ศักราชจอมเวท - ตอนที่ 45 เรือเหาะ
ผิดจากที่คาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง สิ่งที่มารับพวกเขาไม่ใช่ขบวนรถม้าอันยาวเหยียดอย่างที่จินตนาการไว้ แต่กลับเป็น เรือเหาะ ลำยักษ์ที่ร่อนลงมาจากฟากฟ้า!
แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรือใบธรรมดาที่ล่องอยู่ในมหาสมุทร แต่มันคืออุปกรณ์เวทมนตร์ระดับกลางที่ใช้ท้องนภาเป็นเส้นทางสัญจร ท้องเรือแบนราบกว้างใหญ่ หอคอยเรือสูงสามชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่บนดาดฟ้านั้นดูประณีตงดงาม ไร้เงาของเสากระโดงหรือใบเรือ ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นดีว่ามันไม่ได้พึ่งพาแรงลมในการขับเคลื่อน ยามเมื่อตัวเรือขนาดมหึมา—ความยาวกว่าร้อยเมตร กว้างสามสิบเมตร—ค่อยๆ ลดระดับลงมาจากเบื้องบน แรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาทำให้ผู้ฝึกหัดเวททุกคนที่ยืนรออยู่หน้าหอคอยจอมเวท รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
คนอื่นจะสัมผัสได้ไหมกริมไม่รู้ แต่ตัวเขามองเห็นมันชัดเจน…
ผ่านการทำงานของ เนตรหยั่งรู้ธาตุ กริมมองเห็นพลังงานเวทมนตร์มหาศาลไหลเวียนไม่ขาดสายภายในเส้นสายอักขระที่สลักเสลาอยู่อย่างหนาแน่นบริเวณท้องเรือและวงเวทอันซับซ้อน ณ จุดนั้น อนุภาคธาตุเวทไม่ได้ลอยตัวเป็นเอกเทศอีกต่อไป แต่ถูกพลังอำนาจบางอย่างบีบอัดเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นก้อนพลังงานเวทมนตร์ที่เข้มข้นจนแยกโมเลกุลไม่ออก
สาเหตุที่กริมสนใจมันเป็นพิเศษ ก็เพราะความมหัศจรรย์ของพลังงานชนิดนี้ เมื่อถูกนำมาใช้ในรูปแบบของพลังงานอักขระ มันจะแสดงคุณสมบัติเป็นพลังงานไร้ธาตุ แต่เมื่อผ่านการปรับแต่งจากวงเวทเฉพาะทาง กลับสามารถดึงคุณสมบัติของธาตุต่างๆ ออกมาใช้งานได้ดั่งใจนึก
ตัวอย่างเช่น พายุหมุนที่มองไม่เห็นซึ่งช่วยพยุงตัวเรืออยู่นั้น ก็คือพลังงานเวทมนตร์ที่ถูกแปลงสภาพเป็นธาตุลม และด้วยแรงยกจากสายลมขุมนี้นี่เอง ที่ทำให้เรือเหาะยักษ์สามารถร่อนลงจอดบนลานหน้าหอคอยได้อย่างนิ่มนวลและมั่นคง
จอมเวทแอนเดอร์สันที่ปกติตัวติดอยู่แต่ในหอคอย บัดนี้ได้มายืนหน้านิ่งอยู่ตรงทางเข้า เขามองดูเรือเหาะที่จอดตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ และเมื่อเห็นร่างหนึ่งเหาะลิ่วลงมาจากเรือ สีหน้าของเขาก็ยิ่งดูบิดเบี้ยวหนักเข้าไปอีก
“เป็นแกจริงๆ ด้วย… ฉันก็สังหรณ์ใจอยู่แล้วเชียวว่าทำไมจู่ๆ ถึงมีจุดรับภารกิจโผล่ขึ้นมาที่นี่ ที่แท้แกก็มามุดหัวอยู่ที่นี่เอง เป็นไงล่ะ คราวนี้หนีไม่พ้นแล้วสินะ?”
ผู้ที่เหาะลงมาจากกลางอากาศคือชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำล่ำสัน คิ้วหนาตาโต สวมชุดเกราะสีทองอร่ามลวดลายวิจิตร กล้ามเนื้อที่อัดแน่นปานเหล็กกล้าแทบจะระเบิดออกมานอกชุดเกราะ ทั่วร่างแผ่ซ่านด้วยพลังกายภาพระดับที่พร้อมจะพังภูเขาเผากระท่อมได้ด้วยมือเปล่า
แอนเดอร์สันกระแทกไม้เท้าในมือด้วยความเดือดดาล ตะโกนลั่น “พวกแกมันไอ้พวกหัวขโมย! ไอ้พวกโจร!… ฉันย้ำไปเป็นร้อยรอบแล้วว่าที่นี่คืออาณาเขตส่วนตัว! พวกแกไม่มีสิทธิ์มาเปลี่ยนที่ซุกหัวนอนของฉันให้กลายเป็นจุดรับภารกิจสาธารณะ… คอยดูเถอะ ฉันจะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสมาคมภาคีหอคอยซานลิน!”
