ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 38 ถูกลอบสังหารอีกครั้ง
บทที่ 38 ถูกลอบสังหารอีกครั้ง
ณ ลานบ้านตระกูลเหมย
ฉิงเทียนและซูเสวี่ยเดินตามพวกเด็กๆมาเรื่อยๆ จนพบกับลานบ้านสไตล์จีน! ซึ่งจะเห็นชุดต่างๆที่สีสันสดใสอยู่บริเวณลานบ้าน
มีบางคนที่อยู่ในลานบ้านกำลังเย็บเสื้อผ้าอยู่ และบางคนที่กำลังตัดชุด ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ดูวุ่นวาย
“ว้าว มีชุดมากมายเลยแฮะ!” ฉิงเทียนมองดูชุดต่างๆเหล่านี้อย่างตกตะลึงและตาค้าง ซูเสวี่ยจึงได้พูด “มีอะไรน่าแปลกของตระกูลเหมยงั้นเหรอ? ร้านของเขาน่ะเป็นทำชุดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองโม๋ตูเลยนะ จะมาตกใจอะไรกับชุดพวกนี้”
“จะว่าไป คุณจะซื้อชุดแบบไหนเหรอ?”
“ชุดแบบที่ซุนหงอคงได้มาจากราชามังกร 4 คาบสมุทรในเรื่องไซอิ๋วน่ะ!” ฉิงเทียนคิดอยู่สักพักก่อนจะพูดออกมา
ซูเสวี่ยจึงพูดอย่างสงสัย “เพื่อนของคุณนี้แปลกดีนะที่อยากได้ชุดแบบนี้ ฉันเหมือนจำได้ว่าไม่เคยเห็นชุดแบบนั้นในการแสดงงิ้วมาก่อนเลยนะ”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะอยากได้ไปทำไม!” ฉิงเทียนพูดอย่างเขินๆ
ขณะที่ซูเสวี่ยและฉิงเทียนกำลังคุยกันอยู่นั้นเอง ก็ได้มีชายวัยกลางคนอายุราวๆ 40 ปีเดินเข้ามาหาแล้วถาม “คุณลูกค้าทั้งสองท่าน เชิญเข้ามาที่ด้านในก่อน”
ฉิงเทียนจึงได้ตอบกลับ “ได้ครับ!”
ฉิงเทียนและเจ้าของร้านนั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องรับแขกและดื่มชา แล้วเจ้าของร้านก็พูดขึ้นมา “ผมชื่อว่าเหมยจุน ไม่ทราบว่าพวกคุณอยากได้ชุดแบบไหนเหรอครับ!”
ซูเสวี่ยจึงได้ตอบ “ชื่อของหนูคือซูเสวี่ย” แล้วก็ชี้ไปที่ฉิงเทียนแล้วพูด “ส่วนเขาชื่อว่าฉิงเทียนค่ะ”
“พวกเราอยากจะได้ชุดของซุนหงอคงน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าที่นี่พอจะมีบ้างไหม”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหมยจุนก็ยิ้มและพูดออกมา “ที่นี่มีชุดของซุนหงอคงมากมายเลยล่ะ! แต่ผมไม่รู้ว่ะพวกคุณอยากได้ราคาเท่าไหร่?”
เมื่อเห็นเหม่ยจุนพูดอย่างมั่นใจ ซูเสวี่ยจึงได้รู้ว่าเขาจะต้องเข้าใจผิดแน่ๆจึงได้อธิบายออกไป “เถ้าแก่คะ ที่พวกเราต้องการไม่ใช่ชุดแสดงงิ้วหรอกค่ะ! แต่เป็นชุดของราชามังกร 4 คาบสมุทรที่ได้ให้กับซุนหงอคงในเรื่องไซอิ๋วต่างหากล่ะคะ”
เมื่อได้ยินคำตอบแปลกๆจากซูเสวี่ย แก้วชาในมือของเหม่ยจุนก็สั่นทันทีและพูดอย่างตกใจ “ว่าไงนะ?”
