วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 249 ศิษย์พี่เมิ่ง! เฮ้!! เมิ่งฝาน!!!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 249 ศิษย์พี่เมิ่ง! เฮ้!! เมิ่งฝาน!!!
บทที่ 249 ศิษย์พี่เมิ่ง! เฮ้!! เมิ่งฝาน!!!
“ดูจากปฏิกิริยาของหมอนี่ เขาดูเหมือนจะไม่รู้จักสำนักกระบี่อู๋จี๋จริง ๆ” หลี่เสวี่ยโหรวมองศพของชายหนุ่มชุดเทาพลางขมวดคิ้วกล่าว
อันที่จริงเมิ่งฝานก็คิดเช่นเดียวกัน เมื่อครู่เขาแกล้งขู่ตะคอกถามออกไปเพื่อหวังจะจับพิรุธบางอย่าง แต่ผลที่ได้คือปฏิกิริยาของอีกฝ่ายนั้นดูสมจริงเกินไป ไม่เหมือนการเสแสร้งเลยแม้แต่น้อย
ในสถานการณ์ที่ถูกจู่โจมกะทันหันเช่นนั้น เชื่อว่าแม้แต่นักแสดงระดับออสการ์ก็ไม่มีทางแสดงได้แนบเนียนขนาดนี้
“บางทีเจ้านี่อาจจะเป็นแค่สมุนปลายแถว เลยไม่รู้เรื่องที่คนของสำนักกระบี่อู๋จี๋แอบร่วมมือกับพวกมันก็เป็นได้” หลิวเยี่ยหานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ออกความเห็น
เมิ่งฝานไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ความเป็นไปได้นี้ย่อมมีอยู่ แต่แทนที่จะมานั่งเดาสุ่มอยู่ที่นี่ สู้บุกเข้าไปเค้นเอาคำตอบให้กระจ่างเลยจะดีกว่า!
แม้จะยังไม่ได้ความชัดเจนเรื่องความสัมพันธ์กับสำนักอู๋จี๋ แแต่อย่างน้อยก็ยืนยันได้แล้วว่าคนในไร่นานี้คือศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์จริง ๆ
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว!
อย่างน้อยก็ไม่ฆ่าผิดคน
“ไปกันเถอะ” เมิ่งฝานปรายตามองศพชายชุดเทาแวบหนึ่ง ก่อนจะบอกกับคนรอบกาย
เขาเดินนำไปยังหน้าประตูเรือน แล้วถีบประตูใหญ่ให้เปิดออกเสียงดังปัง
เปิดประตู ปล่อยอู๋เทียนเข้าไป!
คราวนี้เมิ่งฝานตามประกบด้วยตัวเอง เขาไม่เชื่อหรอกว่าต่อหน้าเขา อู๋เทียนจะยังกล้าไม่เหลือคนรอดชีวิตไว้อีก?
และก็เป็นไปตามคาด อู๋เทียนพุ่งทะยานเข้าไปในเป็นคนแรกโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
การมีหมอนี่อยู่ด้วยช่วยให้เมิ่งฝานไม่ต้องออกแรงเองก็นับเป็นเรื่องดี ใครมีแรงงานฟรีที่ใช้คล่องมือแบบนี้ก็ต้องชอบทั้งนั้น!
เมิ่งฝานหันไปมองหลิวเยี่ยหานและเย่ชิงหยูพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าก็เข้าไปด้วย อย่างน้อยต้องสังหารศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์ให้ได้คนหนึ่ง หากพวกเจ้าอยากเรียนรู้เจตจำนงกระบี่ พวกเจ้าจำเป็นต้องหลอมรวมจิตวิญญาณที่ฮึกเหิมไร้เทียมทานขึ้นมาให้ได้!”
“มิฉะนั้น ต่อให้ข้าช่วยให้พวกเจ้าฝึกสำเร็จ มันก็จะเป็นเพียงท่าสวยแต่รูปที่ไร้ซึ่งพลังทำลายล้างที่แท้จริง!”
คราวนี้เมิ่งฝานไม่ได้หลอกใช้พวกเขา เพราะตอนนี้มีอู๋เทียนอยู่ เขาไม่จำเป็นต้องหาใครมาเป็นมือเป็นเท้าให้อีก
คำพูดเมื่อครู่คือความจริงใจที่ตั้งใจจะชี้แนะหลิวเยี่ยหานและเย่ชิงหยูอย่างแท้จริง
ทั้งสองไม่พูดพล่ามทำเพลง ต่างชักกระบี่พุ่งเข้าไปทันที
ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว หากไม่ได้สังหารศิษย์พรรคมารสักคนก็คงเสียเที่ยวแย่
สุดท้าย หลี่เสวี่ยโหรวก็ก้าวข้ามเมิ่งฝาน เดินเข้าไปในเรือนก่อนเป็นคนแรก
นางมาที่นี่ ก็เพื่อสังหารสาวกของพรรคมารอินทรีสวรรค์แก้แค้นเพียงอย่างเดียว
โดยเฉพาะการได้สังหารหลิวเฉิน บุตรชายของเจ้าตำหนักนกกระทา!