ชายกล้ามโตแค่นหัวเราะอย่างเหยียดหยาม “จะกลัวอะไรนักหนา? หรือกลัวว่าเรื่องเน่าๆ ที่แกแอบทำไว้ที่นี่จะแดงขึ้นมาถึงหูสมาคม? ฮ่าฮ่าฮ่า… อย่าลืมสถานะตัวเองสิแอนเดอร์สัน แกมันก็แค่จอมเวทผู้พิทักษ์ที่ถูกส่งมาเฝ้าที่นี่ แต่อาณาเขตนี้ยังเป็นของตระกูลซารูโบ วันนี้หัวหน้าตระกูลซารูโบอนุญาตให้เปิดพื้นที่แล้ว แกมีสิทธิ์อะไรมาขวาง? ฉันเตือนด้วยความหวังดีนะ รีบไปเช็ดล้างก้นตัวเองให้สะอาดเถอะ อย่าให้จอมเวทผู้ตรวจการมาเจอความลับโสมมของแกเข้าล่ะ!”
ชายร่างยักษ์หันมามองเหล่าผู้ฝึกหัดที่ยืนหน้าสลอน แล้วทำหน้าเหมือน ‘กะไว้แล้วเชียว’ “นี่เหรอผลงานตลอดสิบปีของแก? ผู้ฝึกหัดเวทระดับสูงแค่สามคนครึ่ง? แม้แต่ ว่าที่จอมเวท สักคนก็ไม่มี! อืม… ยัยหนูแวมไพร์นี่แววดีใช้ได้ แต่ทำไมพื้นฐานยวบยาบแบบนี้? กลิ่นการปลูกถ่ายสายเลือดหึ่งเลย!”
ดวงตาที่สว่างวาบดุจดวงดาวของชายกล้ามโตกวาดผ่านร่างผู้ฝึกหัดระดับสูงไม่กี่คน ทุกคนที่สบตากับเขาต่างรู้สึกเจ็บแปลบในดวงตาจนต้องก้มหน้าหลบ สายตาของเขาสะดุดพิจารณา แมรี่ อยู่ครู่หนึ่ง วิจารณ์สองสามคำก็ผ่านไป เขาแทบไม่เสียเวลามอง เนตรพญาเหยี่ยว ครูซา แต่เลื่อนไปสะดุดที่ อสูรแมลงมาร เอ็นทิค ทันทีที่เห็น สีหน้าของเขาก็ฉายแววรังเกียจขยะแขยงอย่างปิดไม่มิด จนกระทั่งสายตาไปหยุดที่ นางมารวิปลาส ผู้เป็นสายบ้าพลังเหมือนกัน สีหน้าถึงได้ดูผ่อนคลายลงบ้าง
ส่วนพวกระดับกลางและระดับต้นคนอื่นๆ ในสายตาเขา… พวกนี้มันก็แค่อากาศธาตุ ไม่มีค่าพอให้เสียเวลาตรวจสอบด้วยซ้ำ
“สมาคมน่าจะมาตั้งจุดรับภารกิจที่นี่ตั้งนานแล้ว แกดูสิว่าแกดองเค็มที่นี่มาตั้งกี่ปี ปั้นขยะแบบไหนออกมาให้สมาคมบ้าง?”
