วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 162 เมิ่งฝานผู้เหินเวหาด้วยวิชาคุมกระบี่
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 162 เมิ่งฝานผู้เหินเวหาด้วยวิชาคุมกระบี่
บทที่ 162 เมิ่งฝานผู้เหินเวหาด้วยวิชาคุมกระบี่
เมิ่งฝานและเย่ชิงอวี๋ ทั้งคู่ต่างเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทียนหยวน ความรวดเร็วในการลงมือนั้นย่อมมิต้องพูดถึง
เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ทั้งสองก็มาถึงภูเขาโฉวงยวิ๋น
ทว่าเมื่อมาถึงที่นี่ พวกเขากลับต้องชะงักงันไปเล็กน้อย
เพราะภูเขาโฉวงยวิ๋นแห่งนี้ มิใช่เพียงยอดเขาโดด ๆ ลูกเดียว แต่เป็นเทือกเขาที่ทอดยาวต่อเนื่องกัน
การจะค้นหาร่องรอยบางอย่างในพื้นที่กว้างใหญ่เช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องยากยิ่ง
อีกทั้งข้อมูลที่สืบมาได้ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเพียงข่าวลือ ยังไม่มีผู้ใดเคยเห็นซากศพทารกด้วยตาตนเอง
แน่นอนว่าย่อมไม่มีผู้ใดมานำทางให้พวกเขา!
ดังนั้นในแง่หนึ่ง การค้นหาครั้งนี้จึงมิต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทร
“ดูท่าครานี้พวกเราจะมาเสียเที่ยวเสียแล้ว” เมิ่งฝานมองดูเทือกเขาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาพลางเผยรอยยิ้มขื่นออกมา
เย่ชิงอวี๋เองก็มีสีหน้าจนใจมิต่างกัน
หากเป็นเพียงยอดเขาลูกเดียว พวกเขายังพอจะค้นหาตั้งแต่ตีนเขาจนถึงยอดเขาได้รอบหนึ่ง
แต่พอเป็นเทือกเขาเช่นนี้… ช่างจัดการได้ยากนัก!
“ยามนี้เองที่ข้ารู้สึกถึงความอ่อนแอของตนเอง! หากพวกเราเป็นผู้บำเพ็ญระดับหยวนเสิน เพียงแค่ขยับความคิดเดียว ก็สามารถใช้พลังจิตสัมผัสครอบคลุมไปทั่วทั้งเทือกเขา และตรวจสอบทุกสิ่งอย่างให้กระจ่างแจ้งได้ในพริบตา” เย่ชิงอวี๋พึมพำออกมาเบา ๆ
เมิ่งฝานยิ้มบาง ๆ
ระดับหยวนเสินงั้นรึ?
นั่นเป็นก้าวที่ใหญ่เกินไปกระมัง จู่ ๆ ก็คิดไปไกลถึงเพียงนั้นเชียว?
เทียนหยวน หนิงตัน อิ่นเสิน หยวนเสิน
ต่อให้เขาจะมี ‘สูตรโกง’ ช่วยเหลือ แต่การจะฝึกฝนไปถึงระดับหยวนเสินได้นั้น ก็มิทราบว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด
ทว่ายอดคนระดับหยวนเสินนั้นมีอิทธิฤทธิ์สะเทือนฟ้าดินจริง ๆ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาทำได้เพียงอิจฉา
“ทำใจให้สบายเถิด พวกเรามิจำเป็นต้องรีบร้อน หากหาไม่เจอจริง ๆ มะรืนนี้ค่อยกลับไปรอรับมือที่ตำบลเฮยเฟิงก็ยังไม่สาย” เมิ่งฝานกล่าวปลอบเย่ชิงอวี๋
หากรอไม่เจอปีศาจตนนั้นจริง ๆ เขาก็จะกลับไปแจ้งข่าวที่ซูซาน เมื่อนั้นหอคุมกฎย่อมต้องออกโรงแน่นอน
เรื่องพรรค์นี้ หอคุมกฎคือผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
ในเมื่อเขาทั้งสองหาเบาะแสไม่พบ คนของหอคุมกฎย่อมต้องหาเจอเป็นแน่
ปีศาจตนนั้นไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือของหอคุมกฎไปได้เด็ดขาด
ทว่าหากพวกเขาสามารถจัดการปีศาจตนนี้ได้ด้วยตนเอง ย่อมมิจำเป็นต้องรบกวนหอคุมกฎ
และยังช่วยให้ทารกไม่ต้องตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งราย
มิเช่นนั้น หากหอคุมกฎลงมือช้าไปเพียงก้าวเดียว ทารกที่ต้องสังเวยชีวิตย่อมมิได้มีเพียงคนเดียวแน่นอน
“เช่นนั้นพวกเราลองไปเสี่ยงดวงในเทือกเขานี้ดูสักหน่อยเถิด ดูว่าจะมีวาสนาพบเจออะไรบ้าง รอจนฟ้ามืดแล้วค่อยจากไป” เย่ชิงอวี๋กล่าวกับเมิ่งฝาน
“ตกลง!” เมิ่งฝานพยักหน้าพลางกล่าวต่อ “เช่นนี้แล้วกัน พวกเราแยกกันค้นหา โอกาสที่จะพบย่อมสูงกว่า หากพบเหตุการณ์ผิดปกติ ให้ฟันปราณกระบี่ขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างสุดกำลัง เพื่อเป็นการระบุตำแหน่งให้อีกฝ่ายทราบ!”
