วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 186 คนที่สำนักซู่ซันฆ่าไม่ได้ ข้าจะฆ่าเอง!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 186 คนที่สำนักซู่ซันฆ่าไม่ได้ ข้าจะฆ่าเอง!
บทที่ 186 คนที่สำนักซู่ซันฆ่าไม่ได้ ข้าจะฆ่าเอง!
เมิ่งฝานบอกเล่าข้อมูลเกี่ยวกับสำนักหลอมวิญญาณ ที่เขาได้รับจากการลงเขาครั้งนี้ให้ผู้อาวุโสหลินฟังทีละเรื่อง
“สำนักหลอมวิญญาณงั้นรึ?” ผู้อาวุโสหลินขมวดคิ้วมุ่น
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินชื่อสำนักนี้จริง ๆ เพราะเขาพำนักอยู่แต่ในสำนักซู่ซัน แทบจะไม่ออกจากหอกระบี่เลย ข่าวสารที่ได้รับย่อมมีน้อยนิด
ใช่ว่าทุกคนจะเป็นเหมือนศิษย์พี่จิน ที่วัน ๆ เอาแต่หมกตัวอยู่กับที่แต่กลับรอบรู้เรื่องราวใหญ่โตทั่วหล้าไปเสียหมด
“เรื่องที่เจ้าบอก ข้าจะไปแจ้งแก่หอคุมกฎ ให้พวกเขาเน้นจัดการพวกมารร้ายในสำนักหลอมวิญญาณนี้เป็นพิเศษ ส่วนเรื่องที่เจ้าคิดจะให้สำนักซู่ซันออกหน้าไปกวาดล้างสำนักหลอมวิญญาณให้สิ้นซากนั้น มันเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ การกวาดล้างสำนักฝ่ายมารหนึ่งสำนักคือการท้าทายฝ่ายมารทั้งมวล เมื่อถึงตอนนั้นจะกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามระหว่างธรรมะและอธรรมได้ง่ายมาก หากเป็นเช่นนั้น ราษฎรจะเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า และต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์เข็ญยิ่งกว่าเดิม!”
มุมมองในการมองปัญหาของผู้อาวุโสหลินนั้น อยู่ในระดับที่สูงกว่าเมิ่งฝานอย่างเห็นได้ชัด
เพียงแค่สงครามระหว่างสองแคว้นเล็ก ๆ ก็ทำให้ราษฎรล้มตายและบ้านเมืองพินาศแล้ว
หากเกิดสงครามใหญ่ระหว่างธรรมะและอธรรมขึ้น ผลที่ตามมาย่อมยากจะจินตนาการ!
เมิ่งฝานในยามโกรธแค้น หวังเพียงอยากให้สำนักซู่ซันออกโรงกวาดล้างสำนักหลอมวิญญาณที่ทำชั่วช้าสามานย์นี้ให้สิ้นซาก
ทว่าเขาไม่ได้คำนึงว่าสำนักหนึ่งไม่ใช่คนคนเดียว ค่าตอบแทนในการกวาดล้างสำนักหนึ่งนั้นมหาศาลนัก
โดยเฉพาะสำนักซู่ซันซึ่งเป็นสำนักฝ่ายธรรมะระดับแนวหน้า ทุกการกระทำล้วนถูกจับตามอง จะทำอะไรวู่วามไม่ได้
“เข้าใจแล้วขอรับ” เมิ่งฝานได้ยินคำของผู้อาวุโสหลิน ก็ได้แต่กล่าวออกมาอย่างจนใจ
จากคำพูดของอาจารย์ เขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง
เขามองโลกในแง่ดีและเรียบง่ายเกินไปจริง ๆ!
ต่อให้สำนักฝ่ายมารบางสำนักจะทำชั่วช้าเพียงใด ก็ยากจะเข้าไปกวาดล้างได้โดยตรง เพราะเบื้องหลังของมันคือตัวแทนของฝ่ายมารทั้งหมด
เขายังคงไร้เดียงสาเกินไป
หากเรื่องราวมันง่ายดายอย่างที่เขาคิด ผู้อาวุโสหวังก็คงไม่ถูกคนจากหอคุมกฎของซู่ซันตามล่าเช่นนั้นหรอก
เมิ่งฝานออกจากชั้นสองของหอกระบี่กลับมายังห้องพักของตน
อารมณ์ที่เคยดีเยี่ยมก่อนหน้านี้ บัดนี้กลับมีเงามืดปกคลุมอยู่เล็กน้อย
สำนักก็คือสำนัก ส่วนบุคคลก็คือบุคคล
สำนักมีเรื่องให้ต้องพิจารณาและกังวลมากมาย เรื่องนี้เมิ่งฝานเข้าใจดี
แต่ลึก ๆ แล้วเขาก็ยังรู้สึกไม่พอใจและอัดอั้นตันใจอยู่บ้าง
หรือจะเรียกได้ว่า มันคือความรู้สึกค้างคาใจที่ไม่ยินยอม
“สำนักมีกฎเกณฑ์หยุมหยิมมากมาย แต่ตัวบุคคลกลับไม่มีกฎเกณฑ์มากขนาดนั้น ทว่าตัวบุคคลเพียงคนเดียวก็ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าสำนัก” เมิ่งฝานพึมพำกับตัวเอง
“ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องเอาอารมณ์ไปทิ้งกับเรื่องพวกนี้ การแข็งแกร่งขึ้นคือหนทางเดียวที่ถูกต้อง”
“หากข้าแข็งแกร่งพอ มีพลังระดับเดียวกับผู้อาวุโสหวัง ข้าก็สามารถทำแบบท่านได้… เพียงตัวคนเดียวก็ถล่มได้ทั้งสำนัก พลิกฝ่ามือเป็นเมฆา คว่ำฝ่ามือเป็นพิรุณ!”
