ศักราชจอมเวท - ตอนที่ 61 ค่ายฝึกซ้อม
เมื่อเห็นฝูงชนเงียบเสียงลงในที่สุด ไรอันผู้คุมกฎในชุดคลุมสีน้ำเงินก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ทันใดนั้น ลูกสมุนที่ยืนอยู่ด้านหลังก็กระตุกแขนเสื้อเขาเบาๆ พลางบุ้ยใบ้ไปทางแผงขายของของกริม
“ท่านไรอัน ข้าสังเกตดูแล้ว ของพวกนั้นดูไม่ใช่ไอเทมธรรมดาเลยนะครับ?”
ไรอันก้มลงพิจารณา แล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตะลึงเมื่อเห็นความไม่ธรรมดาของสินค้าเหล่านั้น
“กบหวีดสยอง, รองเท้าบูตเอลฟ์, รากพฤกษา…”
ทุกครั้งที่เขาเอ่ยชื่อไอเทมออกมา ฝูงชนรอบข้างต่างสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตะลึง โดยเฉพาะเมื่อสิ้นเสียงคำว่า รากพฤกษา ผู้ฝึกหัดเวทสายพฤกษาที่มีอยู่น้อยนิดในงานถึงกับเอามือกุมอก ราวกับหัวใจจะระเบิดออกมาเพราะความอยากได้
ส่วนเจ้าอ้วนแซม หน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด ดูสิ้นหวังเหมือนคนที่เพิ่งได้รับโทษประหาร
พวกหัวหน้าทีมใหญ่ๆ ต่างล้มเลิกความคิดที่จะฮุบสมบัติเหล่านี้ไปครอง แล้วพาลูกทีมถอยไปยืนดูสถานการณ์เงียบๆ พวกเขาฉลาดพอที่จะรู้ว่า ถ้าผู้ฝึกหัดเวทระดับต้นคนหนึ่งโชคดีสุดขีด อาจจะฟลุ๊กได้ไอเทมเวทมนตร์ระดับ 3 มาสักชิ้น แต่ถ้าควักออกมาทีเดียวสองสามชิ้นแบบนี้… มันไม่ใช่เรื่องของโชคแล้ว
ผู้ฝึกหัดเวทระดับต้นแบบนี้ ถ้าไม่เก่งกาจระดับปีศาจ ก็ต้องมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่หนุนหลังอยู่ ไม่ว่าจะอย่างไหน ก็ไม่ใช่คนที่พวกเขาควรจะไปตอแยด้วย คงมีแต่ไอ้ไรอันที่หน้ามืดตามัวเพราะความโลภนั่นแหละที่มองข้ามความจริงง่ายๆ ข้อนี้!
และก็เป็นไปตามคาด พอเห็นไอเทมเวทมนตร์ระดับ 3 กองอยู่ตรงหน้า ไรอันก็เก็บทรงไม่อยู่ ยื่นมือจะไปคว้าของพวกนั้นมาครองหน้าด้านๆ
เพียะ!
มือปริศนาขนาดใหญ่ยื่นเข้ามาคว้าข้อมือเขาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
“ท่านครับ ท่านคงไม่มีสิทธิ์บังคับซื้อของของผมหรอกนะ!” กริมทนดูละครลิงของพวกกระจอกงอกง่อยพวกนี้ไม่ไหวอีกต่อไป จึงออกหน้าขัดขวางทันที
“อะไรนะ? แกกล้าขัดขืนเหรอ? ผู้ฝึกหัดเวทที่หากินในหอคอยนี้ใครๆ ก็รู้ว่าไอเทมเวทมนตร์ระดับ 3 ทุกชิ้น สมาคมการค้าเมอร์ฟีย์เหมาหมด แกกล้าเอามาขายที่นี่ถือว่าผิดกฎ ระวังข้าจะจับแกเข้าคุก!”
“เหอะๆ ท่านครับ สัญญาที่สมาคมการค้าเมอร์ฟีย์ทำไว้กับท่านจอมเวท น่าจะมีผลแค่กับคนในหอคอยเท่านั้น ผมไม่ใช่คนของหอคอยนี้ และของพวกนี้ก็ไม่ได้ผลิตในหอคอยของพวกท่าน แล้วแบบนี้ท่านยังจะหน้าด้านยึดไปอีกเหรอ?”
