วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 172 คุณหนูใหญ่ ถึงกับต้องขับรถม้าให้คนอื่นเชียวรึ?
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 172 คุณหนูใหญ่ ถึงกับต้องขับรถม้าให้คนอื่นเชียวรึ?
บทที่ 172 คุณหนูใหญ่ ถึงกับต้องขับรถม้าให้คนอื่นเชียวรึ?
หลังจากหยิบกล่องออกมาแล้ว เจ้าหมอนั่นก็รีบเปิดกล่องออกทันที หมายจะคว้าโอกาสสุดท้ายในการดึงดูดเมิ่งฝาน ผู้เป็นบ่อเงินบ่อทองของเขา!
เมิ่งฝานยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ยามที่เห็นกล่องใบนี้เขามิได้มีปฏิกิริยาใด ๆ
ทว่าเมื่อกล่องถูกเปิดออก ดวงตาของเขาก็หรี่ลงโดยสัญชาตญาณ
เพราะในพริบตาที่กล่องเปิดออก เขากลับสัมผัสได้ถึง ‘พลังปราณ’
สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพลังปราณ ย่อมมิใช่สิ่งของทางโลกปุถุชนอีกต่อไป แต่มันเป็นของในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร เป็นของผู้บำเพ็ญ
แต่ก็นั่นแหละ ในโลกใบนี้มักจะมีสมบัติวิเศษ พิเศษหลายอย่างที่หลุดรอดมาสู่โลกมนุษย์อย่างลึกลับโดยไม่มีใครรู้เห็น
บ่อยครั้งที่มีผู้บำเพ็ญโชคดี พบเจอสมบัติพิเศษบางอย่างในโลกปุถุชน
โอกาสเช่นนี้แม้จะไม่สูงนัก แต่ก็มิอาจบอกว่าต่ำเกินไป!
ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับว่าสมบัติเหล่านั้นล้ำค่าเพียงใด
ยกตัวอย่างเช่น หากบางครั้งเจ้าเก็บ ‘หินวิญญาณ’ ได้ในโลกมนุษย์ นั่นมิใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร และเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ทว่าหากเป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง โอกาสที่ผู้บำเพ็ญจะบังเอิญไปพบเจอในโลกมนุษย์นั้นย่อมต่ำมาก
เมิ่งฝานสะบัดมือเบา ๆ กล่องใบนั้นก็ลอยขึ้นกลางอากาศและตกลงมาอยู่ในมือของเขา
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาเจ้าสองคนนั้นตกใจจนแทบฉี่ราด
การทำให้สิ่งของลอยละลิ่วขึ้นมาได้ นี่มันวิชาภูตผีเทพเจ้าอันใดกัน?
นี่พวกเขาสะกดรอยตามตัวตนแบบไหนกันแน่?
ตุบ!
ตุบ!
ทั้งสองรีบคุกเข่าลงทันที พลางโขกศีรษะให้เมิ่งฝานอย่างบ้าคลั่ง
“ท่านจอมยุทธ์ โปรดไว้ชีวิตด้วย ผู้น้อยมีตาหามีแววไม่ คุณชายโปรดเมตตาด้วย!!”
…
ผ่านไปครู่ใหญ่ ทั้งสองคนไม่ได้ยินถึงความเคลื่อนไหวใด ๆ จึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างสั่นเทา
ผลปรากฏว่า ร่างที่พวกเขามองว่าเป็นดั่งภูตผีเทพเจ้าผู้นั้นได้หายวับไปเสียแล้ว
ในเวลาเดียวกัน บนพื้นเบื้องหน้าพวกเขากลับมี ‘ทองคำ’ ก้อนหนึ่งวางอยู่
ไม่ว่าของสิ่งนี้เจ้าสองคนจะไปเอามาจากไหน เขาก็คร้านจะแย่งชิงของจากปุถุชนธรรมดามาฟรี ๆ
การทิ้งทองคำไว้หนึ่งก้อนก็นับว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมแล้ว
สำหรับปุถุชนทั้งสองคนนี้ ทองก้อนนี้มีค่าเหนือกว่ากล่องใบนั้นอย่างมหาศาลแน่นอน
ยามนี้เมิ่งฝานได้กลับมาถึงโรงเตี๊ยมแล้ว
เขาสนใจของในกล่องใบนี้พอสมควร
ทว่าเขาไม่มีทางนั่งศึกษามันกลางถนนแน่ จึงรีบกลับเข้าห้องพักในโรงเตี๊ยมทันที
ภายในกล่องนั้น คือตราประทับทรงสี่เหลี่ยมที่ทำจากหยกขาว
บนตราประทับมีลวดลายพิเศษบางอย่าง ดูคล้ายอักขระตัวอักษร ทว่าเมิ่งฝานกลับไม่รู้จัก
จากนั้นเมิ่งฝานพยายามใช้พลังจิตตรวจสอบตราประทับ ทว่ากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนี้เมิ่งฝานกลับสัมผัสไม่ได้ถึงพลังปราณจากตราประทับนี้แม้แต่นิดเดียว
มองอย่างไร นี่ก็ดูเหมือนตราประทับธรรมดาทั่วไป ไม่มีสิ่งใดพิเศษเลย
หากมิใช่เพราะตอนที่ผู้สะกดรอยเปิดกล่องออกแล้วเมิ่งฝานสัมผัสได้ถึงพลังปราณ ยามนี้เขาคงไม่เชื่อแน่ว่าตราประทับนี้คือของวิเศษ
“เป็นของพิเศษที่ทำความเข้าใจไม่ได้อีกชิ้นแล้ว!” เมิ่งฝานยิ้มเจื่อนพลางส่ายหน้า
เขาพยายามใช้สารพัดวิธีแล้ว แต่ตราประทับนี้ก็ยังคงนิ่งเงียบ
สุดท้ายเขาจึงทำได้เพียงเก็บมันเข้าแหวนมิติอย่างจนใจ รอให้วันหน้าตนเองเก่งกาจขึ้นค่อยนำออกมาศึกษาใหม่
หรือว่าจะกลับไปให้ผู้อาวุโสหลินช่วยดูให้ดี?