เมิ่งฝานเริ่มตาสว่าง เขาไม่มัวมานั่งสงสัยอีกต่อไปว่ากฎเกณฑ์ของซู่ซันนั้นถูกหรือผิด
ขอเพียงเขาแข็งแกร่งขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง เขาก็สามารถก้าวข้ามกฎเกณฑ์เหล่านี้ไปได้
เมื่อถึงตอนนั้น ไม่จำเป็นต้องให้ซู่ซันออกหน้า เขาคนเดียวหากมองสำนักไหนไม่เข้าตา เขาก็สามารถกวาดล้างสำนักนั้นได้ด้วยตัวเอง
คนที่สำนักซู่ซันฆ่าไม่ได้ เขา เมิ่งฝาน จะฆ่าเอง
สำนักที่ซู่ซันกวาดล้างไม่ได้ เขา เมิ่งฝาน จะกวาดล้างเอง
เพียงแค่คิด… มันก็สะใจยิ่งนัก!
“ฝึกฝน แข็งแกร่งขึ้น” เมิ่งฝานเปลี่ยนความเศร้าสร้อยให้เป็นแรงผลักดัน พริบตาเดียวเขาก็เต็มไปด้วยพลังใจ
ช่วงเวลานี้เขาฝึกฝนวิชามโนภาพฮีหวงเป็นหลัก เพื่อเสริมสร้างพลังจิตของตนเอง
ผลลัพธ์นั้นชัดเจนมาก ความก้าวหน้ารวดเร็วยิ่งนัก เพราะวิชามโนภาพฮีหวงนี้แข็งแกร่งกว่าวิชามโนภาพทั่วไปมากจริง ๆ
ทว่าระยะห่างในการฝึกฝนไปจนถึงระดับสร้างวิญญาณเทพนั้น ยังคงห่างไกลอีกช่วงใหญ่
“พรุ่งนี้ค่อยไปหาเย่ชิงอวี๋ ให้นางช่วยปรุงยาลูกกลอนด้านการรวบรวมวิญญาณและกลั่นจิตเทพให้สักหน่อย” เมิ่งฝานพึมพำ
จากนั้นเขาหยิบยาวัชระออกมาเม็ดหนึ่ง กลืนลงไปแล้วเริ่มฝึกฝนกายาเซียนชิงหลง
กายาเซียนชิงหลงติดอยู่ที่ขั้นสูงสุดของระดับที่สองมานานแล้ว เขาเชื่อว่าด้วยการสนับสนุนจากยาวัชระ อีกไม่นานย่อมต้องทะลวงสู่ระดับที่สามได้อย่างแน่นอน!
พลังจิต ร่างกาย และต่อไปก็คือระดับตบะ
เมิ่งฝานเพิ่งจะโดนกระบี่ชิงหยุนตบจนทะลวงสู่เทียนหยวนขั้นที่สาม
น่าเสียดายที่ตอนหลังเขาพยายามจะให้มันตบอีกแต่มันไม่ตบแล้ว แถมยังมุดหนีเข้าไปในกระบี่เม็ด เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ออกมา
กระบี่วิญญาณทั้งหมดในกระบี่เม็ดเมิ่งฝานล้วนควบคุมได้ มีเพียงกระบี่ชิงหยุนเล่มเดียวที่เขาทำอะไรไม่ได้เลย
“เรื่องการยกระดับตบะนั้น แม้ค่ายกลพันชั่งที่อาจารย์จัดไว้จะให้ผลดีมาก แต่ความก้าวหน้ายังช้าเกินไป” เมิ่งฝานบ่นเบา ๆ
“พรุ่งนี้ตอนไปหาเย่ชิงอวี๋ ก็ให้นางปรุงยาควบแน่นปฐมพลังเพิ่มให้ด้วยเลยแล้วกัน”
เมิ่งฝานใช้งานเย่ชิงอวี๋เยี่ยงวัวเยี่ยงมวยเสียแล้ว ช่างไม่เกรงใจกันเลยจริง ๆ
ยาควบแน่นปฐมพลัง สามารถช่วยเสริมการรวบรวมปราณแท้ให้กลายเป็นเจินหยวน
สำหรับผู้บำเพ็ญระดับเทียนหยวน นี่คือยาลูกกลอนที่ดีที่สุดในการฝึกฝน ก่อนหน้านี้เมิ่งฝานยังตัดใจซื้อยาชนิดนี้มาช่วยฝึกไม่ได้ เพราะมันแพงมากและไม่ค่อยคุ้มค่าเงิน เอาหินวิญญาณพวกนั้นไปทุ่มกับการแช่ในค่ายกลพันชั่งยังดูเข้าท่ากว่า
แต่ตอนนี้ต่างออกไปแล้ว การให้เย่ชิงอวี๋ปรุงยาให้ คิดราคาเพียงแค่ต้นทุนวัตถุดิบเท่านั้น
ความคุ้มค่ามันพุ่งทะยานขึ้นมาทันที
หากใช้ค่ายกลพันชั่งควบคู่ไปกับยาควบแน่นปฐมพลัง ความก้าวหน้าในการฝึกฝนจะไม่พุ่งทะลุเพดานเลยรึ?
วันรุ่งขึ้น ก่อนที่เมิ่งฝานจะไปหาเย่ชิงอวี๋ที่หอโอสถ เขาแวะไปหาศิษย์พี่จินที่หอคัมภีร์ก่อน
เพื่อถามไถ่ข่าวคราวของผู้อาวุโสหวัง แต่ศิษย์พี่จินยังคงส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้ ปากแข็งยิ่งนัก
เมิ่งฝานสงสัยอย่างหนักว่าศิษย์พี่จินต้องรู้ข่าวของผู้อาวุโสหวังแน่ ๆ แค่จงใจไม่บอกเขาเท่านั้น
ทว่าขอเพียงรู้ว่าผู้อาวุโสหวังยังปลอดภัยดี เมิ่งฝานก็เบาใจแล้ว
ต่อให้ศิษย์พี่จินบอกตำแหน่งของผู้อาวุโสหวังให้จริง ๆ ว่ากันตามตรงเมิ่งฝานก็ขี้เกียจจะตามไปหาอยู่ดี
ไปหาท่านแล้วทำอะไรล่ะ?
พูดตรง ๆ คือมันไม่มีธุระอะไร!
แค่ไปรำลึกความหลังรึ?
เมิ่งฝานไม่ชอบทำเรื่องแบบนั้น
“ศิษย์พี่จิน ท่านเคยได้ยินชื่อสำนักหลอมวิญญาณบ้างไหมขอรับ?” เมิ่งฝานเปลี่ยนหัวข้อสนทนาถามศิษย์พี่จิน
“สำนักหลอมวิญญาณงั้นรึ สำนักฝ่ายมารที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ลูกศิษย์ในสำนักล้วนอำมหิตผิดมนุษย์ เคล็ดวิชาที่ฝึกฝนล้วนเน้นไปที่การทำลายศีลธรรมและเข่นฆ่าผู้คน เจ้าถามเรื่องนี้ทำไม?” ศิษย์พี่จินปรายตามองเมิ่งฝาน พลางขมวดคิ้วขณะพูด
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีต่อสำนักหลอมวิญญาณนี้เลย
สำนักหลอมวิญญาณที่มีสามสายหลัก คือ หลอมวิญญาณ หลอมศพ และหลอมทารก เขาก็พอจะได้ยินผ่านหูมาบ้าง
เมิ่งฝานส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “เมื่อวันก่อนตอนข้าลงเขาไป ได้เจอกับมารร้ายจากสำนักหลอมวิญญาณคนหนึ่ง เกือบจะตายคามือมันเสียแล้ว โชคดีที่ร่วมทางไปกับศิษย์พี่หญิงเย่ชิงอวี๋จากหอโอสถ ข้าจึงรอดพ้นวิกฤตมาได้!”
เขาไม่ได้บอกว่าตนเองเป็นคนสังหารมารร้ายคนนั้น แต่กลับโบ้ยความดีความชอบไปให้เย่ชิงอวี๋แทน
ช่วยไม่ได้ เขาชินกับการทำตัวคมในฝักในซู่ซันไปเสียแล้ว มันเป็นไปโดยสัญชาตญาณ
ทว่าศิษย์พี่จินกลับแค่นยิ้มเย็น “เย่ชิงอวี๋จากหอโอสถ ถึงนางจะเป็นผู้บำเพ็ญระดับเทียนหยวนขั้นที่เก้า แต่หากวัดกันที่ฝีมือจริง ๆ เกรงว่านางยังไม่เท่าเจ้าด้วยซ้ำ! เจ้าจะมาแกล้งโง่ต่อหน้าข้าเพื่อประโยชน์อะไร?”
เมิ่งฝานเม้มปากใส่ศิษย์พี่จิน ยิ่งมั่นใจว่าเบื้องหลังศิษย์พี่จินต้องมีองค์กรข่าวกรองพิเศษแน่ ๆ
“ศิษย์พี่จิน สำนักซู่ซันเรามีองค์กรข่าวกรองพิเศษใช่ไหมขอรับ แล้วท่านก็เป็นคนในองค์กรนั้นใช่ไหม?”
สายตาที่ศิษย์พี่จินมองมาที่เมิ่งฝานในยามนี้ ราวกับกำลังมองคนโง่เง่าคนหนึ่ง