วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 165 ข้าอ้าปากงับทีเดียว เจ้าก็ไม่เหลือซากแล้ว!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 165 ข้าอ้าปากงับทีเดียว เจ้าก็ไม่เหลือซากแล้ว!
บทที่ 165 ข้าอ้าปากงับทีเดียว เจ้าก็ไม่เหลือซากแล้ว!
ทว่า บุรุษชุดดำผู้นี้ต่อให้ฝันก็คงคิดไม่ถึง…
การที่ไม่ยอมเสียหน้า ย่อมต้องแลกมาด้วยการเสียชีวิตแทน
“เดิมทีเจ้ามีโอกาสจะมีชีวิตรอดอยู่แท้ ๆ แต่ยังดีที่เจ้าเลือกจะตัดหนทางนั้นด้วยตัวเอง!”
เมิ่งฝานจ้องมองบุรุษชุดดำพลางเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา
รอยยิ้มนั้น… ซ่อนดาบไว้ข้างหลัง
และมันคือดาบสังหารที่จะตามล้างผลาญจนกว่าจะตายตกตามกัน
หากบุรุษชุดดำผู้นี้หลบหนีไปเสียตั้งแต่เมื่อครู่ เขาก็คงตามล่าตัวมันได้ยากยิ่ง
แต่ในเมื่อมันเลือกหวนกลับมา ก็เท่ากับมามอบศีรษะให้ถึงที่
ระดับหนิงตาน!
ระดับหนิงตานแล้วอย่างไร
สำหรับเมิ่งฝานแล้วมันก็ต้องตายอยู่ดี มิต้องกล่าวถึงตราประทับกระบี่ที่ผู้อาวุโสหลินมอบให้ซึ่งสามารถกวาดล้างศัตรูได้ทุกทิศทาง
ต่อให้ไม่ใช้ตราประทับกระบี่ใบนี้ เขาก็ยังมีความมั่นใจที่จะปลิดชีพบุรุษชุดดำผู้นี้ได้
ก่อนที่เมิ่งฝานจะใช้เวลาสิบวันสิบคืนหยั่งรู้เคล็ดวิชาจากศิลาเทพกระบี่ เขาก็นับได้ว่าเป็นผู้ไร้เทียมทานในระดับเทียนหยวนแล้ว
หลังจากผ่านสิบวันสิบคืนนั้นมา แม้แต่ผู้อาวุโสหลินเองก็ยังไม่ล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วเมิ่งฝานแข็งแกร่งเพียงใด
เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา เมิ่งฝานยังไม่เคยลงมือเลยสักครั้ง
อันที่จริง แม้แต่ตัวเมิ่งฝานเองก็ยังไม่แน่ใจว่าตนเองแข็งแกร่งแค่ไหน
‘เคล็ดหมื่นกระบี่’
‘กระบี่สวรรค์’
‘หนึ่งกระบี่ทลายฟ้า’
‘หมื่นกระบี่คืนสำนัก—ฟ้าดินไร้เมตตา’
ยอดวิชาเหล่านี้ตั้งแต่เมิ่งฝานฝึกฝนจนสำเร็จ ก็ยังไม่มีโอกาสได้นำออกมาใช้ในสนามรบจริงเลยสักครั้ง!
ยิ่งไปกว่านั้น เมิ่งฝานยังมีไพ่ตายอย่าง ‘จิตวิญญาณกระบี่’ ที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญระดับหนิงตานยังยากจะฝึกฝนได้สำเร็จ
บางที… อาจถึงเวลาที่ต้องสังหารมารร้ายระดับหนิงตานสักตัว เพื่อเป็นการเซ่นสังเวยให้แก่วิชากระบี่อันเหนือชั้นเหล่านี้
ทว่าในยามนี้จะเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเซ่นกระบี่หรือไม่ เมิ่งฝานยังคงไม่แน่ใจนัก
เพราะหากไม่ถึงคราวจำเป็นจริง ๆ เขาก็ไม่อยากเปิดเผยไพ่ตายต่อหน้าเย่ชิงอวี๋มากเกินไป
จริงอยู่ว่าเย่ชิงอวี๋นับได้ว่าเป็นสหายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขามา
แต่เมิ่งฝานคุ้นชินกับการทำตัวต่ำต้อยมานาน การเปิดเผยความลับมากเกินไปต่อหน้าเย่ชิงอวี๋นั้นไม่มีความจำเป็น หรือจะกล่าวว่าไม่ถึงขั้นต้องทำเช่นนั้นก็ได้!