“ผมจำไม่เห็นได้เลยว่ามีชุดแบบนั้นในการแสดงงิ้วอยู่ด้วย! ผมว่าพวกคุณมาผิดที่ซะแล้วล่ะ?” เหมยจุนจ้องไปที่ตาของซูเสวี่ยอย่างไม่พอใจ
เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่พอใจของเหมยจุน ฉิงเทียนก็ได้พร้อมที่จะอธิบายแต่ซูเสวี่ยกลับดึงฉิงเทียนเอาไว้และจ้องตามาที่ฉิงเทียนเพื่อหยุดฉิงเทียนเอาไว้! ก่อนที่เธอจะยิ้มและพูดขึ้นมา “เถ้าแก่เหมย ฉันว่าคุณเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ!”
ซูเสวี่ยจึงได้ถามอย่างมั่นใจ “ต่อให้เป็นละครทีวีก็ถือว่าเป็นละครไม่ใช่เหรอคะ แล้วตระกูลของคุณก็ไม่ใช่ว่าทำชุดละครอยู่แล้วเหรอคะ!”
“ตระกูลของผมทำชุดแสดงงิ้วต่างหาก ซึ่งถือได้ว่าเป็นมรดกของชาติไม่ใช่ชุดทั่วๆไป!” เหมยจุนพูดอย่างภาคภูมิใจ
“ใช่แล้วค่ะ และในเมืองโม๋ตูนี้ไม่ว่าใครต่อใครต่างก็บอกว่าชุดของตระกูลเหมยนั้นล้วนแล้วแต่งานออกมาดีเลิศมากค่ะ” ซูเสวี่ยพยายามพูดชมออกมาเท่าที่เธอจะสามารถทำได้
เมื่อถูกชมโดยซูเสวี่ย สีหน้าเหมยจุนก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม! สุดท้ายภายใต้คำชมของซูเสวี่ย เถ้าแก่เหมยก็ได้ยอมตกลงแต่พวกเขาจำเป็นต้องจ่ายล่วงหน้า 10000 หยวนเสียก่อน ซึ่งสำหรับฉิงเทียนทุกวันนี้แล้ว 10000 หยวนนี่คือจิ๊บจ๊อยและสามารถจ่ายให้ได้ทันที
ขณะที่เดินกลับไปที่รถ ฉิงเทียนก็ได้พูดชม “เสวี่ยเอ๋อ คุณนี่ช่างสุดยอดจริงๆ! ถ้าผมไม่ได้คุณในวันนี้ บางทีผมอาจจะทำไม่สำเร็จก็ได้”
“คุณไม่รู้ซะแล้วว่าฉันเป็นใคร!” ซูเสวี่ยพูดอย่างมั่นใจ
เธอจับมือของฉิงเทียนเอาไว้ แล้วซูเสวี่ยกับฉิงเทียนก็พากันเดินไปที่ตรงที่จอดรถขณะที่หยอกล้อกัน
“ฉิงเทียน ดูนั่นสิเห็นภูเขาสูงนั่นไหม! ทำไมต้นไม้บนภูเขาถึงยังได้เขียวอยู่นะ อยากเข้าไปดูใกล้ๆจัง!” ซูเสวี่ยชี้ไปที่ตรงหน้าของเธอ
ฉิงเทียนมองดูภูเขาสูงมากที่อยู่ตรงหน้าเขา เพราะว่ารอบๆนั้นมีแต่ที่ราบจึงมีภูเขาเพียงลูกเดียวที่อยู่แถวนั้น ซึ่งมันน่าทึ่งมากทั้งๆที่อยู่ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้วแท้ๆ ซึ่งควรจะมีแต่ต้นไม้ที่เหลือแต่กิ่งก้านแต่ต้นไม้บนภูเขาลูกนั้นกลับยังคงเขียวชอุ่มอยู่ จึงทำให้ฉิงเทียนสงสัยอย่างมากจึงได้พูดกับซูเสวี่ย “ทำไมพวกเราไม่ลองไปดูที่นั่นกันสักหน่อยล่ะ ยังไงก็กลับเมื่อไรก็ได้อยู่แล้ว!”
