วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 164 ศิษย์พี่เมิ่ง ท่านอยู่ระดับหนิงตานใช่หรือไม่?
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 164 ศิษย์พี่เมิ่ง ท่านอยู่ระดับหนิงตานใช่หรือไม่?
บทที่ 164 ศิษย์พี่เมิ่ง ท่านอยู่ระดับหนิงตานใช่หรือไม่?
ในจังหวะที่บุรุษชุดดำเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าเย่ชิงอวี๋ในระยะไม่ถึงหนึ่งเมตร และเตรียมจะฟาดฟันดาบลงเพื่อปลิดศีรษะของนาง
พลันมีลำแสงสายหนึ่งพุ่งทะยานมาจากขอบฟ้า รวดเร็วดุจดาวตก ดาบในมือของบุรุษชุดดำชะงักกึก สีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
วิชาคุมกระบี่เหินเวหา!!!
ผู้ที่ครอบครองวิชาเช่นนี้ได้ พลังฝีมือย่อมมิได้ด้อยไปกว่าตนแน่นอน
นี่คือพรรคพวกที่ยัยเด็กนี่เรียกมางั้นรึ?
ช่างรวดเร็วทันใจเสียจริง!
สีหน้าของบุรุษชุดดำเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ภายในหนึ่งลมหายใจ ความคิดลังเลหลายสายผุดขึ้นมาในหัว
จะสังหารสตรีตรงหน้าก่อน หรือจะรีบถอยหนีไปในทันที ท้ายที่สุด มันก็ตัดสินใจเลือกที่จะถอย
กล่าวตามตรง มันและสตรีผู้นี้มิได้มีแค้นเคืองต่อกัน หากต้องเอาชีวิตตนเองไปเสี่ยงอันตรายเพียงเพื่อสังหารนาง ย่อมมิคุ้มค่าเป็นแน่
หลักใหญ่ใจความคือมันเป็นคนระแวดระวังภัยเป็นนิจ นิสัยเช่นนี้มิอาจเปลี่ยนได้ในชั่วครู่ชั่วยาม
และมันยังรู้สึกว่านี่เป็นนิสัยที่ดี มิจำเป็นต้องแก้ไขแต่อย่างใด
บุรุษชุดดำถอยกรายไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็หายลับไปจากที่แห่งนั้น
ฝ่ายเย่ชิงอวี๋ที่เห็นบุรุษชุดดำยอมละทิ้งการสังหารและถอยจากไปเอง ก็อดมิได้ที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
บุรุษชุดดำมองเห็นคนคุมกระบี่บินมาจากระยะไกลได้ แต่เย่ชิงอวี๋หันหลังให้ทิศทางนั้น อีกทั้งมุมมองของนางย่อมไม่อาจมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังได้
จนกระทั่งนางหันกลับไป จึงได้เห็นร่างอันคุ้นตาผู้หนึ่งร่อนลงมาจากฟากฟ้า
ที่สำคัญที่สุดคือ ร่างนั้นเหยียบอยู่บนกระบี่บินความเร็วรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
วิชาคุมกระบี่เหินเวหา!!!
วิชาเหินเวหาด้วยกระบี่ของสำนักซูซาน มิใช่มีไว้เพียงเพื่อบินไปมาให้ดูสง่างามเท่านั้น
จุดที่น่าครั่นคร้ามที่สุดของวิชานี้คือ ความเร็ว
มันรวดเร็วปานสายฟ้าแลบของจริง!
“ศิษย์พี่เมิ่ง ท่าน... ท่าน...” เย่ชิงอวี๋จ้องมองเมิ่งฝานที่ร่อนลงสู่พื้นด้วยอาการตกตะลึงจนพูดจาติดขัด
ในฐานะศิษย์ซูซาน นางย่อมรู้ซึ้งถึงความยากลำบากในการฝึกวิชาคุมกระบี่บิน
ศิษย์ระดับหนิงตานบางคน ยังมิอาจทำวิชาคุมกระบี่เหินเวหาได้เลย!
ทว่าเจ้าเด็กเมิ่งฝานผู้นี้ มีตบะเพียงระดับเทียนหยวนขั้นที่สอง กลับสามารถคุมกระบี่บินได้?
นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าประหนึ่งอสนีบาตฟาดลงกลางใจของเย่ชิงอวี๋
มันทำให้นางสมองว่างเปล่ามึนงง ประหนึ่งถูกฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมก็มิปาน
“ศิษย์พี่เมิ่ง หรือว่าท่านปิดบังระดับพลังเอาไว้ จริง ๆ แล้วท่านอยู่ระดับหนิงตานใช่หรือไม่?”