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานที่ว่าเมิ่งฝานยังมี ‘ทางเลือก’
หากเขามีทางเลือกอื่น เขาจะไม่พิจารณาเรื่องที่ดูจุกจิกเหล่านี้เลย ที่เขาสามารถจุกจิกได้เช่นนี้ เป็นเพราะเขายังรับมือได้สบายมือ!
ตราประทับกระบี่นั้นล้ำค่าเกินไป หากเมิ่งฝานใช้มันที่นี่ ย่อมเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
และนอกจากตราประทับกระบี่ เมิ่งฝานยังมีทางเลือกที่สองที่ไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตนเอง
นั่นก็คือ…
“เสี่ยวชิง!” เมิ่งฝานเรียกออกมาเบา ๆ คำหนึ่ง
ในพริบตา แสงสีเขียวสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเมิ่งฝาน
มารร้ายชุดดำฝั่งตรงข้ามอยู่ระดับหนิงตาน แต่ ‘เสี่ยวชิง’ ที่เมิ่งฝานเลี้ยงไว้ ก็อยู่ระดับหนิงตานเช่นกัน
เสี่ยวชิงที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับมหาอสูร ในยามนี้ มีตบะเทียบเท่ากับมนุษย์ระดับหนิงตานขั้นต้นพอดี
บางทีอาจไม่จำเป็นต้องให้เมิ่งฝานลงมือ เสี่ยวชิงเพียงตัวเดียวก็สามารถจัดการบุรุษชุดดำผู้นี้ให้ตายคามือได้
“เจ้านายวางใจได้ ข้าจะปกป้องท่านเอง ดูข้าอ้างปากงับไอ้สารเลวนี่ให้ตายในคำเดียวเถอะ” เสี่ยวชิงกล่าวออกมาเสียงดัง
หลังจากก้าวเข้าสู่ระดับมหาอสูร เสี่ยวชิงมิจำเป็นต้องสื่อสารทางจิตกับเมิ่งฝานอีกต่อไป
เพราะมันได้รับความสามารถในการพูดภาษามนุษย์มาแล้ว!
ระดับมหาอสูร ก็คือระดับ แปลงกาย”
ระดับนี้คือกระบวนการที่อสูรกายจะฝึกฝนตนเองเพื่อกลายร่างเป็นมนุษย์
หากแปลงกายสำเร็จเมื่อใด ย่อมเปรียบเสมือนมังกรทะยานสู่สรวงสวรรค์ ก้าวเข้าสู่ระดับราชันอสูร
โฮก~~~~~~~~
เสี่ยวชิงคำรามก้อง ร่างกายของมันพลันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา ร่างที่เคยเล็กเรียวดุจนิ้วมือก็กลายเป็นหนาราวกับถังน้ำ และมีความยาวร่วมเจ็ดถึงแปดเมตร
ขนาดร่างกายขยายใหญ่ขึ้นหลายร้อยเท่า เสี่ยวชิงกลายร่างเป็นอสูรกายร่างยักษ์ที่ดูน่าเกรงขามในทันที!
ภาพที่เห็นนี้ช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก
เย่ชิงอวี๋ที่อยู่เบื้องหลังเมิ่งฝานตะลึงงันไปเสียแล้ว นางอ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟองจริง ๆ
มันช่างอลังการเหลือเกิน!
จิตใจของเย่ชิงอวี๋สั่นสะเทือน ในขณะเดียวกันนางก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเมิ่งฝานถึงดูสุขุมเยือกเย็นราวกับไม่มีอะไรต้องกลัว
เจ้าหมอนี่… ถึงกับมีสัตว์เลี้ยงระดับมหาอสูรเชียวรึ!
