วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 173 โลกนี้มีคนหนาหน้าไร้ยางอายถึงเพียงนี้เชียวรึ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 173 โลกนี้มีคนหนาหน้าไร้ยางอายถึงเพียงนี้เชียวรึ
บทที่ 173 โลกนี้มีคนหนาหน้าไร้ยางอายถึงเพียงนี้เชียวรึ
เมิ่งฝานสัมผัสได้ชัดเจนว่าอารมณ์ของเย่ชิงอวี๋ดูจะไม่ค่อยดีนัก
ในเวลานี้ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อีกทั้งยังอยู่หน้าประตูบ้านผู้อื่น เขาจึงต้องไว้หน้าเย่ชิงอวี๋บ้างเป็นธรรมดา
ดังนั้น เขาจึงมิได้ซักไซ้ไล่เลียงเรื่องท่าทีของนาง
ทว่าลางสังหรณ์บอกเขาว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเย่ชิงอวี๋กับครอบครัวดูท่าจะไม่ค่อยดีนัก
มิเช่นนั้น ทันทีที่กลับถึงบ้านนางคงไม่มีท่าทางเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเมิ่งฝาน เขาจึงไม่คิดจะสอดรู้สอดเห็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่น
บ่าวชราผู้นั้นรีบเชิญเย่ชิงอวี๋และเมิ่งฝานเข้าสู่คฤหาสน์ตระกูลเย่
เย่ชิงอวี๋แยกตัวกลับไปยังห้องพักของนาง ส่วนเมิ่งฝานถูกจัดให้พักที่ห้องรับรอง
เมิ่งฝานรออยู่ในห้องรับรองเพียงลำพังครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเย่ชิงอวี๋ยังไม่มาหา เขาจึงเป็นฝ่ายเดินไปที่ห้องของนางแทน
เขามาที่นี่มิใช่เพื่อมาเป็นแขกเยือนบ้านใคร เมื่อทำธุระเสร็จจะได้รีบกลับ เขาไม่อยากพำนักอยู่ที่ตระกูลเย่นี้นานเกินไป
ยังไม่ทันจะถึงหน้าประตูห้องของเย่ชิงอวี๋ เพียงแค่ก้าวเท้าเข้าสู่ลานเรือน เมิ่งฝานก็ได้ยินเสียงของสตรีวัยกลางคนคนหนึ่งดังแว่วมา
“คราวก่อนแม่บอกเจ้าอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว ว่าให้เจ้าพกหินวิญญาณระดับสูงมาหนึ่งร้อยก้อนเมื่อกลับบ้าน เพื่อให้น้องชายของเจ้าใช้บ่มเพาะพลัง แล้วที่เจ้าควักออกมาเพียงสิบก้อนนี่มันหมายความว่าอย่างไร คิดว่าให้ทานขอทานรึ? ชิงซานคือน้องชายของเจ้า ไม่ใช่คนอื่นคนไกลและข้าคือแม่ของเจ้า! เจ้าเอาของเพียงเท่านี้มาโยนให้พวกเรา เจ้ายังเป็นคนอยู่ไหม นังลูกอกตัญญู…”
เมิ่งฝานยืนนิ่งอยู่ในลานเรือน คิ้วของเขาขมวดมุ่นทันทีที่ได้ยิน
เห็นได้ชัดว่าสตรีที่กำลังพูดอยู่คือมารดาของเย่ชิงอวี๋
ทว่าเนื้อความในคำพูดนั้น ช่างอุจาดหูเหลือเกิน
ในฐานะพี่สาว หากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับน้องชาย และเต็มใจจะเสียสละให้น้องชาย นั่นก็นับว่าไม่มีอะไรให้ต้องตำหนิ
แต่หากเป็นพ่อแม่ที่บังคับให้ลูกสาวต้องคอยประคบประหงมน้องชายเช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่เกินไปอย่างยิ่ง
เหมือนดังเช่นโลกในยุคหลังที่คำว่า รักลูกชาย ลำเอียงลูกสาว มักจะก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง เพราะหลายครั้งหลายครามันเป็นเรื่องที่โหดร้ายเกินไปจริง ๆ!
“หินวิญญาณระดับสูงหนึ่งร้อยก้อน หึ ๆ” เมิ่งฝานพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความดูแคลนและเยาะหยัน
หินวิญญาณระดับสูงหนึ่งร้อยก้อนมันคือระดับไหนกัน?
สตรีผู้นี้กล้าอ้าปากขอได้อย่างไร?
นั่นมันเท่ากับหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งล้านก้อนเชียวนะ!
มากพอจะให้เมิ่งฝานไปทำความเข้าใจศิลาเทพกระบี่ได้ถึงสิบวันสิบคืน
สำหรับศิษย์สำนักซู่ซันแล้ว นี่คือตัวเลขมหาศาลที่สูงเทียมฟ้า!!!
