วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 241 ศิษย์พี่เมิ่ง ไม่จำเป็นต้องใช้ขบวนใหญ่โตขนาดนี้กระมัง
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 241 ศิษย์พี่เมิ่ง ไม่จำเป็นต้องใช้ขบวนใหญ่โตขนาดนี้กระมัง
บทที่ 241 ศิษย์พี่เมิ่ง ไม่จำเป็นต้องใช้ขบวนใหญ่โตขนาดนี้กระมัง
ช่วงเช้า เมิ่งฝานยังคงไปฝึกฝนในค่ายกลพันชั่ง ณ หน้าผาสำนึกตนตามปกติ
ต้องยอมรับว่าเมิ่งฝานเป็นคนที่มีสมาธิแน่วแน่มาก ยามที่ควรฝึกฝน เรื่องจุกจิกเหล่าข้างนอกนี้ย่อมไม่อาจส่งผลกระทบต่อการบำเพาะของเขาได้เลย
ยามเที่ยง เมิ่งฝานมาถึงสวนของหลิวเยียนผิง
อันที่จริงเขาไม่ได้มาสาย แต่ไม่ว่าจะเป็นหลิวฉางหยวน หลิวเยี่ยหาน รวมถึงหยางซือซือและเย่ชิงหยู ต่างก็มารอเมิ่งฝานอยู่ก่อนแล้ว
ต้องยอมรับว่า ‘ศิษย์’ เหล่านี้ ล้วน ‘เคารพครูบาอาจารย์’ เป็นอย่างยิ่ง
เมิ่งฝานมองดูทุกคนแล้วพูดตรง ๆ ว่า “หากต้องการพัฒนาวิชากระบี่ การฝึกฝนอย่างหนักแต่เพียงอย่างเดียวนั้นมีประสิทธิภาพต่ำเกินไป มีแต่การต่อสู้จริงเท่านั้นที่จะพัฒนาวิชากระบี่ของพวกเจ้าได้อย่างรวดเร็ว
ช่วงนี้ข้าได้ชี้แนะวิชากระบี่ของพวกเจ้าอย่างเป็นระบบและละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จุดบกพร่องและช่องโหว่มากมายข้าก็ได้ช่วยพวกเจ้าเสริมจนครบถ้วน
วันนี้ข้าไม่ได้เตรียมจะชี้แนะด้วยคำพูดอีกต่อไป ข้าจะพาพวกเจ้าไปต่อสู้จริง!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งฝานทุกคนที่อยู่ตรงหน้าต่างตะลึงงัน
การเปลี่ยนแปลงที่มาอย่างกะทันหันนี้ ทำให้พวกเขาตั้งตัวไม่ทัน!
“ต่อสู้จริง? ศิษย์พี่เมิ่งฝานท่านหมายความว่าให้พวกเราแข่งขันกันเองหรือ?” เย่ชิงหยูถามด้วยความสงสัย
เมิ่งฝานส่ายหัวทันทีและพูดว่า “การแข่งขันกันในหมู่ผู้ร่วมสำนักนั้น สำหรับพวกเจ้าไม่มีประโยชน์มากนัก การต่อสู้จริงที่ข้าพูดถึง คือการต่อสู้ที่มีเป็นหรือตายระหว่างกัน”
เขาหยุดชั่วครู่แล้วมองไปยังทั้งสี่คนและถามว่า “พวกเจ้าทั้งสี่คน มีใครบ้างที่มือยังไม่เคยเปื้อนเลือด ยังไม่เคยฆ่าคนมาก่อน?”
ครู่ต่อมา ใบหน้าของเมิ่งฝานก็ฉายแววประหลาดใจ
ทั้งสี่คนนั้น ไม่เคยฆ่าคนมาก่อนเลยแม้แต่คนเดียว!
พูดตามตรง จุดนี้เกินความคาดหมายของเมิ่งฝานอยู่มาก
แต่ไม่นานนัก เขาก็ตั้งสติได้ เพราะทุกคนล้วนเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่ซู่ซันและในนั้นสามคนก็เป็นศิษย์ของตำหนักหลอมยา
การฆ่าคนนั้น ยังห่างไกลจากพวกเขามากนัก
ที่จริงตามทฤษฎีแล้ว ในฐานะศิษย์ของซู่ซัน เมิ่งฝานก็ไม่ควรเคยฆ่าใครมาก่อนเช่นกัน แต่เขาผ่านอุบัติเหตุมาหลายครั้ง ไม่เพียงแต่เคยฆ่าคน แต่ยังฆ่ามามากกว่าหนึ่งคนเสียด้วย!
“ครั้งนี้ ข้าจะพาพวกเจ้าลงเขา และจุดประสงค์ของการลงเขา ก็คือการฆ่าคน!”
“ใกล้ตำบลอวี้อวิ๋น มีศิษย์ของพรรคมารอินทรีสวรรค์ก่อกรรมทำชั่ว ทำร้ายชาวบ้านบริสุทธิ์ พวกเจ้าทั้งสี่คน อย่างน้อยต้องสังหารศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์สักหนึ่งคน เพื่อกำจัดภัยอันตรายให้กับชาวบ้าน แน่นอนว่า หากใครรู้สึกว่าตนเองทำไม่ได้หรือปรับตัวไม่ได้ ก็สามารถถอนตัวออกไปได้เลย ข้าจะไม่พาเจ้าลงเขาไปด้วย!”
