วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 174 ศิษย์พี่เมิ่ง เรื่องนี้... ข้าตัดสินใจแทนไม่ได้
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 174 ศิษย์พี่เมิ่ง เรื่องนี้... ข้าตัดสินใจแทนไม่ได้
บทที่ 174 ศิษย์พี่เมิ่ง เรื่องนี้… ข้าตัดสินใจแทนไม่ได้
แม้หญิงผู้นี้จะเป็นเพียงปุถุชนธรรมดาที่มิได้ฝึกฝนวรยุทธ์ แต่นางก็เป็นคนที่เคยผ่านโลกมาไม่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้ตระกูลเย่จะตกต่ำลงเพียงใด แต่ก็ยังมียอดฝีมือหลงเหลืออยู่บ้าง
เป็นเพียงศิษย์สำนักซู่ซันคนหนึ่ง มิใช่คนระดับสูงของสำนักแท้ ๆ กล้าดียังไงมาชักกระบี่ข่มขู่ตนถึงในถิ่นของตระกูลเย่?
“เสี่ยวอวี๋ นี่รึศิษย์ร่วมสำนักที่เจ้าพามา? รู้จักสะกดคำว่าเคารพผู้อาวุโสบ้างหรือไม่!” หญิงวัยกลางคนตวาดใส่เย่ชิงอวี๋เสียงแข็ง
เย่ชิงอวี๋ยังไม่ทันได้อ้าปาก เมิ่งฝานก็หมดความอดทนเสียก่อน
“ผู้อาวุโส? เหอะ ๆ อย่างเจ้าน่ะรึคู่ควร?”
ในใจของเมิ่งฝาน คนที่มีคุณสมบัติพอจะให้เขาเรียกว่าผู้อาวุโสนั้นมีไม่เกินจำนวนนิ้วในมือข้างเดียว
สตรีผู้นี้… เป็นตัวอะไรกัน?
เพียะ!
เมิ่งฝานสะบัดมือเพียงครั้งเดียว สันกระบี่หงฉี่ก็ฟาดเข้าที่ใบหน้าของสตรีผู้นั้นอย่างจัง
พริบตานั้น กระดูกบนใบหน้าของนางก็แตกละเอียด ฟันร่วงกราวเต็มปาก ร่างทั้งร่างกระเด็นไปกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างแรง
“ไปกันเถอะ!” เมิ่งฝานไม่แม้แต่จะเหลือบมองสตรีผู้นั้นอีก และไม่สนใจว่านางจะโวยวายอะไรตามหลัง เขาคว้ามือเย่ชิงอวี๋แล้วลากเดินออกมาทันที
ลงมือตบแม่เขาจนหน้ายับ แล้วยังลากลูกสาวเขาเดินหนีออกมาหน้าตาเฉยแบบนี้ คงมีแต่เมิ่งฝานเท่านั้นที่ทำได้
“ศิษย์พี่เมิ่ง…” เย่ชิงอวี๋พยายามจะเอ่ยบางอย่าง แต่ก็ถูกเมิ่งฝานขัดจังหวะทันควัน
“ไม่ต้องมาขอโทษแทน!”
เย่ชิงอวี๋ถึงกับอึกอักพูดไม่ออก
ท่านลงมือกับแม่ข้าหนักขนาดนั้น เหตุใดถึงคิดว่าข้าจะอยากขอโทษท่าน
มันควรจะเป็นท่านที่ต้องขอโทษข้าไม่ใช่รึ?
สำหรับศิษย์พี่เมิ่งฝานคนนี้ เย่ชิงอวี๋รู้สึกว่าเขา… พิเศษเกินไปจริง ๆ
หลายสิ่งที่คนปกติทั่วไปไม่มีทางทำ เขากลับทำมันออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย
มิต้องกล่าวถึงเรื่องอื่น หากเปลี่ยนเป็นศิษย์ร่วมสำนักคนอื่น ต่อให้เห็นแก่หน้าของนาง ย่อมไม่มีทางลงมือกับมารดาของนางต่อหน้าต่อตาเช่นนี้เด็ดขาด
ทว่าศิษย์พี่เมิ่งผู้นี้ กลับลงมือฟาดไปโดยไม่กะพริบตา แถมยังลงมือหนักเสียด้วย!