เพราะตัวการใหญ่ที่ฆ่าล้างหมู่บ้านของนางก็คือตำหนักนกกระทาแห่งพรรคมารอินทรีสวรรค์
หากหลี่เสวี่ยโหรวสามารถสังหารหลิวเฉินได้ นางจึงจะสัมผัสได้ถึงความสุขจากการแก้แค้นได้ แม้เพียงน้อยนิดก็ตาม
เมิ่งฝานเป็นคนสุดท้ายที่ก้าวเท้าเข้าสู่เรือนไร่ แต่เขากลับเป็นคนที่ทรงพลังที่สุด
‘เจ้านาย ภายในไร่นาแห่งนี้ มีผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสิ้นสิบเก้าคน เป็นขั้นหลอมแก่นพลังสองคน ขั้นเทียนหยวนหกคน และขั้นวรยุทธ์แท้จริงอีกสิบเอ็ดคนเจ้าค่ะ’
เสียงของหงชี่ดังขึ้นในห้วงความคิดของเมิ่งฝาน เขาพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่ได้ตอบสนองสิ่งใด
อย่าพูดถึงขั้นวรยุทธ์แท้จริง แม้แต่ขั้นเทียนหยวนเมิ่งฝานก็แทบจะมองข้ามไปโดยสัญชาตญาณ สิ่งที่หูของเขาได้ยินและใส่ใจ มีเพียงสองคนที่อยู่ในขั้นหลอมแก่นพลังเท่านั้น!
“ถ้าหากปล่อยให้เสวี่ยโหรวมาที่นี่คนเดียวจริง ๆ นางคงไม่มีชีวิตรอดกลับไปแน่” เมิ่งฝานพึมพำกับตัวเอง
ข้อมูลที่หลินเฟยหลงให้ไว้กับหลี่เสวี่ยโหรวคือ ศิษย์พรรคมารกลุ่มนี้อยู่เพียงขั้นเทียนหยวนและไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก
แต่ในความเป็นจริง กลับมียอดฝีมือขั้นหลอมแก่นพลังซ่อนอยู่ในที่แห่งนี้ถึงสองคน
โชคดีที่ข้าตามมาด้วย เมิ่งฝานคิดอย่างโล่งอก
“แต่สำนักกระบี่อู๋จี๋ลงทุนลงแรงมากขนาดนี้ จัดฉากใหญ่โตเพียงเพื่อล่อหลี่เสวี่ยโหรวมาที่นี่ แท้จริงแล้วคิดการอะไรกันแน่?” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมิ่งฝานคิดแล้วคิดเล่าก็ยังไม่อาจหาคำตอบได้
หลี่เสวี่ยโหรวเป็นเพียงตัวละครเล็ก ๆ ไม่ควรค่าพอให้ใครมาทุ่มเทแผนการซับซ้อนขนาดนี้เพื่อเล่นงานเลย
เขาเริ่มสังหรณ์ใจว่า ต่อให้จับตัวยอดฝีมือขั้นหลอมแก่นพลังสองคนนั้นมาทรมานรีดความลับ ก็อาจจะไม่ได้คำตอบ
เว้นแต่จะสามารถค้นหาผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่จากสำนักกระบี่อู๋จี๋ได้
แต่เจ้านั่นดูท่าจะหนีหายเข้ากลีบเมฆไปนานแล้ว
“ไม่ว่าจะอย่างไร ตามแผนเดิมคือจัดการปัญหาพรรคมารนี้ให้จบ แล้วรีบกลับซู่ซันทันที” เมิ่งฝานได้วางแผนไว้แล้ว
เมื่อกลับถึงสำนักกระบี่ซู่ซัน ต่อให้ศัตรูมาไม้ไหนเขาก็ไม่กลัว
การมีสำนักที่แข็งแกร่งหนุนหลังหลังทำให้เขารู้สึกมั่นคงอย่างยิ่ง
เมื่อเมิ่งฝานเดินลึกเข้าไปในข้างใน เขาก็เห็นศพนอนเกลื่อนอยู่หลายร่าง
การฆ่าผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในขั้นวรยุทธ์แท้จริงนั้น สำหรับอู๋เทียนแล้ว ง่ายดายไม่ต่างจากการหั่นแตงกวาหรือหั่นผักเลย
แม้แต่ขั้นเทียนหยวนที่ระดับต่ำกว่าเขาก็เปราะบางราวกับเต้าหู้ที่ถูกบี้จนเละ
ทันใดนั้น ณ ส่วนลึกของไร่นา ปรากฏแสงกระบี่เจิดจ้าปะทุขึ้น กลิ่นอายของจิตวิญญาณกระบี่แผ่ซ่านออกมา