ความจริงแล้ว ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงให้เย่ชิงอวี๋ยิ่งกว่าการที่เมิ่งฝานอยู่ระดับหนิงตานเสียอีก อย่างน้อยสำหรับนางก็นับว่าเป็นเช่นนั้น
หากเมิ่งฝานอยู่ระดับหนิงตานจริง ๆ และเพียงซ่อนตบะไว้ เย่ชิงอวี๋คงไม่แปลกใจเท่าใดนัก เพราะในสายตาของนางนั่นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
แต่การที่เมิ่งฝานเรียกสัตว์เลี้ยงระดับมหาอสูรออกมา นี่มันเหนือความคาดหมายเกินไป
ชายคนนี้ยังมีความลับซ่อนไว้อีกมากเท่าใดกัน?
และเขายังจะสามารถทำเรื่องที่เหนือมนุษย์ได้ถึงขนาดไหนกันแน่?
ในยามนี้ แม้เย่ชิงอวี๋จะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่ภายในใจของนางกลับเริ่มสงบลง
เพราะนางรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า เมิ่งฝานสามารถรับมือบุรุษชุดดำผู้นี้ได้แน่ ๆ นางจึงสามารถตั้งใจรักษาบาดแผลได้อย่างวางใจ
ส่วนบุรุษชุดดำฝั่งตรงข้ามก็ตกใจมิต่างจากเย่ชิงอวี๋
ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปคือ ในความตกใจของมันกลับมีความลนลานและความตื่นตระหนกแฝงอยู่ด้วย
มันไม่เคยฝันเลยว่า เจ้าเด็กคนนี้จะสามารถเรียกสัตว์เลี้ยงที่แข็งแกร่งเทียบเท่าระดับหนิงตานออกมาได้หน้าตาเฉย
“เจ้าเป็นใครกันแน่?” บุรุษชุดดำเริ่มเสียขวัญ
คนที่สามารถใช้วิชาคุมกระบี่เหินเวหาได้ตั้งแต่ระดับเทียนหยวน
คนที่สามารถครอบครองสัตว์เลี้ยงระดับมหาอสูรได้ตั้งแต่ระดับเทียนหยวน!
ต่อให้ใช้หัวแม่เท้าคิด ก็ย่อมรู้ว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดาแน่นอน
หากไม่ใช่ผู้มีอันจะกิน ก็ต้องเป็นยอดอัจฉริยะที่หาตัวจับยาก หรือไม่ก็เป็นทายาทสายตรงที่ยอดฝีมือรุ่นปู่ย่าตายายรักใคร่เอ็นดูที่สุด
และไม่ว่าเป็นประเภทใด การล่วงเกินคนเช่นนี้ ย่อมไม่มีวันอยู่อย่างสงบสุขในภายหลังแน่นอน
วิธีที่ดีที่สุดคือต้องฆ่าอีกฝ่ายให้ตายเสียในวันนี้ เพื่อตัดปัญหาการตามล้างแค้นในวันหน้า!
ข้าเป็นใครกันแน่งั้นรึ?
เมิ่งฝานได้ยินคำถามนี้ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
สัญชาตญาณเขานึกอยากจะตอบกลับไปว่า “คนที่มาฆ่าเจ้าไง”
แต่พอนึกดูอีกที คำตอบแบบนั้นมันดูราคาถูกเกินไป
ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว คำตอบเช่นนั้นนอกจากจะไม่ดูเท่แล้ว ยังดูโง่เขลาเบาปัญญาอีกด้วย!
ดังนั้นเมิ่งฝานจึงกล่าวออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า
“ศิษย์ซู่ซัน… เมิ่งฝาน”
ท่องยุทธภพ ย่อมยึดถือหลักการที่ว่า ‘ไปที่ใดไม่เปลี่ยนชื่อ นั่งที่ใดไม่เปลี่ยนนาม’
แน่นอนว่านั่นหมายถึงในกรณีที่ไม่เจอผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่ตนสู้ไม่ได้
หากอยู่ในสถานการณ์ที่สู้ไม่ได้ เมิ่งฝานคงไม่ใช้ชื่อเมิ่งฝานแน่นอน คงต้องจัดเตรียมชื่อปลอมและยอมศิโรราบไปก่อน
แต่กล่าวตามตรง บุรุษชุดดำผู้นี้ยังไม่มีคุณสมบัติพอจะให้เมิ่งฝานต้องใช้ชื่อปลอม
“นามของเจ้านายข้า เป็นสิ่งที่เจ้ามีสิทธิ์ได้ยินงั้นรึ?”
