ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 313 รับทราบข่าวร้าย
บทที่ 313 รับทราบข่าวร้าย
เมื่อร่างจิตของเขากลับมายังร่าง ตาทั้งสองข้างของฉิงเทียนก็ได้ฉายแสงออกมาแล้วพูดขึ้น “ได้เวลากลับแล้วล่ะ!”
ไป๋กงหยางที่อยู่กระถางกำยานวิญญาณที่อยู่ข้างๆเขานั้นก็อดที่จะสงบใจไม่ได้ราวกับคลื่นทะเลที่พัดตลอดเวลา
สิ่งที่เขาเห็นเมื่อสักครู่นั้นมันคือพลังของศรัทธา เขาสามารถรวบรวมพลังของศรัทธาได้ ถึงไป๋กงหยางจะเห็นว่าพลังศรัทธานี้จะ1เบาบางมาก แต่ทว่าฉิงเทียนนั้นเป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรในระดับหยวนยิงเท่านั้น
ในสมัยที่เขายังอยู่ในชั้นหยวนยิงนั้นเขายังไม่รู้เลยว่าพลังศรัทธาคืออะไร จนกระทั่งเขาได้กลายเป็นเซียนแล้วเขาถึงได้เข้าใจว่าพลังของศรัทธานั้นดีอย่างไร แล้วจากนั้นเขาจึงได้เริ่มรวบรวมพลังของศรัทธาอย่างช้าๆ
แต่ทว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่จะรวบรวมพลังศรัทธาได้ในโลกเซียน ซึ่งผู้คนที่อาศัยอยู่ในโลกเซียนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเซียน และถึงจะไม่ใช่เซียนแต่ก็จะเป็นทายาทของเซียน
และพวกเขาต่างก็รู้ถึงความสวยงามของพลังศรัทธาดี และเพื่อที่จะให้ได้พลังศรัทธามาง่ายๆ พวกเขาจึงต้องเผยแพร่ลัทธิของพวกเขาเองบนโลก
แต่ทว่า การที่จะสามารถเผยแพร่ลัทธิของตัวเองนั้นได้ถูกจำกัดสิทธิ์อย่างเข้มงวดโดยทางสวรรค์ ซึ่งไม่ใช่ว่าเซียนทุกคนจะสามารถทำได้ ซึ่งกว่าที่เขาจะสามารถได้รับสิทธิ์ก็ตอนที่เขาได้มาเป็นจินเซียนแล้ว
แต่แล้วเรื่องเศร้าก็ได้เกิดขึ้นกับเขาเสียก่อน ได้มีการต่อสู้กันระหว่างตัวเขากับปีศาจกินเมฆที่ทำให้เขาต้องถูกทิ้งและเหลือแต่วิญญาณ โดยที่เขายังไม่ได้ยินดีกับพลังของศรัทธาเลย
“ช่างเป็นคนที่โชคดีอะไรอย่างนี้นะ” ไป๋กงหยางพูดอย่างอิจฉาในใจของเขา
ในขณะที่ไป๋กงหยางกำลังมองฉิงเทียนด้วยความอิจฉาอยู่นั้น เสียงของฉิงเทียนก็ได้ดังเข้าหูของเขา “ไป๋กงหยาง กระถางกำยานของคุณสามารถใส่เข้าไปในแหวนเก็บของได้ไหม?” จากนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าตัวเองนั้นถูกยกลอยขึ้นมา
ไป๋กงหยางจึงได้รีบตอบกลับไป “ท่านอาจารย์อาฉิง กระถางกำยานนั้นไม่สามารถใส่เข้าไปในแหวนเก็บของได้ แหวนเก็บของนั้นไม่สามารถที่จะใส่สิ่งมีชีวิตลงไปได้ขอรับ”
“แล้วถ้าอย่างนั้นจะเอายังไงดี?” ฉิงเทียนก็ได้ถูจมูกและถามอย่างสงสัย จะให้เขาไปไหนมาไหนโดยถือกระถางกำยานนี้ตลอดก็ไม่ไหว
“ข้าพอมีหนทางอยู่!” เสียงของไป๋กงหยางดังออกมาจากในกระถางกำยาน
แล้วจู่ๆกระถางกำยานก็ได้มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆและเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นแหวนวงสีดำอยู่ในมือของฉิงเทียน
ฉิงเทียนนั้นไม่ได้ตกใจมากนักเมื่อเห็นสิ่งนี้ อย่างไรเสียนี้ก็เป็นของที่ได้มาจากหลี่ว์ตงปิน มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ของเซียนนั้นจะสามารถเปลี่ยนขนาดได้? ว่าแล้วเขาก็หยิบแหวนกระถางกำยานใส่ไว้ที่นิ้วมือขวาของเขา
“ถ้าอย่างนั้นก็กลับแผ่นดินใหญ่กันเถอะ!” ฉิงเทียนผิวปาก และด้วยการสั่งการในหัวของเขา กระบี่อัสนีสวรรค์ก็ได้ปรากฏขึ้นมาที่ใต้เท้าของเขา แล้วก็บินทะยานออกไปยังทะเลนอกเกาะดอกท้อ
ฉิงเทียนนั้นยังไม่ได้มุ่งหน้าออกไปทันที แต่บินไปรอบๆเกาะดอกท้อแห่งนี้ก่อน ซึ่งเส้นทางนี้คือเส้นทางที่ใช้ผ่านอาคมสังหารและอาคมลวงตาที่เขาวางเอาไว้ ซึ่งเป็นเส้นทางเฉพาะที่ตั้งเอาไว้สำหรับอาคมสังหารและอาคมลวงตา เป็นเส้นทางที่ปลอดภัยสำหรับผ่านอาคมเหล่านี้ จากสายตาของคนภายนอกแล้ว จะดูเหมือนฉิงเทียนนั้นบินกลับไปกลับมาอยู่รอบๆเกาะ ซึ่งระยะทางไม่ถึงลี้แต่กลับทำให้ฉิงเทียนต้องเสียเวลาไปร่วมๆ 10 นาที และมีแค่เขาเท่านั้นที่รู้เส้นทางนี้!