ทว่าแม้ผู้อาวุโสหลินจะมีความสามารถกล้าแข็ง แต่ความสามารถในการตรวจสอบสมบัตินั้นค่อนข้างธรรมดา อย่างไรเสียวิชาความรู้ย่อมมีความเฉพาะทางต่างกัน
เหมือนหยกที่ได้มาจากดินแดนอสูรก่อนหน้านี้ ผู้อาวุโสหลินศึกษาอยู่ตั้งนานก็ยังดูไม่ออกว่ามันคืออะไร
ยามนี้ บนตัวของเมิ่งฝานมีสิ่งของที่ยังหาคำตอบไม่ได้ถึงสามอย่างแล้ว
หนึ่ง คือหยกสองชิ้นที่ได้มาจากดินแดนอสูร ชิ้นหนึ่งมาจากท้องของปีศาจวัว อีกชิ้นมาจากกำไลมิติของนางปีศาจจิ้งจอก
สอง คือป้ายคำสั่งรูปฟีนิกซ์ ได้มาจากกำไลมิติของนางปีศาจจิ้งจอกเช่นกัน
สาม คือตราประทับหยกขาวที่อยู่ตรงหน้านี้
ลางสังหรณ์บอกเมิ่งฝานว่า ในอนาคตของทั้งสามสิ่งนี้จะแสดงบทบาทที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ เมิ่งฝานก็เดินไปที่หน้าห้องของเย่ชิงอวี๋อีกครั้งแล้วเคาะประตู
เวลาสองชั่วยามที่นัดหมายกับเย่ชิงอวี๋มาถึงแล้ว!
แอ๊ด~~
เย่ชิงอวี๋เปิดประตู สีหน้าของนางฟื้นฟูโดยสมบูรณ์แล้ว ดูเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด
“ศิษย์พี่เมิ่ง ร่างกายของข้าฟื้นฟูดีแล้ว สามารถออกเดินทางต่อได้ทันทีเจ้าค่ะ” นางส่งยิ้มบาง ๆ ให้เมิ่งฝาน
ครั้งนี้เมิ่งฝานช่วยชีวิตนางไว้จริง ๆ ไม่ว่าจะมองในมุมไหน นางย่อมต้องขอบคุณเมิ่งฝานอย่างยิ่งยวด
“ดี เช่นนั้นก็ออกเดินทางกันเลย” เมิ่งฝานกล่าวกับนาง
พวกเขาเสียเวลาอยู่ที่ตำบลเฮยเฟิงมาพอสมควรแล้ว
อีกทั้งมารร้ายที่เข่นฆ่าทารกนั่นก็ได้ไปอยู่ในท้องเสี่ยวชิงเรียบร้อย พวกเขาจึงจากไปได้อย่างไร้กังวล
ทั้งสองออกจากโรงเตี๊ยม บังคับรถม้ามุ่งหน้าสู่ตระกูลเย่ต่อไป
ความจริงแล้ว สาเหตุที่เมิ่งฝานยอมรอเย่ชิงอวี๋ถึงสองชั่วยามเพื่อให้รักษาตัวนั้น ก็เพื่อให้เย่ชิงอวี๋ทำหน้าที่ขับรถม้าต่อได้นั่นเอง
หากรีบร้อนจากไปในขณะที่นางยังบาดเจ็บ เขาย่อมกระดากใจที่จะให้คนเจ็บมานั่งขับรถม้าให้ และคงต้องลงมือทำด้วยตนเอง
หากผู้ชายเริ่มใช้เล่ห์เหลี่ยมขึ้นมา ผู้หญิงก็คงตามไม่ทันจริง ๆ
เย่ชิงอวี๋ทำหน้าที่ขับรถม้าอย่างขยันขันแข็งโดยไม่มีปากเสียงใด ๆ
เพราะอย่างไรเสีย เมิ่งฝานก็มีบุญคุณช่วยชีวิตนางไว้ แค่ขับรถม้าจะนับเป็นอย่างไรได้?