“ดียิ่งนัก” เย่ชิงอวี๋เห็นพ้องด้วยอย่างยิ่ง นางพลันรู้สึกว่าเจ้าเด็กเมิ่งฝานผู้นี้ดูจะเฉลียวฉลาดกว่านางเสียอีก
วิธีการง่าย ๆ เช่นนี้ ไฉนนางเมื่อครู่นางถึงนึกไม่ออกกันนะ
เมิ่งฝานในชาติก่อนเคยดูละครโทรทัศน์ โดยเฉพาะละครย้อนยุค ทุกคนต่างใช้พลุสัญญาณในการส่งข่าวระบุตำแหน่ง
ในยามค่ำคืนก็นับว่าดีอยู่หรอก แต่หากทำเช่นนั้นในยามกลางวัน เขารู้สึกว่ามันเป็นการดูถูกสติปัญญาของผู้ชมเกินไปเสียหน่อย
ในยามนี้แม้เขาทั้งสองจะไม่มีพลุสัญญาณ แต่ปราณกระบี่ค้ำฟ้าสายหนึ่งย่อมเป็นการระบุตำแหน่งที่ดีที่สุด!
จากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันมุ่งหน้าไปคนละทิศละทาง โดยนัดแนะกันว่าเมื่อฟ้ามืดให้กลับมาสมทบกันที่จุดเดิม
ว่ากันตามตรง การค้นหาเช่นนี้เป็นเพียงการวัดดวงเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเมิ่งฝานหรือเย่ชิงอวี๋ ต่างก็มิได้คาดหวังว่าจะพบเจอสิ่งใดจริง ๆ
ทว่าบ่อยครั้งที่ ‘ความประหลาดใจ’ มักจะปรากฏขึ้นในยามที่มิได้ตั้งใจ
แน่นอนว่ามันอาจจะเป็น ‘ความตกตะลึง’ แทนก็ได้!
หนึ่งชั่วยามผ่านไป…
สองชั่วยามผ่านไป…
ในยามที่ขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงสายัณห์ ดวงตะวันจวนเจียนจะลับเหลี่ยมเขา เมิ่งฝานพลันเหลือบเห็นปราณกระบี่ขนาดมหึมาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในระยะไกล
ปราณกระบี่มหาดับสูญ!
มิต้องสงสัยเลย นี่คือปราณกระบี่ที่เย่ชิงอวี๋ฟันออกมา
เห็นได้ชัดว่านางต้องพบเจอสิ่งผิดปกติบางอย่าง จึงได้ส่งสัญญาณเรียกเขา
เมิ่งฝานมิกล้ารั้งรอ รีบโคจรปราณแท้ในร่าง ทะยานกายด้วยวิชาตัวเบา ‘หลิวซวี่สุยเฟิง’ มุ่งหน้าไปอย่างสุดกำลัง
เพราะนี่อาจมิใช่เพียงการเรียกหาธรรมดา แต่มันอาจเป็นการขอความช่วยเหลือก็เป็นได้!
ด้วยกายาอริยชิงหลงอันแข็งแกร่งของเมิ่งฝาน ผนวกกับการทุ่มเทวิชาตัวเบาอย่างสุดกำลัง ความเร็วของเขาจึงนับว่ารวดเร็วยิ่งนัก
ทว่าระยะห่างจากจุดที่เย่ชิงอวี๋ส่งสัญญาณนั้นยังคงไกลโข
หากเย่ชิงอวี๋เพียงพบความผิดปกติแล้วเรียกเขาก็ยังนับว่าดีไป แต่หากนางตกอยู่ในอันตรายและกำลังขอความช่วยเหลือ ด้วยความเร็วเพียงเท่านี้ เขาน่าจะไปถึงช้าเกินไป!
เมิ่งฝานขมวดคิ้วมุ่น แววตาเริ่มเคร่งขรึม
ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุใด ๆ กับเย่ชิงอวี๋แน่นอน
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงต้องไปถึงที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด!
เมิ่งฝานตัดสินใจเด็ดขาด เลิกซ่อนเร้นความสามารถอีกต่อไป
“หงชี่!” เขาตะโกนเรียกออกมาคำหนึ่ง
หงชี่ สื่อใจถึงกันกับเขา นางเข้าใจความคิดของเมิ่งฝานในทันที
เคร้ง
เสียงกระบี่กังวาน หงชี่ออกจากฝักเองโดยอัตโนมัติและลอยล่องอยู่เบื้องหน้าเมิ่งฝาน
ในเวลาเดียวกัน จิตกระบี่และมนุษย์ก็หลอมรวมเป็นหนึ่ง!