หลังจากที่ผ่านอาคมออกมาได้แล้ว กระบี่อัสนีสวรรค์ที่อยู่ที่เท้าของเขาก็ได้เป็นเหมือนดั่งอุกกาบาตและมุ่งตรงไปยังมณฑลเจียงเจ้ออย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ฉิงเทียนกำลังเดินทางอย่างรวดเร็วอยู่นั้น เขาก็พบแผ่นดินอยู่ไกลๆ ฉิงเทียนจึงได้หาที่ไกลๆผู้คนแล้วร่อนลงจอด ไม่อย่างนั้นคงแย่แน่หากว่าเขาถูกพบโดยคนธรรมดาๆเข้า
ณ สถานที่ห่างไกลผู้คนซึ่งปราศจากร่องรอยของผู้คนที่มาทำอะไรที่นี่ในเวลานี้ มีเพียงฉิงเทียนที่ร่อนลงจอดบนพื้นอย่างสงบสุข แล้วก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาจากในแหวนเก็บของทันทีที่ฉิงเทียนร่อนลงถึงพื้น
ทันทีที่ฉิงเทียนรับสาย ก็ได้ยินเสียงของหลิวตันที่ดังขึ้นมาอย่างเร่งรีบจากในนั้น “ฉิงเทียน ในที่สุดฉันก็ติดต่อคุณได้เสียที”
“เกิดอะไรขึ้นรึ?” ฉิงเทียนถามอย่างสงสัย
หลิวตันไม่ได้ตอบคำถามฉิงเทียน แต่กลับถามเขาแทน “ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?”
ฉิงเทียนยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้นไปอีก เกิดอะไรขึ้นกับหลิวตันกันแน่นะ แต่เขาก็ยังตอบคำถามของเธอ “ตอนนี้ผมยังอยู่ที่มณฑลเจียงเจ้อ ทำไมเหรอ?”
“คุณรีบกลับมาที่โม๋ตูเดี๋ยวนี้เลย ฉันมีเรื่องด่วนที่จะต้องบอกคุณ! ด่วนมากๆด้วย!!” หลิวตันพูดอย่างจริงจัง
ฉิงเทียนคิ้วขมวด เกิดอะไรขึ้นกับหลิวตันกันแน่นะ หรือว่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น?
“ได้ๆ ผมจะรีบไปหาเดี๋ยวนี้!” ฉิงเทียนตอบตกลง หลังจากที่วางสายไป กระบี่อัสนีสวรรค์ก็ได้พาเขาทะยานสู่ท้องฟ้าแล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองโม๋ตูด้วยความเร็วสูงสุดทันที
ภายใน 10 นาที ฉิงเทียนก็ได้อยู่เหนือน่านฟ้าเมืองโม๋ตูแล้ว และเขาก็ได้ใช้จิตศักดิ์สิทธิ์ครอบคลุมเมืองโม๋ตูเอาไว้เพื่อมองหาตำแหน่งของหลิวตัน
“อยู่นั่นเอง!” ฉิงเทียนพบร่องรอยของหลิวตันอยู่ที่อาคารหลังหนึ่ง
ในอาคารหลังนั้น หลิวตันนั้นกำลังกระวนกระวายเดินไปเดินมาอยู่ในห้องนั้น ที่ตรงโซฟานั้นมีหลิวเอี้ยนกับเฟิงอี้ที่กำลังนั่งอยู่
“น้องรัก เธอช่วยหยุดเดินไปเดินมาสักทีได้ไหม? หัวพี่หมุนไปหมดแล้วนะ เธอจะกระวนกระวายไปทำไม? แฟนตัวจริงของฉิงเทียนถูกจับตัวไป นี่ไม่ใช่โอกาสที่ดีของน้องหรอกเหรอที่จะได้กลายมาเป็นแฟนของเขาแทนน่ะ?” หลิวเอี้ยนพูดแบบติดตลก
“พี่คะ รู้ไหมว่าพี่พูดอะไรออกมาน่ะ? พี่เห็นหนูเป็นคนแบบนั้นเหรอคะ? ถึงแม้ว่าหนูจะชอบฉิงเทียน แต่หนูก็อยากที่จะสู้อย่างแฟร์ๆค่ะ” หลิวตันพูดกับหลิวเอี้ยนอย่างไม่พอใจ
อะไรนะ! เสวี่ยเอ๋อถูกจับ! ในหัวของฉิงเทียนนั้นก็เบลอไปหมด คลื่นรังสีอาฆาตก็ปล่อยออกมาจากตัวของฉิงเทียนทันที และพลันเกิดสายตาที่ดุดันขึ้นมาจากในดวงตาของเขา! ไม่ว่าใครก็ตามที่จับเสวี่ยเอ๋อไปมันจะต้องตาย!