“ไอ้หนู อย่ามาเล่นลิ้น! ถ้าไม่ใช่คนของหอคอยนี้ แกเข้ามาได้ยังไง? หึ ปล่อยมือซะ ไม่งั้น…”
“ไม่งั้นจะทำไม?”
“ไม่งั้นข้าจะลากแกไปสภาผู้คุมกฎ ให้เขาสั่งสอนแกให้หลาบจำ!”
“เฮอะ ถ้าท่านกล้าทำจริงๆ ระวังจะขายขี้หน้าเอานะ!” กริมกัดฟันยิ้มเยาะ เขาเริ่มหมดความอดทนกับพวกตาถั่วพวกนี้เต็มทน
“ทำไม แกคิดจะสู้เหรอ?”
ไรอันตวาดลั่น ตบมือลงที่เอว ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาของเขาพลันมีขนสีดำหยาบหนางอกยาวออกมา ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจนดูบวมเป่งราวกับสัตว์ร้าย
สัตว์สมิง!
กริมขมวดคิ้ว ถอยหลังไปสองก้าว นิ้วมือตวัดผ่านเข็มขัดมิติ หยิบ ผลึกอัญเชิญ ออกมาสองก้อน
ขณะที่เขากำลังลังเลว่าจะลงมือดีหรือไม่ เสียงตวาดเย็นชาจากนอกวงล้อมก็ดังแทรกเข้ามา
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงนี้คุ้นหูชอบกล
ด้วยการแจ้งเตือนจากชิป กริมรู้ทันทีว่าผู้มาเยือนคือใคร เขาจึงเปลี่ยนใจ กำมือขวาแน่น ไม่รีบร้อนขว้างผลึกอัญเชิญออกไป
พูดตามตรง สถานการณ์วันนี้ไม่เหมาะจะให้ จระเข้ล่าสังหาร ออกมาอาละวาด พื้นที่ในห้องโถงไม่มีดินสักเม็ด การจะดึงธาตุดินจากมิติมาสร้างร่างคงยากน่าดู แถมจระเข้ล่าสังหารคือไพ่ตายของเขา ยิ่งเก็บเป็นความลับได้มากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ตอนใช้งานจริงยิ่งดีเท่านั้น ถ้าไม่จวนตัวจริงๆ เขาไม่อยากเปิดเผยมัน
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจ้องตากันเขม็ง ชายคนหนึ่งก็เดินอาดๆ ฝ่าฝูงชนเข้ามา ผู้คนต่างพากันก้มหัวหลีกทางให้ด้วยความเคารพราวกับแหวกทางน้ำ แสดงว่าเขาต้องเป็นคนดังในถิ่นนี้แน่นอน
“ท่านเควิน!” “ท่านเควิน!”
……
ท่ามกลางการทำความเคารพของเหล่าผู้ฝึกหัดเวท เควินหัตถ์ทมิฬ ผู้ฝึกหัดเวทระดับสูงที่กริมเคยเจอหน้าค่าตามาก่อน ก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงกลาง เมื่อเห็นว่าเป็นเควิน ไรอันที่เพิ่งแปลงร่างเป็นสัตว์สมิงก็คำรามต่ำๆ ในลำคอ แล้วค่อยๆ คลายสภาพคืนร่างเดิม พร้อมแสยะยิ้มประจบประแจง
“ท่านเควิน มาทำอะไรที่นี่ครับ?” ไรอันผู้คุมกฎรีบโค้งคำนับทักทายอย่างนอบน้อม
เควินหัตถ์ทมิฬที่อายุน้อยแต่บารมีสูงส่ง ไม่แม้แต่จะชายตามองไรอัน เขาพยักหน้าให้กริมเล็กน้อย แล้วนั่งยองๆ ลงหน้าแผงขายของ หยิบจับสินค้าขึ้นมาดูสองสามชิ้น
“รองเท้าบูตเอลฟ์, กบหวีดสยอง, รากพฤกษา… โอ้โห ของระดับ 3 ล้วนๆ มิน่าล่ะพวกนั้นถึงได้บ้าคลั่งกันขนาดนี้ ได้ข่าวว่ามีต่างหูฟื้นฟูด้วยไม่ใช่เหรอ?”