เส้นทางที่เหลือผ่านพ้นไปอย่างสงบราบรื่น
จนกระทั่งเย็นวันต่อมา เมิ่งฝานและเย่ชิงอวี๋ก็ได้มาถึงตระกูลเย่ในอำเภอชิงหยาง
อันที่จริงตระกูลเย่อยู่ห่างจากสำนักซูซานไม่ไกลนัก นี่คือเหตุผลที่พ่อแม่ของเย่ชิงอวี๋เลือกส่งนางมาที่ซูซาน
เดิมทีพวกเขาคิดว่าอยู่ใกล้กัน จะได้ไปเยี่ยมเยียนลูกสาวได้สะดวก
ทว่าพริบตาเดียวผ่านไปยี่สิบกว่าปี พวกเขาไม่เคยไปเยี่ยมเยียนเย่ชิงอวี๋ที่สำนักซูซานเลยแม้แต่ครั้งเดียว
มิหนำซ้ำ ทุกครั้งที่เย่ชิงอวี๋กลับมาบ้าน ก็มักจะจบลงด้วยความไม่ลงรอยกันเสมอ
สาเหตุสรุปได้เพียงห้าคำ
รักลูกชาย ลำเอียงลูกสาว!
เย่ชิงอวี๋มีน้องชายคนหนึ่งชื่อว่า ‘เย่ชิงซาน’
ลำพังแค่พ่อแม่รักลูกชายมากกว่าก็น่าปวดหัวพอแล้ว แต่น้องชายของนางคนนี้ยังเป็นพวกชอบก่อเรื่อง เป็นไอ้ตัวแสบที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่เย่ชิงอวี๋กลับมา นางจึงไม่เคยมีความสุขเลย
นานวันเข้านางจึงแทบไม่กลับบ้านอีก และถือเอาสำนักซูซานเป็นบ้านที่แท้จริงของตนเอง!
หากครั้งนี้มิใช่เพื่อมรดกของเซียนกระบี่โอสถ นางก็คร้านจะกลับมาบ้านหลังนี้เช่นกัน
“คุณหนูใหญ่ ท่านกลับมาแล้ว!” เมื่อรถม้ามาถึงหน้าประตูตระกูลเย่ บ่าวชราที่กำลังกวาดพื้นอยู่เห็นเย่ชิงอวี๋เป็นคนขับรถม้า ก็ร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ
ความประหลาดใจนี้มีความหมายแฝงอยู่สองประการ
ประการแรกคือคุณหนูใหญ่ไม่ค่อยจะกลับบ้าน และยามนี้ก็มิใช่เทศกาลหรือวันสำคัญใด ๆ การที่นางจู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นทำให้เขารู้สึกแปลกใจ
ประการที่สองคือเห็นคุณหนูใหญ่ ‘ขับรถม้าให้ผู้อื่น’ นี่สิที่แปลกประหลาดกว่า
คุณหนูใหญ่เป็นใครกัน?
นางคือยอดอัจฉริยะแห่งสำนักซูซาน กลับต้องมาขับรถม้าให้คนอื่นเชียวรึ?
คนในรถม้านั้นเป็นใครกันแน่?
เมื่อคิดได้ดังนี้ บ่าวชราก็รู้สึกกังวลใจขึ้นมาทันที
เมิ่งฝานเลิกม่านรถม้าแล้วก้าวลงมา
“ศิษย์พี่หญิงเย่ นี่คือคฤหาสน์ตระกูลของท่านหรือ ดูไม่ยิ่งใหญ่อลังการอย่างที่ข้าจินตนาการไว้เลยนะ!” เมิ่งฝานกล่าวพลางหัวเราะร่า
ในจินตนาการของเขา ตระกูลเย่น่าจะเหลืองอร่ามไปด้วยทองคำ อาคารเรียงรายดูโอ่อ่ายิ่งนัก
เพราะอย่างไรเสีย นี่ก็คือตระกูลของเซียนกระบี่โอสถผู้เคยเกรียงไกรใต้หล้า!
ทว่าตระกูลเย่เบื้องหน้านี้ แม้มิอาจบอกว่าทรุดโทรม แต่ก็ห่างไกลจากคำว่ายิ่งใหญ่นัก
เป็นเพียงคฤหาสน์ของเศรษฐีท้องถิ่นธรรมดา ๆ เท่านั้น
“ตระกูลเย่สิ้นสูญความรุ่งโรจน์ของบรรพบุรุษไปนานแล้ว ทำให้ศิษย์พี่เมิ่งต้องมาขบขันเสียแล้วเจ้าค่ะ” เย่ชิงอวี๋กล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
เมิ่งฝานมองเย่ชิงอวี๋ด้วยความแปลกใจ
แม่นางผู้นี้ ตลอดทางยังดูยิ้มแย้มแจ่มใสคุยกันได้ดีอยู่เลย
เหตุใดพอถึงหน้าบ้านตัวเอง กลับกลายเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึกไปได้ขนาดนี้?