เสี่ยวชิงคำรามก้อง ร่างกายบิดเร้า มันอ้าปากกว้างราวกับกะละมังเลือดพุ่งเข้าหาบุรุษชุดดำ
อ้าปากกว้างจริง ๆ!
มันหวังจะกลืนกินบุรุษชุดดำผู้นี้เข้าไปทั้งเป็น
สำหรับมันแล้ว ยิ่งผู้ที่มีตบะสูงส่งเพียงใด รสชาติย่อมยิ่งเหนียวนุ่มเคี้ยวหนึบและโอชะยิ่งขึ้นเท่านั้น!
ยากนักที่เมิ่งฝานจะยอมปล่อยมันออกมา และยิ่งยากกว่าที่เขาจะอนุญาตให้มันกินคนได้ โอกาสนี้มันย่อมไม่ยอมทิ้งขว้างแน่นอน
“ไอ้สัตว์เดรัจฉาน อย่าได้สามหาว!”
บุรุษชุดดำมีสีหน้าเย็นชา ดาบหัวผีในมือฟันลงในแนวตั้ง ปราณดาบสีดำมหึมาฟาดฟันเข้าใส่เสี่ยวชิง
ว่ากันตามตรง ยามนี้คงต้องเรียกว่าต้าชิงเสียแล้ว
ชื่อเสี่ยวชิงช่างไม่เข้ากับร่างกายที่ดูอลังการของมันในตอนนี้เลย
เบื้องหลังของเมิ่งฝาน เย่ชิงอวี๋เองก็อดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นมามองการต่อสู้ระหว่างบุรุษชุดดำและเสี่ยวชิง
ในสถานการณ์เช่นนี้ นางไม่อาจตั้งสมาธิรักษาแผลได้จริง ๆ และอดไม่ได้ที่จะถูกการต่อสู้นี้ดึงดูดความสนใจไป
ในขณะเดียวกันนางก็สงสัยยิ่งนักว่า สัตว์เลี้ยงที่เมิ่งฝานชุบเลี้ยงไว้นี้ จะแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่?
“เจ้ามันตัวที่ยิ่งกว่าเดรัจฉานเสียอีก บังอาจมาหยามข้ารึ?”
เจ้าเสี่ยวชิงผู้นี้หัวแข็งยิ่งนัก มันถึงกับพุ่งเข้าหาปราณดาบของบุรุษชุดดำโดยตรงเพื่อแลกหมัด
ร่างกายของอสูรกายนั้น นับได้ว่าแข็งแกร่งดุจทองแดงกำแพงเหล็ก
ต่อให้เมิ่งฝานฝึกฝนกายาอริยชิงหลง ร่างกายของเขาก็ยังไม่แข็งแกร่งเท่าเสี่ยวชิงเลย!
ปราณดาบสีดำที่น่าสยดสยองฟันเข้าใส่ร่างของเสี่ยวชิงอย่างแม่นยำ
ช่วยไม่ได้ ร่างของเสี่ยวชิงนั้นใหญ่โตเกินไป จะหลบอย่างไรก็ไม่พ้น สู้ต้านรับตรง ๆ เสียยังดีกว่า
บาดแผลปรากฏขึ้นบนร่างมังกรของเสี่ยวชิง เลือดเริ่มซึมออกมา
ทว่าเสี่ยวชิงกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย มันยังคงพุ่งเข้าใส่บุรุษชุดดำต่อไป
แลกแผลด้วยแผล!
เจ้าฟันข้าหนึ่งดาบ ข้าจะงับเจ้าหนึ่งคำ
ทว่าปากของข้านั้นใหญ่กว่า อ้าปากกว้างราวกับกะละมังเลือด
งับลงไปทีเดียว เจ้าก็หายไปทั้งตัวแล้ว!