อ้าปากขอหินวิญญาณล้านก้อน (เทียบเท่าระดับต่ำ) นี่มันพวกสูบเลือดสูบเนื้อชัด ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เย่ชิงอวี๋ควักออกมาให้สิบก้อน (ระดับสูง) นั่นก็เท่ากับหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งพันก้อนแล้ว
จำนวนนี้ถือว่าไม่น้อยเลย
ทว่าสตรีผู้นั้นกลับไม่เห็นอยู่ในสายตา มิหนำซ้ำยังด่าทอเย่ชิงอวี๋ว่าเป็นลูกเนรคุณ
เมิ่งฝานเดินตรงไปยังห้องของเย่ชิงอวี๋ เขาเห็นแม่นางผู้นี้ก้มหน้ายืนนิ่งอยู่ในห้องโดยไม่ปริปากพูดสิ่งใด ยอมรับคำด่าทอจากมารดาแต่โดยดี
เมิ่งฝานอดมิได้ที่จะถอนหายใจยาว
มิน่าเล่า ทันทีที่ถึงหน้าบ้านตระกูลเย่ อารมณ์ของนางถึงได้ขุ่นมัวนัก
หากเป็นเขา คาดว่าอารมณ์คงจะแย่ยิ่งกว่านี้
เขาอยากจะพูดออกไปเสียเหลือเกินว่า มารดาเช่นนี้ ไม่มีเสียยังจะดีกว่า!
ทว่านี่คือแม่แท้ ๆ ของเย่ชิงอวี๋ เขาที่เป็นคนนอกย่อมไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่าย
เมิ่งฝานเดินไปหยุดที่หน้าประตูห้องแล้วเอ่ยกับเย่ชิงอวี๋ว่า “ศิษย์พี่หญิงเย่ ได้เวลาออกเดินทางแล้ว!”
ในยามนี้ เย่ชิงอวี๋คงกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก การเรียกนางออกมาจึงถือเป็นการช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้แก่แขก
“เจ้าคือศิษย์น้องของเสี่ยวอวี๋รึ?” เมื่อสตรีผู้นั้นเห็นเมิ่งฝาน คิ้วของนางขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ คลายออก แล้วจึงยิ้มกล่าวกับเมิ่งฝานว่า
“มาไวยังกับนัดไว้เชียว เสี่ยวอวี๋พกหินวิญญาณมาไม่พอ เจ้าช่วยให้นางยืมก่อนสักหน่อยสิ ไว้กลับถึงสำนักซู่ซันแล้วนางค่อยคืนเจ้า!”
เมื่อได้ยินคำพูดของสตรีผู้นี้ เมิ่งฝานถึงกับตะลึงงัน
นี่คือคำพูดที่คนปกติเขาพูดกันรึ?
โลกนี้มีคนหนาหน้าไร้ยางอายถึงเพียงนี้เชียวรึ?
อีกด้านหนึ่ง เย่ชิงอวี๋ที่ก้มหน้ามาตลอดพลันเงยหน้าขึ้นฉับพลัน จ้องมองมารดาของตนด้วยสีหน้าที่ย่ำแย่ถึงขีดสุด
นางมิได้ตกใจเท่ากับเมิ่งฝาน เพราะในสายตาของนาง การที่แม่ทำเรื่องเช่นนี้หรือพูดคำเช่นนี้ออกมานับเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว
ทว่า มันช่างน่าขายหน้าเหลือเกิน!
“แม่ พูดเพ้อเจ้ออะไรของแม่น่ะ” น้ำเสียงของเย่ชิงอวี๋เย็นเฉียบ
สตรีผู้นั้นหันไปจ้องเขม็งใส่เย่ชิงอวี๋พลางตวาดว่า
“ข้าพูดอะไร? เจ้าหูหนวกรึไง! ข้าบอกให้ศิษย์น้องร่วมสำนักของเจ้าคนนี้ให้เจ้ายืมหินวิญญาณก่อน แล้วรอเจ้ากลับถึงซู่ซันค่อยคืนเขา!”
เย่ชิงอวี๋โกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน นางตวาดกลับด้วยโทสะเช่นกัน
“เขาจะไม่ให้ข้ายืมหินวิญญาณ และข้าก็ไม่มีหินวิญญาณจะคืนเขาด้วย!”
“นังลูกอกตัญญู อย่าคิดว่าแม่ไม่รู้นะว่าตอนนี้เจ้าอยู่ที่หอปรุงยาของสำนักซู่ซัน เป็นนักปรุงยาที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เจ้าจะไม่มีหินวิญญาณได้อย่างไร? พวกเราคือครอบครัวของเจ้านะ คือคนที่สนิทที่สุด หินวิญญาณร้อยก้อนเจ้ายังตระหนี่ถี่เหนียว เจ้ายังเป็นคนอยู่ไหม? ข้าให้กำเนิดเจ้าออกมาเสียเปล่าจริง ๆ นังลูกไร้มโนธรรม เจ้าทำข้าโกรธจนจะตายอยู่แล้ว!!!”