และในแง่หนึ่ง หงชี่ก็ได้หลอมรวมเป็นส่วนเดียวกับเมิ่งฝาน
หลังจากที่เมิ่งฝานได้หยั่งรู้เคล็ดวิชาจากศิลาเทพกระบี่นานถึงสิบวันสิบคืน เขาก็สามารถใช้หงชี่เป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของตน เพื่อผลักดันตนเองเข้าสู่ระดับ ‘จิตวิญญาณกระบี่’ ได้ชั่วคราว
ยามนี้เขาเตรียมหยิบยืมพลังของหงชี่ เพื่อใช้ออกด้วยวิชากระบี่อันเป็นเอกลักษณ์ของซูซาน
วิชาคุมกระบี่!
เหินเวหาด้วยกระบี่!!
ศิษย์ซูซานหากคิดจะใช้วิชาคุมกระบี่ จำต้องมีเงื่อนไขสองประการ
หนึ่ง บรรลุถึงระดับหนิงตานเพื่อสร้างปราณแท้บริสุทธิ์
สอง ฝึกฝนจนเกิดวิญญาณศักดิ์สิทธิ์
เมิ่งฝานยังมิต้องตามเงื่อนไขทั้งสองประการนี้เลยแม้แต่น้อย ทว่าเขาสามารถหยิบยืมพลังจากหงชี่ ผนวกกับพื้นฐานวิถีกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวของตน ฝืนใช้ออกด้วยวิชาเหินเวหาด้วยกระบี่จนสำเร็จ
เขาทะยานกายขึ้นไป สองเท้าเหยียบลงบนกระบี่หงชี่เบื้องหน้า
วินาทีต่อมา กระบี่หงชี่ก็กลายเป็นลำแสงพุ่งทะยานมุ่งตรงไปยังตำแหน่งของเย่ชิงอวี๋ด้วยความเร็วปานสายฟ้า
เมิ่งฝานยืนตระหง่านบนกระบี่หงชี่ สองมือไพล่หลัง ชุดขาวพลิ้วไหวตามแรงลม ดูราวกับเทพเซียนผู้จุติลงมาก็มิปาน
ในเวลาเดียวกัน ณ อีกฟากหนึ่งของเทือกเขาโฉวงยวิ๋น เย่ชิงอวี๋มีสีหน้าซีดเผือด จ้องมองบุรุษในชุดคลุมสีดำที่อยู่ตรงหน้า
ที่นี่คือส่วนลึกของหุบเขา ภายในนั้นมีบ้านหินที่สร้างขึ้นอย่างหยาบ ๆ หลังหนึ่ง
รอบบริเวณบ้านหิน เต็มไปด้วยกองกระดูกสีขาวโพลนดูน่าสยดสยอง
ในบรรดานั้นมีโครงกระดูกของเด็กอยู่มากมาย และบางโครงกระดูกก็มีขนาดเล็กจิ๋วอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าเป็นโครงกระดูกของทารก
ทันทีที่เย่ชิงอวี๋มาถึงและเห็นภาพนี้ นางก็รู้ทันทีว่าตนเองหาที่หมายพบแล้ว
ทว่าในพริบตาที่นางมาถึง คนในชุดดำที่อยู่ในบ้านหินก็สัมผัสได้ถึงผู้บุกรุกเช่นกัน
คนชุดดำผู้นั้นเปิดประตูบ้านหินเดินออกมาทันที และจ้องมองเย่ชิงอวี๋ด้วยสายตาเย็นชา
แววตาที่เขามองนางนั้นเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น มิจำเป็นต้องเอ่ยวาจาใด ๆ ผู้ที่ล่วงรู้ความลับของเขาล้วนต้องตาย
และในจังหวะที่เขาหยิบดาบกุ่ยโถวดาวออกมาจากแหวนมิติ เย่ชิงอวี๋ก็เป็นฝ่ายลงมือก่อน
เพียงวินาทีแรกที่เห็นคนชุดดำ เย่ชิงอวี๋ก็มั่นใจได้ทันทีว่านี่คือฆาตกรที่สังหารทารกในตำบลเฮยเฟิง เมิ่งฝานเดาถูกแล้ว
ฆาตกรหาใช่ปีศาจ แต่เป็นมนุษย์!
เย่ชิงอวี๋มิได้จู่โจมคนชุดดำ แต่นางกลับฟันกระบี่ขึ้นสู่ท้องฟ้าแทน
นางมิได้อวดดี เพราะนางมิอาจมองทะลุถึงระดับพลังของคนชุดดำผู้นี้ได้
ในฐานะผู้บำเพ็ญระดับเทียนหยวนขั้นที่เก้า คนที่นางมองไม่เห็นระดับพลัง ย่อมมีความเป็นไปได้สูงยิ่งว่าจะเป็นระดับหนิงตาน
มารร้ายระดับนี้ นางย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของมันอย่างแน่นอน
นางรู้จักขอบเขตของตนเองดี
ในเพลานี้ นางจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากเมิ่งฝาน ต้องอาศัยการร่วมมือของทั้งสองคนเท่านั้น จึงจะมีหวังจัดการกับมารร้ายผู้นี้ได้