วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 163 เย่ชิงอวี๋ ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 163 เย่ชิงอวี๋ ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
บทที่ 163 เย่ชิงอวี๋ ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
เบื้องหน้าของเย่ชิงอวี๋ บุรุษชุดดำจ้องมองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและจิตสังหาร
มันมิได้โง่เขลา
สตรีผู้นี้มิยอมจู่โจมใส่ตนแต่กลับฟันกระบี่ขึ้นสู่ท้องฟ้าสายหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ากำลัง ‘เรียกพวก’
หากมันขืนชักช้าดึงดันต่อไป มีหวังอาจถูกรุมโจมตีได้!
มันจำต้องเผด็จศึกให้ไว สังหารสตรีผู้นี้ในทันทีแล้วรีบจากไปจากที่นี่เสีย
พวกฝ่ายมารที่ก่อกรรมทำชั่วในยุทธภพ ส่วนใหญ่มักมีสภาพมิต่างจากหนูตัดจอมขี้ขลาดที่ต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ
พวกมันมีความระแวดระวังภัยสูงกว่าสามัญชน เพราะรู้ตัวดีว่าเป็นเป้าหมายที่ผู้คนจ้องจะรุมประชาทัณฑ์!
หากพลั้งเผลอเพียงนิดเดียว ย่อมมีสิทธิ์ถูกยอดฝีมือฝ่ายธรรมะ ‘กำจัดอสูรปราบมาร’ ได้ทุกเมื่อ
ทว่าการฝึกฝนวิชาชั่วร้ายอันอำมหิตของพวกนอกรีตเหล่านี้ จำต้องออกท่องไปในยุทธภพ เพราะพวกมันจำเป็นต้องใช้ชีวิตคนมาเป็นทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียร
ประหนึ่งบุรุษชุดดำผู้นี้ที่ฝึกฝนวิชาที่อำมหิตที่สุดแขนงหนึ่ง ‘ภาพร้อยภูตทารกราตรี’
วิชานี้จำต้องสังหารทารกจึงจะฝึกสำเร็จ
คนปกติ ต่อให้เป็นคนฝ่ายมารหรือแม้แต่คนโฉดชั่วช้าเพียงใด ก็มักมิเต็มใจจะฝึกฝนวิชาที่สิ้นไร้มโนธรรมเยี่ยงนี้
ยากจะจินตนาการได้ว่าต้องเป็นคนบ้าวิปลาสเพียงใด ถึงได้คลุ้มคลั่งขนาดฝึกมรดกมารที่ไร้ความเป็นมนุษย์เช่นนี้
กล่าวโดยสรุป คนประเภทนี้มิอาจเรียกขานว่าเป็นคนได้อีกต่อไป
มันไม่คู่ควร!
บุรุษชุดดำจ้องมองเย่ชิงอวี๋ ตั้งแต่ต้นจนจบมันมิเอ่ยวาจาออกมาแม้แต่คำเดียว
ในจังหวะที่เย่ชิงอวี๋ฟันปราณกระบี่มหาดับสูญออกไปนั้น ดาบหัวผีในมือของมันก็ออกจากฝักแล้ว
ประกายดาบพลันวูบวาบ ไอ้มารพวยพุ่งโหมกระหน่ำ
ปราณดาบสีดำสนิทสายหนึ่งพุ่งทะลุจากคมดาบหัวผี ฟาดฟันผ่านอากาศเสียงหวีดหวิว มุ่งตรงเข้าหาเย่ชิงอวี๋
ใบหน้าของเย่ชิงอวี๋ซีดเผือด นางรู้แจ้งแก่ใจว่าตนเองมิใช่คู่ต่อสู้ของบุรุษชุดดำผู้นี้
ทว่าต่อให้มิใช่คู่ต่อสู้ นางก็มิคิดจะนั่งรอความตายเฉย ๆ ย่อมต้องดิ้นรนขัดขืนเป็นธรรมดา
นางไม่มีวันหลับตาลงเพื่อยอมรับความตายเด็ดขาด!