เย่ชิงอวี๋ถามออกมาด้วยความมึนงง
ว่ากันตามตรง ยามนี้นางเริ่มสติเลอะเลือนไปบ้างแล้ว
นางกล่าวไปตามสัญชาตญาณ เพราะนางเชื่อว่าเมิ่งฝานต้องเป็นผู้บำเพ็ญระดับหนิงตันแน่นอน
นี่คือเหตุผลเดียวที่นางพอจะจินตนาการได้ในยามที่เร่งรีบเช่นนี้
“ข้าอยู่ระดับไหนมิใช่ประเด็น ประเด็นคือเหตุใดเจ้าถึงตกอยู่ในสภาพอเนจอนาถเช่นนี้?”
เมิ่งฝานขมวดคิ้ว จ้องมองเย่ชิงอวี๋ที่โชกไปด้วยเลือดในสภาพน่าเวทนา ในใจบังเกิดความสงสารขึ้นมา
โดยเฉพาะบาดแผลบริเวณหน้าท้องของนาง ที่ยามนี้เลือดยังคงไหลซึมออกมาไม่หยุด
เมิ่งฝานวางมือลงบนหน้าท้องของเย่ชิงอวี๋โดยมิเกรงกลัวคราบเลือดที่ติดมือ และเริ่มเดินลมปราณเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้นาง
ความจริงเขาหาได้มีความรู้เรื่องการรักษาพยาบาลไม่ ทว่าหากเป็นการใช้ปราณแท้เพื่อปิดกั้นแผลและห้ามเลือด เขายังพอทำได้
และเขาก็ทำได้เพียงเท่านี้จริง ๆ
หลังจากห้ามเลือดเสร็จ เมิ่งฝานถอนมือออกจากหน้าท้องของนางแล้วกล่าวว่า
“เจ้าเป็นนักปรุงยา ในตัวย่อมต้องมีโอสถรักษาบาดแผลใช่ไหม?”
“มี!”
เย่ชิงอวี๋หยิบขวดหยกออกมาจากแหวนมิติ กลืนโอสถลงไปเม็ดหนึ่งแล้วเริ่มเดินลมปราณรักษาตนเอง
เมิ่งฝานจ้องมองบาดแผลที่หน้าท้องของนางพลางถามด้วยความกังวลว่า
“แผลใหญ่ขนาดนี้ จะทิ้งรอยแผลเป็นไว้หรือไม่?”
เย่ชิงอวี๋โพล่งออกมาทันที
“ย่อมไม่แน่นอน โอสถที่ข้าเพิ่งกินเข้าไปคือ โอสถหยวนคืนจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นโอสถศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยให้คนตายฟื้นคืนและสร้างเนื้อเยื่อกระดูกใหม่ได้ หากปุถุชนได้รับโอสถนี้ไป ก็นับว่ามีสรรพคุณชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนได้เลยทีเดียว! ใช้โอสถระดับนี้รักษาบาดแผล จะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ได้อย่างไร?”
พอพูดจบ นางก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที นี่นางจะมามัวอธิบายเรื่องพวกนี้ทำไมกัน?
เย่ชิงอวี๋ค้อนเมิ่งฝานไปวงหนึ่ง ในใจนึกว่า ข้าจะมีแผลเป็นหรือไม่ มันเกี่ยวอะไรกับท่านด้วย
ฝ่ายเมิ่งฝานกลับรู้สึกฉงนใจ ในใจนึกว่า มองค้อนข้าทำไม?
ข้าเป็นห่วงเจ้านี่มันผิดด้วยรึไง?
ทว่าในขณะที่เย่ชิงอวี๋กลืนโอสถและกำลังตั้งสมาธิรักษาตัวอยู่นั้น กระบี่หงชี่ของเมิ่งฝานพลันหลุดออกจากฝักเองโดยอัตโนมัติ
เจตจำนงกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า คมกล้าแหลมคมยิ่งนัก!
เย่ชิงอวี๋ตกใจจนรีบลืมตาขึ้นมาทันที
สัมผัสได้ถึงเจตจำนงกระบี่ที่คมกล้าถึงเพียงนี้ นางนึกว่าเมิ่งฝานจะลงมือกับนางเสียอีก
แต่เพียงลืมตาขึ้นมา นางก็รู้แจ้งว่าเหตุใดเมิ่งฝานถึงชักกระบี่
เบื้องหน้าไม่ไกลนัก มีประกายดาบพุ่งวาบฟาดฟันมุ่งตรงมายังพวกเขา
ไอ้คนชุดดำนั่น มันหวนกลับมาแล้ว!
เหตุการณ์แปรเปลี่ยนกะทันหัน หัวใจของเย่ชิงอวี๋พลันเย็นยะเยือกดุจตกลงไปในบ่อปลาที่กลายเป็นน้ำแข็ง
เดิมทีนึกว่ามันถอยไปแล้ว พวกนางจะปลอดภัย
ที่ไหนได้ ดีใจเร็วเกินไปเสียแล้ว!