เมิ่งฝานพูดอย่างองอาจและดูสมเหตุสมผล แต่แท้จริงแล้วก็แค่ต้องการหาคนมาเป็นมือมีดทำงานให้ตนเองเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาพูดนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร การต่อสู้จริงคือบทพิสูจน์เพียงหนึ่งเดียวของวิชากระบี่
ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์ที่อาศัยอยู่แถวตำบลอวี้อวิ๋น นั้น ต่างล้วนสิ้นไร้มนุษยธรรม สมควรตายทั้งสิ้น
หน้าที่ของศิษย์ซู่ซันคือปราบปีศาจและกำจัดความชั่วร้าย
และศิษย์พรรคมารที่เบียดเบียนชาวบ้านเช่นนี้ แม้พวกเขาจะไม่ลงมือ หอคุมกฎแห่งสำนักกระบี่ซู่ซันก็จะออกมาปราบอยู่ดี
“จริง ๆ แล้วนี่ไม่ใช่การฆ่าคน แต่เป็นการกำจัดปีศาจและขจัดความชั่วร้ายต่างหาก!” เมิ่งฝานพูดโน้มน้าวต่อ
ในท้ายที่สุด ทั้งหลิวเยี่ยหาน หลิวฉางหยวน และเย่ชิงหยู ต่างพร้อมที่จะติดตามเมิ่งฝานลงเขาไปยังตำบลอวี้อวิ๋น
ส่วนหยางซือซือนั้น ไม่ทราบด้วยเรื่องอะไร ถูกทางบ้านกักตัวไว้ ไม่อนุญาตให้ออกจากซู่ซัน
จากนั้นหลิวเยียนผิงก็พยายามจะตื๊อขอตามไปด้วย แต่ถูกเมิ่งฝานปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย โดยสั่งให้นางอยู่ที่นี่เพื่อดูแลซู่ฉางเซิงแทน
หอศาสตรา!
หลี่เสวี่ยโหรวมาเฝ้ารออยู่ที่นี่นานแล้ว
เมื่อเห็นเมิ่งฝานพาเยี่ยชิงอวี๋และพวกมาด้วย ใบหน้าของแม่นางน้อยก็ฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย
“พี่ พวกเขาคือ?” หลี่เสวี่ยโหรวขมวดคิ้วถาม
“พวกเขาสามคนจะไปตำบลอวี้ยวิ๋นกับเราด้วย เพื่อจัดการกับศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์ที่ชั่วช้าเหล่านั้น” เมิ่งฝานบอกกับหลี่เสวี่ยโหรวสั้น ๆ โดยไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก
หลี่เสวี่ยโหรวก็ไม่ได้ถามต่อ คนมากย่อมพลังมาก ถือเป็นเรื่องดี!
เพียงแต่นางนึกสงสัยว่า ตั้งแต่เมื่อไรกันที่พี่เมิ่งฝานของนางมีพรรคพวกที่เป็นยอดฝีมือรายล้อมมากขนาดนี้? (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ในสายตาของหลี่เสวี่ยโหรว ทั้งสามคนนี้ถือเป็นยอดฝีมือจริง ๆ
หนึ่งในนั้นมีระดับพลังเท่ากับนาง ส่วนอีกสองคนมีระดับสูงกว่าจนนางมองไม่ออกว่าอยู่ขั้นไหน
ไม่เพียงแต่หลี่เสวี่ยโหรวที่ตกใจ เย่ชิงหยูและพวกอีกสามคนก็ประหลาดใจเช่นกันที่เห็นว่าการเดินทางครั้งนี้มีคนเพิ่มมาอีกหนึ่ง
สำหรับหลี่เสวี่ยโหรว แม้พวกเขาจะไม่สนิทสนมแต่ก็พอจะได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง
เพราะแม่นางน้อยคนนี้คือหน้าตาของคนรุ่นเยาว์ในซู่ซัน มีรากปราณระดับดีเลิศที่หาได้ยาก พรสวรรค์โดดเด่น และความเร็วในการฝึกฝนก็น่าทึ่งยิ่งนัก!
หลี่เสวี่ยโหรวเมื่อยืนข้างเมิ่งฝานอาจดูไม่โดดเด่นนัก แต่ในความเป็นจริงนางคือบุคคลที่ศิษย์ซู่ซันจำนวนมากต่างพากันชื่นชมและติดตาม
ชื่อเสียงไม่ธรรมดาเลยทีเดียว!
ทั้งสามคนหันมามองหน้ากันด้วยความฉงน
ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูเหมือนหลี่เสวี่ยโหรวจะเป็นน้องสาวของเมิ่งฝาน?
ต้องบอกว่าพี่น้องคู่นี้ช่างเป็นปีศาจเหนือปีศาจจริง ๆ!
ช่วงบ่าย ทั้งห้าคนเดินทางออกจากซู่ซัน มุ่งหน้าสู่ตำบลอวี้อวิ๋น
ตำบลอวี้อวิ๋นอยู่ห่างจากซู่ซันไปสามร้อยลี้
ระยะทางขนาดนี้ เมิ่งฝานย่อมขี้เกียจที่จะเดินเท้าไป
หลังจากออกจากเขตซู่ซัน เขาก็เช่ารถม้าสองคัน เดิมทีเขาตั้งใจจะนั่งรถม้าคันเดียวกับหลี่เสวี่ยโหรว และให้อีกสามคนอยู่อีกคัน แต่เย่ชิงหยูไม่อยากอุดอู้อยู่กับผู้ชายสองคน จึงดึงดันจะมาเบียดในรถของเมิ่งฝาน
เมิ่งฝานขาดคนขับรถพอดี และเย่ชิงหยูก็มีประสบการณ์บังคับรถม้าอยู่บ้าง นางจึงกลายเป็นคนขับรถคันของเขาไปโดยปริยาย
ตลอดทาง หลิวฉางหยวนพยายามเสนอตัวขอขับรถแทนเย่ชิงหยูอยู่หลายครั้ง แต่ก็ถูกนางปฏิเสธทุกรอบ
นี่แหละคือความต้อยต่ำของ ‘สุนัขรับใช้!’
สองวันต่อมา ทั้งห้าคนก็เดินทางมาถึงตำบลอวี้ยวิ๋นอย่างราบรื่น
โรงเตี๊ยมเยว่ไหล!
เมิ่งฝานได้พบกับหลินเฟยหลงแห่งสำนักกระบี่อู๋จี๋
“ศิษย์น้องเมิ่ง ศิษย์น้องหลี่ ไม่เจอกันนานเลย!”
ที่โถงโรงเตี๊ยม เมื่อหลินเฟยหลงเห็นเมิ่งฝานและหลี่เสวี่ยโหรว ก็รีบเอ่ยทักทายทันที
เมิ่งฝานขมวดคิ้วตามสัญชาตญาณ เพียงแวบแรกที่เห็นหลินเฟยหลง เขาก็รู้สึกไม่ถูกชะตาเสียแล้ว
เขาจำไม่ได้ว่าหลินเฟยหลงคนนี้อายุมากกว่าหรือน้อยกว่าเขา
แต่ไม่ว่าอายุจะเท่าไหร่ การที่หมอนี่เปิดปากมาก็เรียกเขาว่าศิษย์น้อง ทำให้เมิ่งฝานไม่ประทับใจเลยสักนิด!
ที่สำคัญที่สุดคือ ระดับพลังของหลินเฟยหลงอยู่ที่ขั้นเทียนหยวนระดับห้าเท่านั้น
เอาความกล้ามาจากไหนถึงกล้าเรียกตนเองว่าศิษย์พี่ และเรียกหลี่เสวี่ยโหรวว่าศิษย์น้อง?
เมิ่งฝานไม่ใช่คนใจกว้างนัก เขาไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงเหลือบมองหลิวฉางหยวนทีหนึ่ง
เจ้าหนุ่มหลิวฉางหยวนคนนี้ แม้จะเป็นพี่น้องท้องเดียวกันกับหลิวเยียนผิง แต่เขากลับหัวไวและรู้ความกว่านางมาก
เพียงเมิ่งฝานปรายตาไป หลิวฉางหยวนก็เข้าใจความหมายในแววตานั้นทันที
เขารีบก้าวเท้าออกไปยืนข้างหน้าพวกเมิ่งฝาน เผชิญหน้ากับหลินเฟยหลงแล้วกล่าวว่า “ศิษย์น้องจากสำนักกระบี่อู๋จี๋ท่านนี้ สายตาดูจะไม่ค่อยดีกระมัง? ไม่ทราบว่าเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงได้บังอาจเรียกศิษย์พี่เมิ่งว่าศิษย์น้อง?”
คำพูดเช่นนี้ หากให้เมิ่งฝานพูดเองมันจะดูไร้ระดับเกินไป ดูเหมือนคนปากคอเราะร้ายและลดตัวลงไปเกลือกกลั้ว แต่เมื่อหลิวฉางหยวนเป็นคนออกหน้านั้นย่อมไร้ปัญหา
ในเมื่อชินกับการเป็นพวกสุนัขรับใช้มานาน ให้มาสวมบทออกหน้าแทนเจ้านายบ้างก็ไม่เลว!
ในสถานการณ์เช่นนี้ คนที่ต้องอับอายย่อมมีเพียงหลินเฟยหลงเท่านั้น
“ก็แค่จัดการศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์ไม่กี่คน ศิษย์พี่เมิ่ง… พวกเราไม่จำเป็นต้องใช้ขบวนใหญ่โตขนาดนี้กระมัง?”
หลินเฟยหลงเอ่ยกับเมิ่งฝานด้วยความกระอักกระอ่วน
เมิ่งฝานยิ้มบาง ๆ “บางที สิ่งที่เราต้องจัดการ อาจไม่ได้มีแค่พรรคมารอินทรีสวรรค์”