กระบี่เหมันต์ในมือเย่ชิงอวี๋ตวัดฟันออก ปราณแท้ในร่างพุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง นางออกกระบวนท่าที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดของนางในทันที
‘วิชากระบี่เพลิงกัลป์’
เจตจำนงกระบี่เพลิงกัลป์! แม้เย่ชิงอวี๋จะรบเร้าให้เมิ่งฝานสอนเจตจำนงกระบี่มหาดับสูญให้ แต่นั่นมิได้หมายความว่าวิชากระบี่ที่เก่งที่สุดของนางคือกระบี่มหาดับสูญ
วิชาที่แข็งแกร่งที่สุดของนางคือวิชากระบี่เพลิงกัลป์ และนางได้ฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้น ‘อานุภาพกระบี่’ มานานแล้ว
อานุภาพของวิชากระบี่เพลิงกัลป์นั้นอาจมิทรงพลังเท่ากระบี่มหาดับสูญ
ทว่ากระบี่มหาดับสูญของเย่ชิงอวี๋นั้นฝึกฝนถึงเพียงขั้นเจตจำนงเท่านั้น ยังมิก้าวข้ามไปถึงขั้นอานุภาพ
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ยามนี้ย่อมต้องเป็นวิชากระบี่เพลิงกัลป์ที่นางถนัดกว่าซึ่งทรงอานุภาพรุนแรงกว่า
นักกระบี่ระดับเทียนหยวนขั้นเก้าที่ฝึกจนเกิดอานุภาพกระบี่ได้นั้น แม้มิอาจกล่าวได้ว่ามีน้อยดั่งขนหงส์เขามังกร แต่ก็นับว่าหาได้ยากยิ่ง
นักกระบี่ส่วนใหญ่มักจะก้าวเข้าสู่ระดับหนิงตานเสียก่อน จึงจะค่อย ๆ ฝึกปรือจนบรรลุขั้นอานุภาพกระบี่ได้
ดังนั้น การที่เย่ชิงอวี๋ทุ่มสุดกำลังสำแดงอานุภาพกระบี่เพลิงกัลป์ออกมา ย่อมพอจะเทียบเคียงกับผู้บำเพ็ญระดับหนิงตันได้ในระดับหนึ่ง
แน่นอนว่า คำว่าเทียบเคียงนี้ หมายถึงเพียงผู้ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับหนิงตันขั้นที่หนึ่งเท่านั้น
และเป็นการเทียบเคียงอย่างฝืนกำลัง หากต้องปะทะกันจริง ๆ ย่อมมิอาจเอาชนะได้อยู่ดี
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น
อานุภาพกระบี่เพลิงกัลป์ของเย่ชิงอวี๋ ถูกปราณดาบของบุรุษชุดดำบดขยี้ทิ้งอย่างง่ายดาย
ก่อนที่ปราณดาบส่วนที่เหลือจะพุ่งเข้าฟาดฟันใส่ร่างของเย่ชิงอวี๋ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
วินาทีต่อมา เย่ชิงอวี๋กระอักเลือดคำโต ร่างทั้งร่างปลิวลิ่วไปไกลกว่าสิบเมตร กระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ที่หนาทึบอย่างรุนแรง
แกร๊ก!
เสียงกระดูกหักดังชัดเจน
เพียงการปะทะกันแค่ชั่วพริบตา แม้นางจะทุ่มสุดกำลังแล้ว แต่กลับต้องบาดเจ็บสาหัสถึงสามส่วน สภาพดูมิได้เลยทีเดียว
กระอักเลือดออกมา… นี่คือบาดแผลภายใน!
กระดูกสันหลังส่วนหลังกระแทกต้นไม้จนหัก… นี่คือบาดแผลจากแรงกระแทก!
ในเวลาเดียวกัน บริเวณหน้าท้องของนางก็ถูกปราณดาบที่หลงเหลืออยู่ของบุรุษชุดดำฟันเข้าอย่างจังจนเกิดบาดแผลฉกรรจ์ที่น่าสยดสยอง… นี่คือบาดแผลภายนอก!
เลือดสด ๆ ไหลรินออกจากบาดแผลหน้าท้องไม่หยุด ชโลมชุดขาวสะอาดจนกลายเป็นสีแดงฉาน ดูน่าเวทนายิ่งนัก
เย่ชิงอวี๋เงยหน้าขึ้น ใช้กระบี่ยันกายตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน
นางข่มกลั้นความเจ็บปวดที่ทิ่มแทงถึงกระดูกไว้ แววตายังคงเย็นชาจ้องมองไปที่บุรุษชุดดำ
นางมิได้ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด แม้แต่เสียงครางในลำคอก็มิได้เล็ดลอดออกมาเลยสักนิด
สตรีผู้นี้แม้ใจจะอ่อนโยนไปบ้าง แต่อย่างน้อยกระดูกก็นับว่าแข็งแกร่งนัก มิตัวอ่อนปวกเปียก
“น่าเสียดายจริง”
บุรุษชุดดำเยื้องกรายเข้าหาเย่ชิงอวี๋ทีละก้าว แววตาฉายร่องรอยแห่งความเสียดาย
“หากเป็นยามปกติได้พบเจอโฉมงามเยี่ยงเจ้า ข้าคงจะให้เจ้าได้เสพสุขกับความหฤหรรษ์ที่สุดยอดที่สุดในโลกมนุษย์ก่อนจะสิ้นลม แต่น่าเสียดายที่เจ้าดันเรียกพวกมาเสียก่อน ข้าจึงทำได้เพียงตัดใจสังหารเจ้าทิ้งเสียในทันทีแล้วรีบจากไป ว่ากันตามตรง ช่างเป็นการใช้ของอย่างทิ้ง ๆ เสียจริง!”
