว ยิ่งทำให้นางดูสง่างามดั่งบัวหิมะแห่งภูเขาน้ำแข็ง
เมื่อนางเปล่งเสียง เหล่าบรรดาศิษย์แห่งหอฉยงเซียนนั้นที่ถูกวังเวิ่นฉิงกระตุ้นความโกรธกลับคืนเป็นปกติ เพียงแต่จ้องเขม็งอย่างเยือกเย็นยังบรรดาศิษย์ของวังเวิ่นฉิง
ไหวปี้ชำเลืองตามองนางครั้งหนึ่ง ยิ้มอย่างครุ่นคิด “ที่แท้เป็นเทพธิดาหว่านโหรวแห่งหอฉยงเซียนนี่เอง”
มู่หว่านโหรวเอ่ยน้ำเสียงเรียบ “ศิษย์พี่เหยาอวี๋ตอนนี้อยู่ภายในเมืองแล้ว”
ไหวปี้แววตาสั่นไหว
เหยาอวี๋จะเข้าไปในเมืองนานแล้วจริงน่ะหรือ ข่าวนี้ ทำให้นางเร่งรีบขึ้นมาทันที ระหว่างวังเวิ่นฉิงกับหอฉยงเซียนความสัมพันธ์ลึกซึ้ง แม้แต่อาจารย์ของนางหรือประมุขวังแห่งวังเวิ่นฉิงในปัจจุบันก็เคยเป็นศิษย์ของหอฉยงเซียนมาก่อน ดังนั้นในบางครั้ง ศิษย์ของระหว่างของสองกลุ่มอำนาจ มักจะแข่งขันกัน ดูถูกซึ่งกันและกัน
เหยาอวี๋สาวงามลำดับที่หนึ่งแห่งซีฮวงท่านนี้ เป็นเสี้ยนหนามในดวงตาของไหวปี้เสมอมา
ความจริงแล้ว ไหวปี้ก็ถูกขนานนามเป็นสาวงามลำดับที่สองของซีฮวง แต่ทว่าคนทั่วไปจะจดจำแต่ที่หนึ่ง ใครเล่าจะจดจำว่าที่สองคือใคร
“เทพธิดาไหวปี้ พวกข้าขอตัวไปก่อนแล้ว” มู่หว่านโหรวพยักหน้าเบาๆ แล้วจึงพาเหล่าศิษย์ของหอฉยงเซียนเข้าประตูเมืองไป
ไหวปี้แววตาเป็นประกาย ก็พาเหล่าศิษย์ของวังเวิ่นฉิงรีบสาวเท้าเข้าไปในเมืองเช่นกัน
กลุ่มสาวงาม ถึงแม้บรรยากาศระหว่างทั้งสองจะค่อนข้างเย็นชา ทว่าระหว่างทางยังดึงดูดความสนใจจากคนจำนวนไม่น้อย เมืองเทียนตี้ในเวลานี้ ถ้าจะเปรียบกับตอนที่เจียงหลีมานั้น คึกคักยิ่งกว่า เป็นเพราะไม่มีใดอื่น ปาฐกถาเจ้าครองนครอยู่ใกล้แค่ตรงหน้า กลุ่มอำนาจใหญ่ต่างๆ ล้วนรีบเร่งในช่วงเวลาสุดท้าย ฝึกฝนเมล็ดพันธุ์ลูกศิษย์ของตน
มาถึงหน้าประภาคาร สายตาของไหวปี้มุ่งไปยังทิศทางของฮวงเสินทันที มองหาร่างของบางคนในนั้น เพียงแต่น่าเสียดาย หาจนทั่ว ก็ไม่พบคนที่ตามหา ทำให้นางรู้สึกผิดหวัง
เมื่อตอนพวกนางมาถึง พอดีที่ลู่เสวียนนำตะเกียงแก้วสีฟ้าก้าวลงไป ขณะที่เหวินเหรินชิ่งชิ่งดีใจไปต้อนรับ
มองเห็นภาพนี้ มู่หว่านโหรวหยุดฝีเท้าลงครู่หนึ่ง
ทว่า…ก็เพียงแค่หยุดลงครู่เดียว