สตรีผู้นั้นไม่มีทางอกแตกตายด้วยโทสะแน่นอน ทว่าคำพูดของนางเกือบจะทำให้เย่ชิงอวี๋คลั่งตายเสียก่อน
เย่ชิงอวี๋สั่นสะท้านไปทั้งตัว กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูด
ข้าไม่กตัญญู?
ข้าไม่ใช่คน?
ข้าไร้มโนธรรม?
เหอะ ๆ …
นางใช้พลังปราณระเหยน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาตรงหัวตาเพื่อมิให้ตนเองต้องหลั่งน้ำตาออกมา
เมิ่งฝานทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว เขาจึงเอ่ยกับสตรีผู้นั้นด้วยตนเองว่า
“เรื่องที่ข้าจะให้ยืมหินวิญญาณหรือไม่ ท่านไม่ควรถามศิษย์พี่หญิงเย่ แต่ควรถามข้า เพราะศิษย์พี่หญิงเย่ไม่อาจตัดสินใจแทนข้าได้!”
สตรีผู้นั้นรีบยิ้มประจบพลางกล่าวว่า “ใช่ ๆ ๆ พ่อหนุ่มคนนี้ เจ้าวางใจได้เลย ขอเพียงเจ้าเต็มใจให้พวกเรายืมหินวิญญาณ เมื่อเสี่ยวอวี๋กลับถึงซู่ซัน นางจะคืนเจ้าแน่นอน”
เมิ่งฝานถามเสียงเรียบ “แล้วหินวิญญาณนี่ สรุปจะให้ท่านหรือให้ศิษย์พี่หญิงเย่?”
สตรีผู้นั้นรีบตอบทันที “ให้ข้า ให้ข้านี่แหละ!”
“ในเมื่อให้ท่าน แล้วด้วยเหตุผลกลใดถึงจะให้ศิษย์พี่หญิงเย่เป็นคนคืน?” น้ำเสียงของเมิ่งฝานเต็มไปด้วยความดูแคลน
“เสี่ยวอวี๋เป็นลูกสาวของข้า นางคืนให้ข้ามันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมมิใช่รึ?” สตรีผู้นั้นกล่าวอย่างหน้าตาเฉย
เมิ่งฝานพ่นลมหายใจออกทางจมูกยาว ๆ ด้วยความรำคาญใจ เขาคร้านจะต่อปากต่อคำกับสตรีผู้นี้อีก
“ศิษย์พี่หญิงเย่ พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว ทำธุระให้เสร็จเร็ว ๆ จะได้รีบกลับสำนักซู่ซัน” เขาหันไปกล่าวกับเย่ชิงอวี๋
เมื่อสตรีผู้นั้นได้ยินว่าเมิ่งฝานจะจากไป นางก็เริ่มลนลาน
นางรีบคว้าตัวเย่ชิงอวี๋ไว้แล้วกล่าวว่า “เสี่ยวอวี๋ เจ้าจะใจดำปล่อยให้น้องชายของเจ้าต้องเป็นคนไร้ค่าไปตลอดชีวิตเชียวรึ? หากไม่มีหินวิญญาณ เขาไม่มีทางเติบโตขึ้นมาได้หรอกนะ”
มีแม่แบบท่านนี่แหละ ถึงจะเติบโตขึ้นมาไม่ได้จริง ๆ!!
เมิ่งฝานทนดูต่อไปไม่ไหวอีกต่อไป เขาคว้าตัวเย่ชิงอวี๋ลากมาข้างหลังตน แล้วจ้องมองสตรีผู้นั้นด้วยสายตาเย็นเยียบ
“ฟังให้ดี หินวิญญาณของข้า จะไม่มีวันให้ท่านยืม ต่อให้ข้าให้ท่านไปจริง ๆ ท่านก็คงมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อจะได้ถือมันไว้ แต่ไม่มีชีวิตอยู่เพื่อจะได้ใช้มัน!”
พูดจบ เมิ่งฝานก็ชักกระบี่หงฉี่ออกมา แล้ววาดกระบี่ลงบนพื้นเบื้องหน้าสตรีผู้นั้นหนึ่งครา
พริบตานั้น รอยแยกที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นหลุมพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าเท้าของนาง
ในฐานะบุตรสาว เย่ชิงอวี๋ย่อมลำบากใจที่จะตัดขาดกับมารดาของตน
ทว่าเมิ่งฝานหาได้ต้องเกรงใจใครไม่!
หากสตรีผู้นี้ยังไม่รู้จักพอและยั่วโมโหเขาอีก เขาไม่รับประกันว่าตนเองจะไม่ใช้กระบี่ฟันนางทิ้งเสีย
ถึงเวลานั้น ต่อให้เป็นหน้าของเย่ชิงอวี๋ เขาก็จะไม่ให้!
“นี่เจ้าข่มขู่ข้ารึ?” สีหน้าของสตรีผู้นั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง