วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 214 ไร้รากปราณ วิชาชักกระบี่ขีดสุด
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 214 ไร้รากปราณ วิชาชักกระบี่ขีดสุด
บทที่ 214 ไร้รากปราณ วิชาชักกระบี่ขีดสุด
การจะให้ตัดสินโทษประหารแก่เสี่ยวฮุยเช่นนี้ หลิวเยียนผิงทำใจยอมรับไม่ได้จริง ๆ
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะมีความหวังแท้ ๆ…
จื๋อซื่อหลิวจนใจ ทำได้เพียงนำศิลาทดสอบพลังปราณก้อนแรกกลับออกมาวางในค่ายกลอีกครั้ง
เสี่ยวฮุยยื่นมือวางลงไปอีกหน
ทว่าคราวนี้กลับไม่มีความผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น ศิลาก้อนเดิมนี้ไม่มีแสงสว่างวาบขึ้นมาอีกเลย
หลิวเยียนผิงถอนหายใจออกมาอย่างท้อแท้ หลังจากการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางเริ่มมั่นใจแล้วว่าแสงสว่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้คงเป็นความแปรปรวนของค่ายกลทดสอบเอง
เสี่ยวฮุยคงไม่มีรากปราณจริง ๆ เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ไม่อาจฝึกตนเป็นเซียนได้
“ไม่เป็นไรนะ ถึงจะไม่มีรากปราณบำเพ็ญเพียรไม่ได้ แต่ที่สำนักซู่ซันมีพี่สาวคอยดูแลเจ้าอยู่ จะไม่มีใครมารังแกเจ้าได้แน่นอน” หลิวเยียนผิงลูบหัวเสี่ยวฮุยเบา ๆ
“ขอบคุณขอรับพี่สาว!” เสี่ยวฮุยพยักหน้าแล้วฉีกยิ้มกว้างให้หลิวเยียนผิง
เมิ่งฝานหยิบตำราวิชากระบี่เล่มหนึ่งออกมาจากแหวนมิติแล้วยื่นให้เสี่ยวฮุย
“ถึงจะไม่มีรากปราณและฝึกพลังปราณไม่ได้ แต่เจ้าก็ยังสามารถฝึกกระบี่ได้ การฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงก็เป็นเรื่องดี”
เสี่ยวฮุยรับตำราวิชากระบี่มาด้วยดวงตาเป็นประกาย พร้อมกับเอ่ยขอบคุณเมิ่งฝานเช่นกัน
หลังจากมอบตำราวิชากระบี่ให้แล้ว เมิ่งฝานก็ขอตัวจากไปเพื่อกลับหอศาสตรา
วิชากระบี่ที่เขามอบให้ คือวิชาที่เขาเคยได้รับมาจากความทรงจำของปราณกระบี่ในกระบี่เล่มหนึ่ง
มันคือวิชาของ หนีเฟิงหย่งเยี่ยเสินโหวแห่งราชวงศ์ต้าหลง ผู้พิทักษ์หมู่บ้านคุ้มมังกรที่ฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก
‘วิชาชักกระบี่ขีดสุด’ ช่างบังเอิญนักที่ในวัยเด็ก มหาโหวเทพผู้เกรียงไกรผู้นี้ก็เคยเป็นขอทานน้อยที่น่าสงสารเช่นกัน
ชะตากรรมช่างคล้ายคลึงกับเสี่ยวฮุยยิ่งนัก!
การที่เมิ่งฝานมอบตำราวิชาชักกระบี่ขีดสุดให้เสี่ยวฮุย ก็เพราะเขามีความคาดหวังลึก ๆ อยู่ในใจ
อีกทั้งวิชานี้เรียบง่ายเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะมีเพียงท่วงท่าเดียวคือชักกระบี่
ทว่า… เรียนรู้ง่ายแต่ขัดเกลาให้บรรลุนั้นยากยิ่ง!
แม้เสี่ยวฮุยจะไม่มีรากปราณจนไม่อาจสร้างพลังปราณแท้ขึ้นมาได้ แต่หากเขาสามารถฝึกฝนการชักกระบี่นี้ไปจนถึงขั้นขีดสุด เขาก็สามารถใช้เพียงเพลงกระบี่นี้สร้าง‘ปราณกระบี่ขีดสุด’ขึ้นมาได้
ถึงตอนนั้น อย่างน้อยเขาก็จะแข็งแกร่งกว่ามนุษย์เดินดินทั่วไปมาก การต่อสู้หนึ่งต่อสิบย่อมไม่ใช่ปัญหา
แต่ขีดจำกัดสูงสุดก็คงหยุดอยู่เพียงแค่นั้น ต่อให้เรียนวิชากระบี่เพิ่มอีกกี่วิชา หรือฝึกปราณกระบี่เพิ่มอีกกี่สาย ก็ไม่อาจเพิ่มพูนพลังไปได้มากกว่านี้
ไร้ซึ่งรากปราณ สุดท้ายก็เป็นเพียงเบี้ยล่างบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร
เมื่อกลับมาถึงหอศาสตรา เมิ่งฝานรีบขึ้นไปยังชั้นสองเพื่อพบท่านผู้เฒ่าหลินทันที
“อาจารย์ขอรับ เรื่องที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านหลงฉวนก่อนหน้านี้ ท่านทราบเรื่องหรือไม่?” เมิ่งฝานถามด้วยความอยากรู้
วิญญาณเทพกระบี่นั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในระดับสูงเกินไป เมิ่งฝานจึงยังไม่เข้าใจมันนัก
เขาไม่รู้ว่าวิญญาณเทพกระบี่สายนั้นของท่านผู้เฒ่าหลินเป็นตัวตนอิสระ หรือเป็นสิ่งที่ท่านผู้เฒ่าควบคุมด้วยตนเอง
หากท่านผู้เฒ่าไม่มีความทรงจำที่หมู่บ้านหลงฉวน แสดงว่าวิญญาณเทพนั้นเป็นตัวตนอิสระ
แต่หากท่านมีความทรงจำครบถ้วน นั่นย่อมพิสูจน์ได้ว่าวิญญาณเทพกระบี่ที่อยู่ห่างออกไปนับพันลี้นั้น เปรียบเสมือน ‘ร่างแยก’ ของท่านผู้เฒ่าที่รับรู้ได้ทุกสิ่ง
ท่านผู้เฒ่าหลินยิ้มพลางกล่าวว่า “บนกระบี่แพะแดงมีวิญญาณเทพกระบี่ของข้าอยู่สายหนึ่ง แน่นอนว่าข้าย่อมเห็นทุกอย่าง วิญญาณเทพสายนั้นข้าเป็นคนควบคุมเองจากที่หอศาสตรานี่แหละ”
เมิ่งฝานรู้สึกอิจฉาในใจ วิญญาณเทพกระบี่นี่มันช่างสุดยอดจริง ๆ!
น่าเสียดายที่เขายังห่างไกลจากระดับนั้นนัก
“อาจารย์ขอรับ ข้าได้เลือกทำเลฮวงซุ้ยดี ๆ ฝังร่างอาจารย์น้าให้ไปสู่สุคติแล้วนะขอรับ หากวันไหนท่านว่าง ท่านสามารถไปเยี่ยมเขาได้ด้วยตนเองขอรับ”
ท่านผู้เฒ่าหลินพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ไว้ข้าจะหาเวลาไป”
เมื่อนึกถึงศิษย์น้องผู้นี้ ท่านก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความเวทนา
เมิ่งฝานถามต่อ “อาจารย์ขอรับ บรรดาศาสตราวุธของอาจารย์น้า ข้านำกลับมาหมดแล้ว จำเป็นต้องส่งมอบให้หอศาสตราหรือไม่?”
แม้ลึก ๆ เขาจะไม่อยากส่งมอบ แต่นี่คือการถามด้วยความเคารพต่อท่านผู้เฒ่าหลิน
ท่านผู้เฒ่าส่ายหน้า “นั่นคือของที่เจ้าชิงมาได้ด้วยตัวเอง จะเกี่ยวกับหอศาสตราได้อย่างไร? แต่เจ้าจงนำกระบี่วายุอัสนีออกมาให้ข้าก่อน ข้าจะช่วยปรับแต่งมันให้เจ้าใหม่สักหน่อย”
“กระบี่วายุอัสนี? ตอนอยู่ที่หมู่บ้านหลงฉวน ท่านไม่ได้บอกหรือขอรับว่าดาบนั่นเป็นของปลอม?” เมิ่งฝานถามอย่างแปลกใจ
“เล่มที่เจ้านั่นส่งให้เจ้าคือของปลอม! แต่ในบรรดากระบี่ระดับเต๋าทั้งหกเล่มนั้น มีเล่มหนึ่งที่เป็นกระบี่วายุอัสนีของจริง”
เมิ่งฝานได้ยินดังนั้นจึงหยิบลูกแก้วกระบี่ออกมา
“อาจารย์ขอรับ ศาสตราวุธทั้งหมดอยู่ในนี้ กระบี่ระดับเต๋าคงต้องให้ท่านเป็นคนหยิบออกมาเองขอรับ”
ด้วยความสามารถของเขา แค่จะหยิบกระบี่ระดับอาคมออกมายังเสี่ยงอันตราย นับประสาอะไรกับกระบี่ระดับเต๋า
ท่านผู้เฒ่าหลินรับลูกแก้วกระบี่ไป เพียงแค่ขยับความคิด ดาบระดับเต๋าเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือ
ดาบเล่มนี้ท่านคุ้นเคยดียิ่ง เพราะเคยเป็นดาบข้างกายที่ท่านใช้งานอยู่เป็นประจำก่อนที่จะมอบมันให้แก่หลี่ซานซือ แต่น่าเสียดายที่…
“รอให้เจ้าบรรลุขั้นหลอมแก่นพลังเสียก่อน ข้าจะมอบกระบี่วายุอัสนีเล่มนี้ให้เจ้า ช่วงเวลานี้ข้าจะขัดเกลามันอีกครั้ง เพื่อให้มันเหมาะสมกับเจ้ามากที่สุด! ด้วยการขัดเกลาจากข้า เมื่อเจ้าถึงขั้นหลอมแก่นพลังและอาศัยคัมภีร์บริสุทธิ์หยางแปรสายฟ้าควบคู่กับวิชาลมวายุลึกลับ เจ้าก็น่าจะสามารถควบคุมดาบเล่มนี้ได้แล้ว”
คำพูดของท่านผู้เฒ่าหลินทำเอาเมิ่งฝานตื่นเต้นดีใจสุดขีด
ตามปกติแล้ว นักพรตขั้นหลอมแก่นพลังจะควบคุมกระบี่ระดับอาคมเพียงเล่มเดียวได้ก็นับว่ายากเย็นแสนเข็ญจนแทบจะเป็นหนึ่งในหมื่น!
แม้เมิ่งฝานจะมีพรสวรรค์กระบี่ล้ำเลิศ แต่เขาก็ไม่กล้ารับประกันเต็มร้อยว่าตนเองจะควบคุมกระบี่อาคมได้ในขั้นหลอมแก่นพลัง
ทว่าท่านผู้เฒ่าหลินกลับจะให้เขาควบคุมกระบี่ระดับเต๋าโดยตรง
นี่มัน… ฝืนลิขิตสวรรค์ชัด ๆ
เรียกได้ว่าเป็นการสร้างกระบี่วายุอัสนีเล่มนี้ขึ้นมาใหม่เพื่อเมิ่งฝานโดยเฉพาะ
ช่างเป็น‘ลูกศิษย์คนโปรด’ที่แท้จริง!
“ขอบพระคุณขอรับท่านอาจารย์!” เมิ่งฝานกล่าวขอบคุณด้วยความตื้นตันใจอย่างยิ่ง
แม้เขาจะไม่รู้ว่าท่านผู้เฒ่าต้องทำอย่างไรกับดาบเล่มนี้บ้าง แต่จินตนาการได้เลยว่าต้องใช้เรี่ยวแรงและสมาธิมหาศาลแน่นอน
เมื่อกลับถึงห้องพัก เมิ่งฝานก็เริ่มฝึกฝนทันที ขณะที่อยู่ในหอศาสตรา เขาแทบจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการบำเพ็ญเพียร
จะว่าไป เมิ่งฝานก็นับว่าเป็นคนที่มีวินัยในตนเองสูงมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกันในโลกเดิม
ระหว่างที่เมิ่งฝานฝึกฝนอยู่นั้น เจ้าเสี่ยวชิงก็มุดออกมาจากใต้เตียง ครั้งที่ไปหมู่บ้านหลงฉวน เมิ่งฝานไม่ได้พามันไปด้วย แต่ทิ้งมันไว้ที่นี่เพื่อคอยคุ้มกันหลี่เสวี่ยหรง
แม่นางน้อยเสวี่ยหรงคนนี้ แม้เมิ่งฝานจะเคยตรวจดูด้วยตนเองแล้ว แต่เขาก็ยังไม่วางใจนัก อย่างไรเสียก็นับว่าเป็นน้องสาวของตนเอง
เขาจึงทิ้งเสี่ยวชิงไว้ที่ซู่ซันเพื่อคอยคุ้มครองนางอย่างลับ ๆ
“เจ้านายขอรับ หลี่เสวี่ยหรงช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอาแต่เก็บตัวบำเพ็ญเพียร ไม่ยอมออกมาข้างนอกเลยขอรับ”
เสี่ยวชิงปีนขึ้นมาบนไหล่ของเมิ่งฝานแล้วรายงาน เมิ่งฝานพยักหน้า
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ข้าแค่กลัวว่าตอนนางกักตนจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแล้วไม่มีใครรู้เห็น”
แต่จะว่าไป ช่วงนี้ยัยเด็กนี่เป็นอะไรไป ทำไมถึงคลั่งไคล้การกักตนจนถอนตัวไม่ขึ้นขนาดนี้?
หรือว่าจะมีเรื่องกลุ้มใจอะไร?
เมิ่งฝานส่ายหัว เลิกคิดเรื่องไร้สาระพวกนี้ จิตใจของผู้หญิงนั้นยากแท้หยั่งถึง อย่าไปเดาให้เสียเวลาเลย!
ทันใดนั้นเองอู๋เทียน เจ้าหนุ่มจอมทื่อก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องของเมิ่งฝาน
“ไม่ได้เจอกันไม่กี่วัน เพลงกระบี่ของข้าก้าวหน้าขึ้นมาก อยากจะลองประลองกับเจ้าดูสักหน่อย” พ่อหนุ่มหัวโล้นคนนี้มาถึงก็ไม่อ้อมค้อม พูดเข้าเรื่องทันที
ในเมื่อมีคนอยากถูกซ้อม เมิ่งฝานย่อมยินดีสนองให้อยู่แล้ว
ประจวบเหมาะกับที่เขากำลังคันไม้คันมือพอดี!
อีกทั้งเขายังมีบางเรื่องที่อยากจะสอบถามจากอู๋เทียนคนนี้อยู่ด้วย
ทั้งสองคนเดินออกมายังที่โล่งหน้าหอศาสตรา อู๋เทียนชักกระบี่ข้างเอวออกมา
พระหนุ่มรูปหนึ่งพกกระบี่ดูจะเป็นภาพที่ขัดตากันอยู่บ้าง แต่อู๋เทียนกลับมองว่ามันดูดีในสายตาของตนเอง และเขาไม่เคยสนใจความรู้สึกของคนอื่นอยู่แล้ว
“ศิษย์พี่เมิ่ง รับกระบี่!” อู๋เทียนฟันกระบี่เข้าใส่เมิ่งฝานทันที