“เอ่อ… คือ… ท่านครับ ต่างหูฟื้นฟูอยู่นี่ครับ!” ไรอันรีบส่งต่างหูคืนให้อย่างตะกุกตะกัก
“อืม!” เควินรับต่างหูมาแล้วโยนกลับไปที่แผงอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกเวทมนตร์เล่มนั้นขึ้นมาเปิดดูอย่างตั้งใจ
ในที่สุด เควินก็เงยหน้าขึ้นถอนหายใจเบาๆ
“เพิ่งกลับมาก็ได้ข่าวว่ามีคนฆ่า ปีศาจสาวเถาวัลย์ ในใต้ดินตาย ฉันยังไม่อยากจะเชื่อเลย นึกไม่ถึงว่านายจะยึดสมุดบันทึกเวทมนตร์ของนางมาได้ด้วย ของพวกนี้คงถอดมาจากศพนางสินะ? นายนี่มันคลื่นลูกใหม่ที่น่ากลัวจริงๆ!”
“ปีศาจสาวเถาวัลย์? หมายถึงผู้หญิงที่เปลี่ยนร่างได้คนนั้นเหรอ? ท่านแมรี่เป็นคนฆ่านางครับ ของพวกนี้ท่านแมรี่ก็ฝากให้ผมมาขาย!”
“แมรี่? ยัยแวมไพร์กลายพันธุ์นั่นน่ะเหรอ?” เควินเดาะลิ้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เลือกที่จะเชื่อคำอธิบายของกริม เพราะการที่ผู้ฝึกหัดเวทระดับต้นจะฆ่าผู้ฝึกหัดเวทระดับสูงที่ชั่วร้ายและมีชื่อเสียงอย่างนางได้ มันฟังดูเหลือเชื่อเกินไปในทุกมิติ
“เก็บของพวกนี้ซะ! ตามฉันมา ของที่นายอยากได้หาที่นี่ไม่เจอหรอก เดี๋ยวฉันจะพาไปในที่ที่นายควรอยู่!”
พูดจบ เขาก็ช่วยกริมรวบผ้าปูแผงห่อของอย่างลวกๆ แล้วเดินนำออกไปอย่างผ่าเผย โดยไม่สนใจไรอันที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนั้นเลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งทั้งคู่ลับสายตาไป เสียงฮือฮาก็กลับมากระหึ่มห้องโถงอีกครั้ง พวกหัวหน้าทีมรีบลากตัวเจ้าอ้วนแซมไปซักไซ้ไล่เลียงประวัติของหนุ่มน้อยลึกลับคนนั้นอย่างละเอียด
แต่เรื่องพวกนี้ไม่มีความหมายกับกริมอีกต่อไป เพราะตอนนี้เขาตะลึงงันกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า
เควินพาเขามาที่ค่ายฝึกซ้อมขนาดย่อมที่ตั้งอยู่นอกหอคอย และวิธีการเดินทางต้องใช้สัตว์ขี่ที่บินได้ กริมจึงได้ลองนั่ง อินทรีสาลิกาโสเครติส สัตว์อสูรชนิดหนึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตตามคำเชิญของเควิน
อินทรีสาลิกาโสเครติส สัตว์อสูรธาตุลมระดับผู้ฝึกหัดเวทขั้นสูง สูงสามเมตร ปีกกว้างถึงห้าเมตร รูปร่างกำยำแข็งแรง มีท่าไม้ตายอย่างมีดสายลมและพายุหมุน แม้แต่ในป่าก็ยังหาตัวจับยาก เป็นเจ้าเวหาที่แท้จริง
เพราะความแข็งแกร่งและความเร็วในการบินที่ยอดเยี่ยม จอมเวททางการจึงจับพวกมันมาฝึกจนเชื่อง เพื่อใช้เป็นพาหนะชั้นเลิศ
ครั้งแรกที่เท้าลอยจากพื้น บอกไม่ตื่นเต้นก็โกหกแล้ว