บุรุษชุดดำกล่าวพลางขยับเข้าใกล้เย่ชิงอวี๋ ในขณะเดียวกันก็ชูดาบหัวผีขึ้นเหนือศีรษะ
มันมิได้เสียเวลาเปล่า เพราะในขณะที่ปากพูด มือของมันก็มิได้หยุดชะงักเลย
เย่ชิงอวี๋เพียงจ้องมองบุรุษชุดดำด้วยสายตาเย็นชา ตั้งแต่ต้นจนจบนาิมิเอ่ยวาจาแม้แต่คำเดียว
เพราะในยามนี้ ไม่ว่าจะกล่าวสิ่งใดออกมา ก็มิต่างจากเสียงโหยหวนของผู้พ่ายแพ้ มีแต่จะทำให้อับอายขายหน้าและไร้ความหมายสิ้นดี!
ในเวลาเดียวกัน ลึก ๆ ในใจนางบังเกิดความเสียใจอยู่บ้าง หากล่วงรู้ว่ามารร้ายตนนี้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เมื่อครู่นางมิควรฟันปราณกระบี่ขึ้นสู่ท้องฟ้าเลย
ก่อนหน้านี้ นางนึกว่าหากนางและเมิ่งฝานร่วมมือกัน อาจพอจะต้านทานบุรุษชุดดำผู้นี้ได้
ทว่าดาบเมื่อครู่นี้ทำให้รู้นางแจ้งแล้วว่า ต่อให้นางและเมิ่งฝานร่วมมือกัน ก็มิมีทางเป็นคู่ต่อสู้ของมันได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นยามนี้นางแทบจะกลายเป็นคนพิการไปแล้ว มิมีความสามารถในการสู้รบอีกต่อไป
ต่อให้เมิ่งฝานมาถึง นางก็มิอาจร่วมสู้กับเขาได้ ทำได้เพียงเป็นผู้สังเกตการณ์เท่านั้น
ในตอนนี้ นางทำได้เพียงภาวนาให้เมิ่งฝานเดินทางมาถึงช้าหน่อย
ขอให้นางตายไปก่อน และขอให้บุรุษชุดดำนี้จากไปก่อนที่เมิ่งฝานจะมาถึง เช่นนี้จึงจะดีที่สุด
มิเช่นนั้นหากเมิ่งฝานมาถึงได้ทันท่วงที ก็เท่ากับนางเป็นคนพาเมิ่งฝานมาตายด้วย!
จ้องมองบุรุษชุดดำ เย่ชิงอวี๋บังเกิดความรู้สึกจนใจ
ก่อนหน้านี้ยังคาดเดากันว่า ฆาตกรที่ฆ่าทารกไม่น่าจะเป็นระดับหนิงตาน
เพราะนางและเมิ่งฝานคิดว่าปีศาจระดับหนิงตาน ย่อมมิมาทำลับ ๆ ล่อ ๆ และระแวดระวังภัยถึงเพียงนี้
ยามนี้เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคิดตื้นเขินเกินไป พวกหนูท่อเหล่านี้ ต่อให้ตบะแก่กล้าเพียงใด ก็ยังกล้าเพียงแค่แอบซ่อนตัวอยู่ในท่อระบายน้ำเหม็น ๆ เท่านั้น
เมื่อเห็นบุรุษชุดดำชูดาบหัวผีขึ้น เย่ชิงอวี๋ก็หลับตาลง
ครั้งนี้คงต้องยอมรับความตายแล้วจริง ๆ
เพราะนางมิหลงเหลือความสามารถในการขัดขืนอีกต่อไป
ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นางยังมิได้สูญเสียความสามารถในการขัดขืนไปจนหมดสิ้น
ในมือของนาง ยังคงกำยันต์คุ้มกายไว้แผ่นหนึ่ง ยันต์ใบนี้อาจารย์ของนางมอบไว้ให้ใช้ป้องกันตัวยามวิกฤต หากกระตุ้นใช้งานยันต์นี้ ย่อมสามารถสร้างม่านพลังคุ้มกันขึ้นมาได้
ต่อให้เป็นตัวตนระดับหนิงตาน หากคิดจะทำลายม่านพลังนี้ ก็ต้องเสียแรงและเวลาไม่น้อยทีเดียว
ทว่าเย่ชิงอวี๋กลับมิคิดจะใช้งานยันต์คุ้มกายนี้ เพราะต่อให้ใช้งานยันต์ไป ก็ทำได้เพียงยื้อเวลาตายไปได้เพียงชั่วครู่ มิอาจช่วยชีวิตนางได้อย่างแท้จริง
เมื่อบุรุษชุดดำพังม่านพลังเข้ามาได้ นางก็ยังต้องตายอยู่ดี และการยื้อเวลาเช่นนั้น หากเมิ่งฝานมาถึงพอดี กลับจะเป็นการลากเมิ่งฝานมาตายด้วยเสียเปล่า ๆ
มิสู้เลิกขัดขืนเสียแต่ตอนนี้ เช่นนี้เมิ่งฝานยังมีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่า
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เย่ชิงอวี๋จึงคลายมือที่กำยันต์คุ้มกายไว้ออกแล้วหลับตาลง
รอคอยความตายอย่างเงียบงัน