“ฉันขอย้ำอีกครั้ง! ที่นี่เป็นที่ส่วนตัว! ตามสัญญาที่ฉันทำไว้กับหัวหน้าตระกูลซารูโบ ฉัน…” แอนเดอร์สันหน้าดำหน้าแดง ยังคงโวยวายไม่เลิก
“ฮ่าฮ่า… เก็บปากไว้ไปแก้ตัวกับสมาคมเถอะ! หน้าที่ฉันคือขนส่งผู้ฝึกหัดไปส่งยังปลายทาง เรื่องอื่นฉันไม่สน… อ้อ จริงสิ ได้ข่าวว่าวันก่อนแกจัดหนักลูกศิษย์ของ เดโบราห์ ไปนี่? ยัยนั่นประกาศก้องเลยนะว่าจะมาคิดบัญชีแก…” ชายกล้ามโตหัวเราะร่าด้วยความสะใจ
“เดโบราห์? นังแม่มดบ้านั่นน่ะเหรอ? หล่อนยังมีหน้ามาพูดอีก! ลูกศิษย์ของหล่อนบุกรุกพื้นที่ทรัพยากรของฉัน ทำลายข้าวของเละเทะ ถ้าไม่เห็นแก่หน้าหล่อน ป่านนี้ฉันจับไอ้เด็กเวรนั่นดองศพไปแล้ว นี่แค่สั่งสอนเล็กน้อย ยังจะกล้ามาหาเรื่องฉันอีก…” พอพูดถึงเรื่องนี้ ไฟโทสะของแอนเดอร์สันก็ยิ่งลุกโชน
“สั่งสอนเล็กน้อย? หึ… ฉันได้ข่าวว่าแกฝัง หนอนแมลงวันโลหิต เข้าไปในร่างเด็กนั่น จนเกือบจะดูดเลือดบริสุทธิ์แห้งตาย นั่นมันระดับหัวกะทิสายมิติที่หาได้ยากในรอบร้อยปีของสำนักกระท่อมเฟนนี่เลยนะโว้ย เกือบจะมาพังเพราะมือแก คิดว่าเดโบราห์จะยอมจบง่ายๆ เหรอ? แถมได้ยินว่าผู้ฝึกหัดจากอีกสองสถาบันก็โดนแกยำเละจนอาจารย์เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ… ทางที่ดีช่วงนี้จะไปไหนก็ระวังหลังไว้หน่อยละกัน!”
“คิดว่าฉันจะกลัวเหรอ? แน่จริงก็ให้ดาหน้ากันเข้ามาที่บึงมหาเวทอาถรรพ์สิ ดูซิว่าฉัน แอนเดอร์สัน เคยกลัวหัวหดให้ใครบ้าง!”
ชายกล้ามโตหัวเราะลั่น ไม่คิดจะฉีกหน้ากากที่ทำเป็นเก่งแต่ข้างในกลวงของแอนเดอร์สัน เขาหันกลับมาตะโกนใส่กลุ่มผู้ฝึกหัด “เรือลำนี้จะมุ่งหน้าไปยัง เอราเซีย, บรากาด้า และ เขตดากอน! ใครที่รับภารกิจโซนนี้รีบไสหัวขึ้นเรือมาซะ พลาดเที่ยวนี้พวกแกต้องวิ่งไปเองแล้วนะ! และใครที่ไปถึงไม่ทันเวลาที่กำหนด… เตรียมตัวโดนริบสถานะผู้ฝึกหัดได้เลย!”
หัวใจของกริมกระตุกวูบ เขารีบสูดหายใจลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ สถานที่ทำภารกิจที่เขา “เลือก” คือ เขตดากอน… ดูเหมือนว่าเขาจะได้เป็นผู้ฝึกหัดกลุ่มแรกที่ได้หลุดพ้นจากบึงมหาเวทแห่งนี้เสียที
สิ้นสัญญาณมือของชายกล้ามโต ผู้ฝึกหัดเวทแห่งบึงมรณะกว่าสิบชีวิตก็แบกสัมภาระ กรูกันเดินตามทางพาดขึ้นไปยังเรือเหาะ สิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของการเล่นแร่แปรธาตุ บนดาดฟ้าเรือโซนหัวเรือ อัดแน่นไปด้วยผู้คนหัวดำพรึ่บพรั่บ ดูจากการแต่งกาย ล้วนเป็นผู้ฝึกหัดเวทเหมือนกันทั้งสิ้น
ในฐานะผู้มาทีหลัง ทันทีที่ก้าวเท้าเหยียบดาดฟ้า พวกเขาก็ตกเป็นเป้าสายตาและเสียงซุบซิบของคนนับร้อย แม้จะไม่ได้ยินบทสนทนาชัดเจน แต่ดูจากสีหน้าเหยียดหยามและน้ำเสียงดัดจริต ก็พอเดาได้ว่าไม่ใช่คำสรรเสริญเยินยอแน่ๆ
เนื่องจากจุดหมายทั้งสามแห่งล้วนเป็นพื้นที่ภารกิจระดับสูง ผู้โดยสารส่วนใหญ่จึงเป็นระดับกลางและระดับสูง แถมยังมีระดับ ว่าที่จอมเวท แฝงตัวอยู่อีกหลายคน เมื่อหันกลับมามองกลุ่มของหอคอยบึงมรณะ ส่วนใหญ่กลับเป็นแค่ระดับกลาง ตัวท็อปมีแค่ นางมารวิปลาส, อสูรแมลงมาร เอ็นทิค และ แมรี่ เท่านั้น
และเมื่อกริมเดินรั้งท้ายแถวขึ้นมา เสียงฮือฮาก็ระเบิดขึ้นทันที “เฮ้ย… นั่นมันระดับต้นไม่ใช่เหรอ? ระดับต้นกล้าโผล่หัวไปเขตภารกิจระดับสูงเนี่ยนะ? อยากไปตายรึไง?” “นั่นสิ… สงสัยวิจัยจนเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ” “พนันได้เลยว่าพอไปถึงที่นั่น มันคงฉี่ราดกางเกงตั้งแต่วันแรก!”