เย่ชิงอวี๋ยิ้มเจื่อนพลางกล่าวว่า
“ศิษย์พี่เมิ่ง ข้าแค่อยากจะบอกว่าถึงแม้แม่ของข้าจะไม่ใช่ผู้บำเพ็ญ แต่อย่างไรเสียในตระกูลเย่ก็ยังมียอดฝีมืออยู่ไม่น้อย อย่างน้อย ๆ ผู้บำเพ็ญระดับหนิงตานก็มีจำนวนไม่ต่ำกว่าห้าคน ดังนั้นข้าคิดว่าท่านควรจะวางตัวให้เรียบหน่อย อย่าทำอะไรวู่วามนักเลย มิเช่นนั้นเรื่องราวอาจจะจบลงได้ไม่สวยเท่าไหร่นัก”
ว่ากันตามตรง นี่มิใช่คำข่มขู่ แต่เป็นความห่วงใยจากใจจริง
ทว่าสิ่งที่นางคิดไม่ถึงก็คือ เพื่อมิให้เมิ่งฝานต้องอยู่อย่างคับแค้นใจ ก่อนออกจากซู่ซัน ผู้อาวุโสหลินได้มอบ ‘เนตรกระบี่’ ไว้ให้เขาแล้วหนึ่งชิ้น
หากเนตรกระบี่นี้ถูกใช้ออกมา อย่าว่าแต่ระดับหนิงตานเลย ต่อให้เป็นระดับอิ๋นเสินก็ต้องคุกเข่าสยบ!
ดังนั้น คนที่ควรจะวางตัวให้เรียบคือตระกูลเย่
ไม่ใช่ว่าเมิ่งฝานไม่กล้าแหยมกับตระกูลเย่ แต่เป็นตระกูลเย่ต่างหากที่ไม่กล้าแหยมกับเมิ่งฝาน!
หากเมิ่งฝานใจแข็งพอที่จะกระตุ้นเนตรกระบี่ การจะกวาดล้างตระกูลเย่ให้สิ้นซากนั้นก็เป็นเพียงเรื่องชั่วพริบตาเท่านั้น
ฉะนั้น ตระกูลเย่ควรจะทำตัวว่านอนสอนง่ายไว้จะดีที่สุด
“พาข้าไปที่สืบทอดมรดกของเซียนกระบี่โอสถเถอะ”
เมิ่งฝานคร้านจะอธิบายเรื่องพวกนี้ให้นางฟัง และไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายด้วย
“ก็ได้เจ้าค่ะ เช่นนั้นพวกเราก็รีบไปกันเถอะ รีบทำธุระให้เสร็จแล้วรีบจากไปกลับสำนักซู่ซัน จะได้ไม่เกิดเรื่องยุ่งยากตามมา!” เย่ชิงอวี๋กล่าวอย่างจนใจ
การที่เมิ่งฝานทำร้ายมารดาของนางบาดเจ็บ ย่อมกลายเป็นปัญหายุ่งยากแน่นอน และอาจจะไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ ด้วย
ดังนั้นนางจึงอยากรีบจบเรื่องและจากไปให้ไวที่สุด
ทว่าหากพูดกันตรง ๆ ยามที่เมิ่งฝานลงมือกับมารดาของนาง นางกลับไม่มีความรู้สึกโกรธเคืองเลยแม้แต่นิดเดียว
ดูท่าสิ่งที่แม่พูดก็คงไม่ผิดจริง ๆ ข้ามันคือนางลูกอกตัญญู!