ขณะที่ฉิงเทียนกับซูเสวี่ยกำลังเดินไปตามถนนอยู่นั้น ก็มีเงาดำซึ่งตามเขามาจากในเมืองจนมาถึงชานเมือง เขาคือนักฆ่าคนที่สองที่ส่งมาจากองค์กรเพื่อลอบฆ่าฉิงเทียน
เขาจ้องมองมาที่ฉิงเทียน ก็พบว่าพวกฉิงเทียนกำลังเดินขึ้นไปบนภูเขากัน สายตาของเขาก็ได้ฉายแสงขึ้นมา แน่นอนว่าฉิงเทียนนั้นยังไม่รู้สึกตัวเพราะหัวใจของเขานั้นกำลังเต็มไปด้วยความสุข เขาจึงได้ไม่รู้สึกตัวว่ามีคนตามเขามาข้างหลัง!
“อื้ม ฉันไม่ได้ขึ้นมาบนเขานานมากแล้วนะเนี่ย!” ซูเสวี่ยพูดอย่างมีความสุข
ขณะที่พูดฉิงเทียนและซูเสวี่ยก็ได้เปลี่ยนทิศทางและเดินไปที่ภูเขา
“ว้าว ทิวทัศน์ที่นี่สวยมากเลยนะ สวยยิ่งกว่าจุดชมทิวทัศน์ระดับ 4A ซะอีกนะ” ซูเสวี่ยกล่าว
ฉิงเทียนก็คิดเช่นกันจึงได้ผงกหัว เมื่อฉิงเทียนและซูเสวี่ยได้เข้าใกล้ภูเขามากขึ้นเรื่อย ต้นไม้แถวๆนี้ก็เขียวชอุ่มมากขึ้นเรื่อยๆมีแม้กระทั่งดอกไม้ที่บาน ในเวลานี้ฉิงเทียนและซูเสวี่ยต่างก็รู้สึกหลงระเริงไปกับเสียงนกร้อง
เมื่อทั้งคู่ได้มาถึงบริเวณตีนเขา ซูเสวี่ยก็มองไปที่ยอดเขาก่อนที่จะถอนหายใจ “ฉิงเทียน ช่างมันเถอะ! เรากลับกันดีกว่า!”
“ทำไมคุณถึงไม่ลองขึ้นไปบนภูเขาดูล่ะ?” ฉิงเทียนถาม ก่อนที่จะหันไปมองรองเท้าส้นสูงของซูเสวี่ย ฉิงเทียนก็เข้าใจได้ทันทีและพูดปลอบเธอ “ไม่เป็นไรคราวนี้เรามาดูแค่นี้ก็พอ ไว้คราวหน้าพวกเราค่อยมาใหม่ในชุดที่พร้อมกว่านี้ละกัน!”
“อื้ม ตอนนั้นฉันจะไม่ใส่รองเท้าคู่นี้มา!” เธอพูดพร้อมกับยกเท้าให้ดู
ในขณะที่ฉิงเทียนกำลังมองดูท่าทางที่น่ารักของซูเสวี่ยอยู่นั้น ที่ด้านหลังของเขาก็มีชายชุดดำกำลังจ้องมองมาที่เขาอย่างเงียบๆ
ทันใดนั้นร่างของชายคนนั้นก็หายไป และกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งที่ด้านหลังของฉิงเทียน โดยถือดาบเอาไว้ในมือและหมายที่จะฟันมาที่ฉิงเทียน
ในตอนนั้นเอง ฉิงเทียนก็รู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่อยู่ด้านหลังเขา เขาจึงได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วพร้อมกับอุ้มพาซูเสวี่ยวิ่งหนีไปด้วยความเร็วสูง
ซูเสวี่ยมองมาที่ฉิงเทียนด้วยท่าทีที่ตกใจ ถึงแม้จะยังอยู่ในความเร็วของมนุษย์ แต่ก็เรียกได้ว่าความเร็วของฉิงเทียนนั้นรวดเร็วกว่ารถบางคันเสียอีก
นักฆ่าที่อยู่ด้านหลังเมื่อเห็นว่าฉิงเทียนนั้นสามารถที่จะหลบเลี่ยงการสังหารของเขาไปได้ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าภารกิจลอบสังหารในครั้งนี้ไม่ง่ายเสียแล้ว เขาไม่แปลกใจเลยที่นักฆ่าในระดับ D นั้นจะทำพลาด ถึงแม้ว่าเขานั้นจะตกใจ แต่เขาก็ได้ไล่ตามหลังสองคนนั้นอย่างรวดเร็วเมื่อเขาเห็นว่าฉิงเทียนนั้นวิ่งโดยที่มีหิ้วคนไปด้วย
“ฉิงเทียน คุณเป็นอะไรกันแน่?” ซูเสวี่ยที่รู้สึกเหมือนโลกทัศน์ของเธอกำลังล่มสลาย
ฉิงเทียนมองไปที่ซูเสวี่ยที่กำลังตกใจในอ้อมแขนของเขาจึงได้พูดอย่างเร่งรีบ “เสวี่ยเอ๋อ ตอนนี้ผมไม่มีเวลาอธิบาย ผมกำลังถูกไล่ล่าโดยคนที่อยู่ข้างหลังพวกเรา แล้วผมจะอธิบายให้คุณฟังทีหลังถ้าผมรอดไปได้นะ!”