เสียงนินทาแพร่กระจายไปทั่วดาดฟ้าราวกับโรคระบาด ทุกคนที่มองกริมต่างทำหน้าเหมือนเห็นคนแคระหลงมาในเมืองยักษ์ กริมหน้าชาไปชั่วขณะ แต่ก็ทำได้เพียงก้มหน้าเดินไปเข้าแถวเงียบๆ ที่มุมหนึ่ง
ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือบังเอิญ แม้จะเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน แต่พวกนางมารวิปลาสกลับยืนเว้นระยะห่างจากกริมอย่างชัดเจน มีเพียงแมรี่ในชุดแดงเพลิงเท่านั้นที่ไม่รังเกียจ เธอยังคงยืนตระหง่านอยู่ข้างกายกริม ใช้สายตาดุร้ายจ้องสวนกลับพวกปากหอยปากปูทุกตัว
ขณะที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่น ชายกล้ามโตก็กลับขึ้นมายืนที่หัวเรือ สายตาดุร้ายกวาดมองไปทั่ว ก่อนจะมาสะดุดกึกที่กริมและแมรี่ซึ่งดูเหมือนแกะดำในฝูง “ทำไมมีระดับต้นหลุดมาตัวนึง? หรือไอ้พวกตาแก่ที่นั่นมันระบุรายละเอียดภารกิจไม่ชัดเจนวะ?” เขาบ่นพึมพำ ก่อนจะตะโกนเสียงเข้ม “ฉันไม่สนว่าพวกแกมาจากไหน แต่อยู่บนเรือก็สงบเสงี่ยมเจียมตัวหน่อย หน้าที่ฉันคือส่งพวกแกให้ถึงที่อย่างปลอดภัย ข้อเดียวที่ขอคือ… อย่าก่อเรื่อง! ใครกล้าซ่าบนเรือลำนี้ อย่าหาว่าฉันโหดก็แล้วกัน!”
ในฐานะ จอมเวทกายาเหล็ก ผู้ทรงพลัง เมื่อเขาปลดปล่อยกลิ่นอายกดดันออกมา บรรยากาศรอบตัวพลันหนักอึ้งราวกับมียักษ์โบราณยืนค้ำฟ้าค้ำดิน ทำเอาเหล่าผู้ฝึกหัดถึงกับตัวสั่นงันงก
“กิน ขี้ เยี่ยว นอน… ทำที่หัวเรือเท่านั้น! ห้ามใครเสนอหน้าเข้าไปในโซนห้องโดยสารเด็ดขาด ใครฝ่าฝืน… ฉันจับโยนลงเรือทันที เข้าใจตรงกันนะ!” ดวงตาเสือดาวกวาดมองรอบทิศ เมื่อเห็นทุกคนเงียบกริบเขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วเดินหายเข้าไปในห้องโดยสาร
สิ้นเสียงตะโกนสั่งงานของลูกเรือนับสิบ เรือเหาะลำยักษ์ก็สั่นสะเทือน เสียงเครื่องยนต์เวทมนตร์ครางกระหึ่มจากใต้ท้องเรือ แรงกดดันที่มองไม่เห็นโถมเข้าใส่ร่างกายผู้ฝึกหัดทุกคน เรือเหาะค่อยๆ ลอยตัวขึ้นสู่ท้องนภา…
เมื่อมองดูฝูงคนเบื้องล่างที่หดเล็กลงเรื่อยๆ หัวใจของกริมก็เต้นแรงขึ้น… ในที่สุด เขาก็จะได้ออกไปเผชิญโลกกว้างเสียที ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฝึกหัดเวทนั้นจืดจางและเต็มไปด้วยผลประโยชน์ กริมจึงไม่มีอารมณ์จะไปเกาะขอบเรือโบกมือลาใครให้เสียเวลา แต่กลับมีผู้ฝึกหัดหญิงจากบึงมรณะคนหนึ่งวิ่งไปเกาะขอบเรือ โบกมือลาใครบางคนข้างล่างอย่างเอาเป็นเอาตาย พร้อมกับปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน
ภาพนั้น… รังแต่จะเรียกสายตาเหยียดหยามจากคนรอบข้างให้ดูแคลนพวก “บ้านนอกเข้ากรุง” หนักเข้าไปอีก