เย่ชิงอวี๋นำทางเมิ่งฝานมายังกลุ่มภูเขาจำลองในสวนหลังบ้านของตระกูลเย่
เมิ่งฝานเห็นแม่นางผู้นี้ใช้มือตบไปมาตามจุดต่าง ๆ บนภูเขาจำลอง จนกระทั่งทางลับใต้ดินสายหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา
“สถานที่สืบทอดมรดกที่เจ้าว่าอยู่ใต้ดินงั้นรึ?” เมิ่งฝานถามด้วยความแปลกใจเล็กน้อย
เรื่องนี้ค่อนข้างเหนือความคาดหมายของเขา
เย่ชิงอวี๋หันมามองเมิ่งฝานพลางไหวไหล่ “หากไม่ซ่อนไว้ให้มิดชิด ก็คงถูกผู้อื่นพบเจอไปนานแล้วล่ะเจ้าค่ะ”
นางก้าวเดินลงไปในทางลับเป็นคนแรก เมิ่งฝานจึงเดินตามลงไป
ภายในทางลับนั้นมืดมิด เย่ชิงอวี๋หยิบไข่มุกราตรีออกมาดวงหนึ่งเพื่อส่องสว่าง เห็นได้ชัดว่านางเตรียมตัวมาอย่างดี
ครู่ต่อมา ทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานใหญ่
ประตูที่ทำจากเหล็กกล้าทมิฬขวางกั้นพวกเขาทั้งสองไว้ และปิดตายเส้นทางเบื้องหน้าอย่างสมบูรณ์
เย่ชิงอวี๋รวมพลังจิตเป็นกระบี่กรีดปลายนิ้ว แล้วหยดโลหิตลงในช่องเว้าตรงประตู
ครู่ต่อมา ประตูใหญ่ก็สั่นสะเทือนและค่อย ๆ เปิดออกเองโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานต้องประหลาดใจก็คือ เบื้องหลังประตูนั้นคือพื้นที่อันกว้างขวางใหญ่โต
ยากจะจินตนาการได้ว่านี่คือพื้นที่ใต้ดิน
“บรรพบุรุษตระกูลเย่ของพวกเจ้า ดูท่าว่าปีนั้นคงจะทุ่มทุนสร้างไปมหาศาลเลยทีเดียว” เมิ่งฝานอุทานออกมาเบา ๆ
ทว่าความตกตะลึงนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม
เพราะด้วยตัวตนระดับ ‘เซียนกระบี่โอสถ’ ผู้มีตบะแก่กล้าขนาดนั้น การจะขุดเจาะพื้นที่ใต้ดินขนาดใหญ่เช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ
ก็ช่วยไม่ได้ คนระดับนั้นน่ะมันแข็งแกร่งเกินไป
การย้ายภูเขาถมทะเลยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ นับประสาอะไรกับการขุดที่ว่างใต้ดิน
เบื้องหลังประตูคือลานกว้างขนาดใหญ่โตโอฬาร
ทางด้านหลังของลานกว้างคือตำหนักใหญ่หลังหนึ่ง
หากต้องการก้าวเข้าสู่ตำหนัก จำเป็นต้องข้ามผ่านลานกว้างนี้ไปให้ได้
ทว่าบนลานกว้างนั้นกลับเต็มไปด้วยกระบี่ยาวปักระเกะระกะหนาแน่น เมิ่งฝานกวาดสายตามองปราดเดียวก็รู้ว่ามีไม่ต่ำกว่าร้อยเล่ม
และที่สำคัญ ทุกเล่มมิใช่กระบี่ธรรมดา แต่เป็นกระบี่วิญญาณทั้งสิ้น!
นี่นับว่าเซียนกระบี่โอสถยังนึกถึงลูกหลานรุ่นหลังอยู่บ้าง มิเช่นนั้นด้วยความสามารถของเขา การจะวางกระบี่อาคมไว้ให้เต็มลานย่อมทำได้ไม่ยาก
แต่หากเขาทิ้งกระบี่อาคมนับร้อยเล่มไว้ที่นี่จริง นั่นคงไม่ใช่การปกป้องลูกหลาน แต่เป็นการล้างผลาญลูกหลานเสียมากกว่า
เพราะกระบี่อาคมนับร้อยเล่มนั้น ลูกหลานของเขาไม่มีทางควบคุมได้แน่นอน และคงถูกพลังสะท้อนกลับจนสิ้นตระกูลไปนานแล้ว!