จิตวิญญาณกระบี่น้ำแข็งบริสุทธิ์
การที่อู๋เทียนถูกบีบให้ใช้จิตวิญญาณกระบี่ ย่อมหมายความว่าคู่ต่อสู้ต้องเป็นยอดฝีมือขั้นหลอมแก่นพลัง
เมิ่งฝานขยับกายเพียงวูบเดียวก็มาถึงส่วนลึกของไร่นาทันที
ไม่ใช่ว่าเขากลัวอู๋เทียนจะสู้ไม่ได้ เพราะด้วยความสามารถของอู๋เทียน ต่อให้ชนะไม่ได้ก็คงไม่ถูกฆ่าง่าย ๆ
แต่สิ่งที่เมิ่งฝานกังวลคือยอดฝีมือขั้นหลอมแก่นพลังอีกคนหนึ่ง
หากอีกฝ่ายลงมือ หลี่เสวี่ยโหรวและเย่ชิงหยูย่อมตกอยู่ในอันตราย เขาจึงต้องไปขวางอีกคนไว้ เพื่อให้พวกเสวี่ยโหรวได้อาละวาดสังหารศิษย์พรรคมารได้อย่างเต็มที่
“ศิษย์พี่เมิ่ง! เจ้าหมอนี่เก่งชะมัด ข้าจะรับมือไม่ไหวแล้ว รีบมาช่วยข้าเร็ว! ” อู๋เทียนเมื่อเห็นเมิ่งฝานก็รีบตะโกนขอความช่วยเหลือ
ว่าเมิ่งฝานกลับไม่แยแส เขาหมุนตัวเดินไปยังอีกทิศทางหนึ่งทันที เพราะเขาสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของยอดฝีมือขั้นหลอมแก่นพลังอีกคนของพรรคมารอินทรีสวรรค์แล้ว
“ศิษย์พี่เมิ่ง! เฮ้!! เมิ่งฝาน!!!”
เมื่อเห็นเมิ่งฝานไม่สนใจ อู๋เทียนก็ตะโกนลั่นด้วยความโมโห
“ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เจ้าหรอกหรือที่ป่าวประกาศว่าจะฟันขั้นหลอมแก่นพลังให้ขาดกระจุย? ในเมื่อหาคนของสำนักอู๋จี๋ไม่เจอ ฟันคนของพรรคมารนี่ก็เหมือนกันนั่นแหละ วางใจเถอะ ถ้าเจ้าฆ่ามันได้ หินวิญญาณบนตัวมันข้าก็ไม่แย่งเจ้าหรอก!” เมิ่งฝานพูดไปโดยไม่หันกลับมามอง
ด้วยฝีมือของอู๋เทียน ช่วงเวลาสั้น ๆ คงไม่ตายหรอก เขาไม่รีบ!
ชั่วครู่ต่อมาเมิ่งฝานมาถึงหน้าห้องหนึ่ง ก่อนจะเตะประตูห้องเปิดโครม
บนเตียงในห้อง ชายสวมเสื้อคลุมดำนั่งขัดสมาธิอยู่ ผมขาวยาวสยายตัดกับเสื้อคลุมดำบนร่างกายอย่างชัดเจน
ผมขาวที่พริ้วไหวนั้นทำให้ดูมีราศีและดูเหมือนยอดฝีมือผู้หลุดพ้น หากไม่รู้มาก่อนว่านี่คือคนของพรรคมารอินทรีสวรรค์ เมิ่งฝานคงคิดว่านี่คือคุณชายผู้สง่างามคนหนึ่ง
“ก็แค่ระดับเทียนหยวนเพียงคนเดียว ยังกล้ามารบกวนการบำเพ็ญของข้า? เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังรนหาที่ตาย? ”
ชายชุดดำลืมตาขึ้น จ้องมองเมิ่งฝานด้วยสายตาเย็นชา
แววตาของเขาดูว่างเปล่าและหนาวเหน็บราวกับไม่ใช่สายตาของมนุษย์
คนธรรมดาหากเห็นแววตาเช่นนี้ คงต้องสะดุ้งตกใจ รู้สึกราวกับว่าตนเองได้เห็นปีศาจอสูรร้าย แต่น่าเสียดายที่เมิ่งฝานไม่ใช่คนธรรมดา ยามนี้เขามีเพียงโทสะที่พลุ่งพล่าน
เพราะภายในห้องนั้น เขาเห็นร่างของหญิงสาวนอนระเกะระกะอยู่หลายศพ
แต่ละศพล้วนอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าและมีรอยเขียวช้ำไปทั่วทั้งตัว…
ชายผู้นี้ก็คือหลิวเฉิน บุตรชายของเจ้าตำหนักนกกระทาที่หลี่เสวี่ยโหรวตามหานั่นเอง!