มองไปที่สีหน้าเคร่งขรึมของฉิงเทียน เธอก็รู้ได้ว่าเรื่องนี้จริงจังมากแค่ไหน เธอจึงได้ปล่อยตัวอยู่ที่แขนของเขาโดยที่ไม่ได้ถามอะไรออกมาอีก
โดยที่ไม่ทราบว่าเขานั้นวิ่งมาได้ไกลขนาดไหนแล้ว แต่ฉิงเทียนก็พบว่าเขานั้นไม่สามารถสลัดคนที่ตามเขามาหลุดได้เลย เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาจึงได้หยุดวิ่งและวางซูเสวี่ยลงบนถนนแล้วพูดขึ้น “เสวี่ยเอ๋อ คุณไปหาที่ซ่อนก่อน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ห้ามออกมาเด็ดขาด!”
“ฉิงเทียน คุณไม่เป็นไรนะ?” ซูเสวี่ยที่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ก็ได้ถามเขา
“ไม่เป็นไรหรอก ถึงผมจะไม่รู้ว่าใครจะชนะ แต่เสวี่ยเอ๋อผมจะปกป้องคุณเอง!” ฉิงเทียนพูดปลอบ
“ฮ่าๆ ทำไมถึงไม่วิ่งไปต่อล่ะ!” เสียงของนักฆ่าดังขึ้นมา
“ท่ามกลางป่าที่ปกคลุม ฉิงเทียนและนักฆ่าต่างก็จ้องหน้าซึ่งกันและกัน
ซูเสวี่ยจึงได้แอบอยู่ข้างๆอย่างระวังและมองดูเหตุการณ์นี้
เขาพบว่านักฆ่าคนนั้นถือดาบเอาไว้ในมือ และทั้งตัวของเขานั้นก็พันด้วยผ้าสีดำ กำลังมองดูฉิงเทียนแล้วพูดขึ้นมา “ดูท่าทางนายน่าจะอยู่ในระดับเขตแดนเทียนเซียนแล้วสินะ ไม่แปลกใจเลยที่นายสามารถฆ่าตาเฒ่าฉีได้”
ฉิงเทียนมองดูนักฆ่าที่พูดว่าเขาอยู่ในระดับเขตแดนเทียนเซียน เขาก็รู้ได้ทันทีว่าคนคนนี้จะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
ฉิงเทียนจึงได้พูดแบบถากถาง “หึ เขาก็แค่โชคร้ายเอง ใครใช้ให้เขามาลอบฆ่าฉันกันเล่า!”
“ปากเก่งนักนะไอ้หนู ฉันหวังว่าวิชายุทธ์ของนายเก่งเหมือนกับปากของนายนะ!”
“เข้ามาลองดูเองก็จะรู้” ฉิงเทียนไม่แสดงจุดอ่อนให้เขาเห็น
แล้วนักฆ่าก็พุ่งเข้าหาฉิงเทียนด้วยดาบ