สำหรับตระกูลลู่และลู่เจี้ยกับราชวงศ์โฮ่วจิ้น นางไม่เคยรู้สึกเสียดายในการตัดสินใจของตน การตอบสนองของนาง แค่เพียงเพราะว่า คนที่คุ้นเคยกลุ่มหนึ่งในหนานฮวง ได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้งในเมืองเทียนตี้แห่งซีฮวงแล้ว
สิ่งเดียวที่ตอนนางเห็นไป๋หลี่เฟิ่งพิชิตประภาคารนั้น แววตาถึงเป็นประกายเล็กน้อย
เขา…อย่างไรเสียก็เป็นคนที่นางเคยเคารพสูงสุด เกือบจะตัดสินใจมอบชีวิตบั้นปลายให้ นางถึงแม้ไม่เคยชอบ แต่ก็กลับยังทำให้ใจสงบนิ่งเหมือนน้ำไม่ได้
ไป๋หลี่เฟิ่ง ฉินเทียนอี ลู่เสวียน… มู่หว่านโหรวกลับไม่พบหญิงสาวที่นางจดจำได้อย่างชัดเจนในกลุ่มคนที่รู้จักพวกนั้น
แล้วนางล่ะ คนที่ทำยอมทำเพื่อลู่เจี้ยจนทำให้ตนพ่ายแพ้ยับเยิน สาวน้อยที่ปกป้องลู่เจี้ยไม่ไม่ได้มาซีฮวงหรือ
บางที…หลังจากลู่เจี้ยจากไป นางก็สูญเสียหัวใจแห่งผู้กล้าไปหรือ มู่หว่านโหรวคาดเดาในใจ ในความคิดของนาง เวลาหลายปีผ่านไป แน่นอนว่าลู่เจี้ยตายไปแล้ว (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ในเมื่อเจียงหลีใส่ใจลู่เจี้ยเช่นนี้ บางทีการตายของเขาอาจกระทบความรู้สึกของเจียงหลีเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าอย่างไร ถึงแม้นางมาถึงซีฮวง ก็จะพบว่า ข้ากับนางท้ายที่สุดแล้วต่างไม่ใช่คนในโลกเดียวกันแล้ว มู่หว่านโหรวแววตาอ่อนลง แล้วเอาเรื่องที่ผ่านมาแล้วในอดีตทิ้งไว้ข้างหลัง
ทันใดนั้น นางมองเห็นคนๆ หนึ่งอีก ชีพจรภายในร่างกายก็สั่นเบาๆ
มู่เหยี่ยนฉือ! มู่หว่านโหรวหลุบตา สงบนิ่งลงอีกครั้ง นั่นคือพี่ชายแท้ๆ ของนาง แต่ทว่ากลับแทบจะเป็นเหมือนคนแปลกหน้า
ไหวปี้เพียงเดินถึงด้านฮวงเสิน ยืนข้างกายเจียงเฮ่าถามเสียงเบาว่า “เจียงหลีล่ะ”
เจียงเฮ่าเบนสายตาไปมองนาง และไม่ได้คิดมาก เพียงแต่เอ่ยขึ้น “อาหลีเข้าไปก่อนแล้ว”
หลังจากได้รู้ข่าวคราวเจียงหลี ไหวปี้ถึงกลับไปภายในกลุ่มศิษย์วังเวิ่นฉิง เจียงหลีก็เข้าไปก่อนล่วงหน้าแล้ว เหยาอวี๋ก็อยู่ข้างใน พลางคิดไป ไหวปี้ก็รู้สึกไม่สบายใจ
ใต้หอคอยนอกเมืองเทียนตี้ กลียุคเผชิญหน้ากัน เทียนเจียวของกลุ่มอำนาจต่างๆ ก็มารวมกันที่นี่แล้ว คนพวกนี้ ล้วนเป็นคนที่ต้องการเข้าร่วมปาฐกถาเจ้าครองนครหลังจากนั้นหลายปี เมื่อรวมตัวกันบรรยากาศก็คลุมเครือนำมาซึ่งความไม่ปกติ
ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะต่อสู้อย่างไร ในชั้นที่เก้านั้น ไม่มีถ้วยแก้วอยู่แล้ว
…
ภายในตัวเมืองเทียนตี้ มีภูเขาลอยฟ้านับไม่ถ้วน ต่างก็ไม่รู้ว่าใครอยู่ที่ไหน
เจียงหลีออกจากภูเขาลอยฟ้าลูกหนึ่งอีกครั้ง เจ้าไส้ตะเกียงในภูเขานั้นต่างถูกนางจับไปเกือบหมดแล้ว
เดินทางตามการนำทางของถ้วยแก้วนั้น ตอนเจียงหลีผ่านภูเขาลอยฟ้าลูกใหญ่แห่งหนึ่ง เพราะว่านางแปลกใจว่าบนภูเขาลอยฟ้ามีอะไร จึงเข้าไปใกล้ๆ แล้วจึงกระโดดลงไปบนภูเขาลอยฟ้าที่ยิ่งใหญ่นี้
หลังจากที่ขึ้นมา นางจึงพบว่า นี่คล้ายกับซากปรักหักพังของตำหนักแห่งหนึ่ง ตำหนักแห่งนี้กับที่นางเคยพบมาก่อนไม่เหมือนกัน แต่ก่อนที่เคยพบนั้นล้วนเป็นตำหนักเดี่ยว แต่ที่นี่ กลับเหมือนกลุ่มตำหนักที่มีจำนวนมาก
น่าเสียดาย ที่ตอนนี้ชำรุดทรุดโทรมลงไป มีหลายที่ที่หลงเหลือเพียงกำแพง ไม่มีหลังคาแล้ว มีเพียงห้องจำนวนน้อย อีกทั้งข้างหน้ายังรักษารูปร่างของห้องไว้อยู่
“นี่คือที่ไหน” เจียงหลีรู้สึกประหลาดใจ
ภายในซากปรักหักพังนี้ บนเสาค้ำบางต้นสลักภาพเขียนที่แปลกประหลาดอยู่ นางกลับอ่านไม่ออก แน่นอนว่าก็ไม่สามารถได้รับข่าวสารที่มีประโยชน์เป็นแน่
พรึบ พรึบ
ทันใดนั้น ข้างหลังของนางก็มีเงาสีแดงโฉบผ่าน
เจียงหลีหันหลังอย่างระมัดระวังด้วยความเร็วมาก กลับยังไม่สามารถจับเงานั้นได้
นางมีแววตาสงสัย มองดูข้างหน้า กลับไม่มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง
“จิ๊บๆ” นกน้อยสีเขียวแกมน้ำเงินไม่เข้าใจจึงส่งเสียงร้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง
ทันใดนั้น เจียงหลีก็หันกลับไปอีก ตรงหน้าของนางปรากฏคนที่ชุดมีสีสัน ราวกับคนที่มีเปลวไฟกลุ่มหนึ่ง
คนผู้นั้นถูกสายตาทั้งสองข้างของเจียงหลีจดจ้อง จึงยิ้มอย่างลำบากใจ ทำความเคารพอย่างกระตือรือร้น “แม่นางเจียง บังเอิญเสียจริง! ไม่คิดว่าข้ากับท่านจะพบกันในสถานที่แห่งนี้”
เจียงหลียิ้มเจื่อนมองเขา “ข้าก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าจะเจอคุณชายหลัวที่นี่”
หลัวอวี่ยิ้มเอ่ย “จากกันที่ดินแดนผนึกมารครั้งนั้น แม่นางเจียงยิ่งงดงามมีเสน่ห์ขึ้นนัก ในเมื่อมีวาสนาได้พบกัน ถ้าเช่นนั้นท่านกับข้าสองคนจะไม่ผูกมิตรร่วมมือกันหน่อยหรือ”