ด้วยเหตุนี้ ในการวางค่ายกลกระบี่สืบทอดมรดก เขาจึงใช้เพียงกระบี่วิญญาณเท่านั้น
“ศิษย์พี่เมิ่ง ลานกว้างแห่งนี้ก็คือ ‘ค่ายกลกระบี่สืบทอดมรดก’ ที่ข้าเคยเล่าให้ท่านฟัง ท่านสามารถลองทดสอบดูได้ ว่าจะผ่านการประเมินของค่ายกลกระบี่นี้ไปได้หรือไม่ หากรู้สึกว่าต้านทานไม่ไหวหรือกำลังไม่พอให้รีบถอยออกมาทันที แล้วจะไม่มีอันตรายใด ๆ จงอย่าได้ฝืนทำตัวเก่งกาจเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจมีอันตรายถึงชีวิต!”
เย่ชิงอวี๋กำชับเมิ่งฝานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ค่ายกลกระบี่สืบทอดมรดกนี้ ขอเพียงไม่วู่วาม ไม่ฝืนทำเรื่องเกินตัว เมื่อรู้สึกว่าต้านทานไม่ไหวก็ถอยออกมาให้ทันท่วงที ค่าความปลอดภัยย่อมสูงยิ่ง
และนี่ก็คือเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่เมิ่งฝานยอมตามเย่ชิงอวี๋มา
ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ!
เพราะสำหรับเมิ่งฝานผู้มีพรสวรรค์ [วิถีกระบี่บรรลุเทพ] เขาไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเลยแม้แต่นิดเดียว
“หากข้าผ่านการทดสอบของค่ายกลกระบี่สืบทอดมรดกนี้ได้ ข้าจะเอากระบี่พวกนี้ไปทั้งหมด” เมิ่งฝานกล่าวกับเย่ชิงอวี๋อย่างเรียบเฉย
น้ำเสียงของเขาหาใช่การปรึกษาหารือ แต่เป็นการแจ้งให้ทราบ
หากเขาสามารถผ่านการทดสอบค่ายกลกระบี่ของเซียนกระบี่โอสถได้ ก็นับว่าเขาคือ ‘ผู้สืบทอด’ ของเซียนกระบี่โอสถแล้ว
มิต้องพูดถึงวิถีโอสถ อย่างน้อยเขาก็นับเป็นผู้สืบทอดในวิถีกระบี่ของเซียนกระบี่โอสถ
การที่เขาจะเอากระบี่วิญญาณเหล่านี้ไป จึงไม่มีสิ่งใดผิดเพี้ยน
ผู้สืบทอดมรดก ย่อมมีสิทธิ์เอาของเหล่านี้ไปมากกว่าลูกหลานทางสายเลือด
ยิ่งไปกว่านั้น ลูกหลานตระกูลเย่ของเซียนกระบี่โอสถเหล่านี้ ก็ไม่มีความสามารถพอจะเอากระบี่พวกนี้ไปได้
ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาทำได้เพียงปล่อยให้กระบี่วิญญาณเหล่านี้ฝังรากอยู่ในใต้ดินจนฝุ่นจับ มืดบอดไร้แสงสว่าง
“ศิษย์พี่เมิ่ง… เรื่องนี้… ข้าตัดสินใจแทนไม่ได้เจ้าค่ะ” เย่ชิงอวี๋กล่าวอย่างกระอักกระอ่วนใจ น้ำเสียงของนางเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ไม่ต้องให้เจ้าตัดสินใจ เจ้าแค่ฟังไว้ก็พอ”
เมิ่งฝานโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ แล้วก้าวเดินมุ่งหน้าสู่ลานกว้างเบื้องหลังประตูบานนั้นทันที