แล้วกระบี่อัสนีสวรรค์ที่อยู่ใต้เท้าของเขาก็ได้พุ่งชนกระจกแล้วบินเข้าไปในอาคารนั้นทันที
“ใครจับเสวี่ยเอ๋อไป?” ฉิงเทียนพูดอย่างเกรี้ยวกราด แล้วจ้องไปที่หลิวตันด้วยตาทั้งสองข้างของเขา
หลิวตันก็ได้รู้สึกกลัวเมื่อถูกฉิงเทียนทำสีหน้าเช่นนี้ใส่ “ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันรู้แค่ว่าจู่ๆก็มีคนปรากฏตัวขึ้นมาแล้วจับตัวเอาซูเสวี่ยไปทันที” นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นฉิงเทียนมีสีหน้าเช่นนี้ เธอคนนั้นมีความสำคัญสำหรับเขาถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?
เมื่อเห็นท่าทีของฉิงเทียนแล้ว หลิวเอี้ยนก็ได้ลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับฉิงเทียนอย่างไม่พอใจ “นี่ฉิงเทียน พวกเราอุตส่าห์ใจดีเอาเรื่องนี้มาบอกกับนายนะ แล้วดูท่าทีของนายที่ทำกับพวกเราสิ!”
“ออกไปซะนี่ไม่ใช่เรื่องของคุณ, ใครกันที่จับตัวเสวี่ยเอ๋อไป?” ฉิงเทียนสะบัดมือใส่หลิวเอี้ยน
ด้วยเสียงดัง “ตูม” หลิวเอี้ยนได้ลอยออกไปชนกับกำแพงโดยไร้ทางขัดขืน แล้วร่วงหล่นลงกับพื้นอย่างแรง
“พี่คะ เป็นอะไรรึเปล่าคะ?” หลิวตันรีบวิ่งมาหาเขาแล้วพูดอย่างเป็นห่วง
หลิวเอี้ยนปัดฝุ่นตัวเองก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วพูดขึ้น “พี่ไม่เป็นไร แต่ทำไมหมอนั่นถึงได้ทรงพลังขนาดนี้นะ?”
“เป็นสำนักอัคคีที่จับตัวซูเสวี่ยไป และไม่เพียงแต่ซูเสวี่ยเท่านั้น แต่ยังมีฉิงหยูน้องชายของนายด้วย” เฟิงอี้ลุกขึ้นยืนจากโซฟา
“สำนักอัคคี พวกแกอีกแล้ว!” ฉิงเทียนพูดด้วยโทนเสียงต่ำ พวกเขาไม่มายุ่งกับเขา แต่กลับไปจับตัวเสวี่ยเอ๋อกับฉิงหยูแทน
แต่ทว่าคำ 3-4 คำของคำว่า “สำนักอัคคี” นั้น ได้ทำสงบจิตใจของฉิงเทียนลงได้ทันที ในเมื่อสำนักอัคคีจับตัวเสวี่ยเอ๋อกับเสี่ยวหยูไปก็คงเพื่อที่จะขู่เขา ซึ่งหมายความว่าเสวี่ยเอ๋อกับเสี่ยวหยูนั้นยังคงปลอดภัยดี
ในขณะนั้นเองเฟิงอี้นั้นก็ได้มองมาที่ฉิงเทียนที่สงบสติอารมณ์ลงได้ ทำให้เขารู้สึกชื่นชมเขาขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะมีระดับบำเพ็ญเพียรที่สูงแล้ว แต่ยังสามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างสุดยอดอีกด้วย
ไม่แปลกใจเลยที่ท่านเลขาธิการพรรคอยากที่จะให้เขาเข้าร่วมกับสำนักงานรักษาความมั่นคงของชาติ! ในเวลานี้ฉิงเทียนที่สงบสติลงได้แล้วก็ได้หันมามองที่เฟิงอี้แล้วถาม “คุณเป็นใคร? แล้วรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
เฟิงอี้นั้นหาได้ใส่ใจกับการพูดจาของฉิงเทียนแล้วตอบกลับไป “เฟิงอี้ จากสำนักงานรักษาความมั่นคงแห่งชาติ”