ในขณะที่เย่ชิงอวี๋ใจเสีย ปราณดาบที่บุรุษชุดดำฟันมาก็ถูกเมิ่งฝานทำลายจนสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยด้วยกระบี่เดียว
“ศิษย์พี่เมิ่ง คำถามที่ข้าถามท่านเมื่อครู่ ท่านยังมิได้ตอบข้าเลย ท่านอยู่ระดับหนิงตาน และปิดบังตบะเอาไว้ใช่หรือไม่?” เย่ชิงอวี๋ถามด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความหวัง
ยามนี้นางทำได้เพียงจินตนาการไปเช่นนั้น
หากเมิ่งฝานอยู่ระดับหนิงตันและซ่อนพลังไว้ พวกนางย่อมมีทางรอดชีวิตในวันนี้
และนางรู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้สูงยิ่ง!
มิน่าเล่าเมิ่งฝานถึงเอาชนะนางได้ด้วยตบะเพียงระดับเทียนหยวนขั้นที่สอง ความจริงเป็นเพราะเขาหาใช่ระดับเทียนหยวนไม่ แต่เป็นระดับหนิงตานต่างหาก!
เย่ชิงอวี๋จ้องมองเมิ่งฝานด้วยความหวังและโหยหาคำตอบ
ทว่าเมิ่งฝานที่ยืนหันหลังให้นางกลับเพียงส่ายหน้าช้า ๆ
“แม้ข้าจะมิใช่ระดับหนิงตัน ทว่าข้ายังพอจะคุ้มครองเจ้าให้ปลอดภัยได้ เจ้าจงตั้งใจรักษาตัวไปเถิด”
เมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งฝาน เย่ชิงอวี๋กลับไม่อาจสงบใจลงได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ในสถานการณ์เช่นนี้ นางต้องใจใหญ่ขนาดไหนถึงจะยังมีกะจิตกะใจรักษาแผลอย่างสบายอารมณ์ได้
เมิ่งฝานกล่าวจบก็มิได้สนใจเย่ชิงอวี๋ที่อยู่ด้านหลังอีก
สายตาของเขาจับจ้องไปที่บุรุษชุดดำฝั่งตรงข้ามพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ทารกที่หายตัวไปในตำบลเฮยเฟิง เป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำถามของเมิ่งฝาน บุรุษชุดดำพลันแสยะยิ้มเยือกเย็น
“หึ ๆ เมื่อครู่ข้าโดนวิชาคุมกระบี่บินของเจ้าต้มเอาเสียเปื่อย จนเกือบจะหนีไปแล้วเชียว แต่ยังดีที่ข้าลอบตรวจสอบระดับตบะของเจ้าดูอีกรอบ มิเช่นนั้นวันนี้ข้าคงได้กลายเป็นตัวตลกให้คนเขาหัวเราะเยาะแน่!”
มันมิได้ตอบคำถามของเมิ่งฝาน เพราะมันรู้สึกดูแคลนเกินกว่าจะตอบ
เมื่อมั่นใจแล้วว่าฝ่ายตรงข้ามอยู่เพียงระดับเทียนหยวน มันก็วางใจลงได้สนิท
ก่อนหน้านี้เห็นเย่ชิงอวี๋ฟันปราณกระบี่ ‘เรียกพวก’ มันจึงนึกไปเองว่าจะมีผู้ช่วยที่แข็งแกร่งตามมา หรืออาจมากันเป็นกลุ่มใหญ่
ที่ไหนได้ กลับมาเพียงคนเดียว แถมยังเป็นแค่ระดับเทียนหยวนเหมือนกันอีก
แม้ผู้บำเพ็ญคนนี้จะมีลูกเล่นพิเศษที่สามารถคุมกระบี่เหินเวหาได้ แต่นั่นมิใช่สาระสำคัญ
เพราะวิชาคุมกระบี่เหินเวหา หากว่ากันตามตรงมันก็เป็นเพียงแค่พาหนะอย่างหนึ่ง แก่นแท้มันก็มิต่างจากม้าตัวหนึ่ง
หาได้มีอานุภาพทำลายล้างไม่
ในสายตาของบุรุษชุดดำ ตราบใดที่เป็นเพียงระดับเทียนหยวน มันย่อมสามารถบดขยี้และสังหารทิ้งได้อย่างง่ายดาย
ในเมื่อแน่ใจแล้วว่าตรงหน้ามีเพียงระดับเทียนหยวนสองคน มันย่อมไม่มีเหตุผลให้ต้องถอยหนีอีกต่อไป
หากเรื่องแพร่ออกไปว่า ตนเองที่เป็นถึง ‘ผู้ดูแล’ แห่งสำนักหลอมวิญญาณ กลับถูกระดับเทียนหยวนกระจอก ๆ สองคนขู่จนหนีเตลิด วันหน้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
ต่อให้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ แต่ในใจมันเองก็คงยอมรับไม่ได้!
เสียหน้าเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด!!!