เมื่ออินทรีขนสีทองสง่างามพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า กริมคว้าขนปุยนุ่มที่หลังคออินทรีไว้แน่น หัวใจเต้นแรงแทบทะลุออกมานอกอก
เควินที่ขี่อินทรีอีกตัวนำหน้าอยู่ หันกลับมามองแล้วหัวเราะลั่น ดูท่าทางเขาจะคุ้นเคยกับภาพแบบนี้ดี
กริมหลับตาปี๋ จนกระทั่งอินทรีหยุดเร่งความเร็ว และร่อนไปตามลมบนท้องฟ้าสีครามอย่างนิ่มนวล เขาถึงยอมคลายมือที่ชุ่มเหงื่อ และลองลืมตาขึ้นมอง
เป็นครั้งแรกที่กริมรู้สึกว่าท้องฟ้าอยู่ใกล้แค่เอื้อม ก้อนเมฆสีขาวลอยฟ่องเหมือนสายไหมอยู่เหนือหัว เบื้องล่างคือภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน หุบเขาและป่าทึบเขียวขจี นานๆ ทีจะเห็นนกยักษ์บินโฉบเฉี่ยวหยอกล้อกับยอดไม้…
ทิวทัศน์เหล่านี้ทำให้จิตใจที่จมอยู่กับการแก่งแย่งชิงดีของกริมปลอดโปร่งขึ้นมาก พูดตามตรง อยู่ในหอคอยบึงมรณะที่มืดมนและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมมานาน กริมรู้สึกเหมือนใจตัวเองเน่าเฟะไปหมด หาความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนตอนเพิ่งข้ามมิติมาใหม่ๆ ไม่เจอเลย
เมื่อใจผ่อนคลาย ความกลัวจากการบินครั้งแรกก็ค่อยๆ จางหาย กริมเริ่มนั่งขัดสมาธิบนหลังอินทรี ชื่นชมความงามของโลกเบื้องล่างอย่างสบายใจ
โชคดีที่เขาไม่กลัวความสูง! ไม่งั้นว่าที่จอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตดันมากลัวความสูง คงกลายเป็นจุดด่างพร้อยที่ลบไม่ออกในชีวิตแน่
ค่ายฝึกซ้อมอยู่ไม่ไกล ห่างจากหอคอยไปทางแนวเส้นตรงประมาณสามสิบลี้ (ประมาณ 15 กม.) ตั้งอยู่ในหุบเขาเงียบสงบที่มีภูเขาล้อมรอบทั้งสี่ด้าน
เมื่ออินทรีสาลิกาโสเครติสทั้งสองตัวกระพือปีกร่อนลงจอด แม้หน้ากริมจะซีดไปบ้าง แต่ก็ดูดีกว่าตอนขามาเยอะ
พอกระโดดลงจากหลังอินทรี เควินก็โยนผลึกเวทมนตร์ให้ อินทรีรับไปคาบไว้แล้วกลืนลงคออย่างรวดเร็ว ส่วนอินทรีตัวที่กริมขี่ก็ก้มลงมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
นี่คงเป็นค่าโดยสารสินะ!
กริมทำตามเควิน โยนผลึกเวทมนตร์ให้มันบ้าง อินทรีถึงเปลี่ยนท่าทีจากโกรธเป็นพอใจ กลืนผลึกเวทมนตร์ลงท้องในคำเดียว แล้วเดินอาดๆ ไปพักผ่อนที่ลานว่างด้านข้าง
“ไปกันเถอะ ฉันจะพานายไปเปิดโลกทัศน์ เจอเพื่อนฝูงตัวจริง พวกเรากับไอ้พวกในห้องโถงนั่นมันคนละชั้นกัน! ขลุกอยู่กับพวกนั้นไม่มีประโยชน์หรอก และของที่นายอยากได้ หาที่นั่นให้ตายก็ไม่เจอ!” เควินผายมือทำท่าโอบกอดโลก “ที่นี่เท่านั้นที่นายจะค้นพบคุณค่าของตัวเอง และที่นี่แหละคืออนาคตของจอมเวทสายต่อสู้!”
เอ่อ… คำโปรยชวนเชื่อฟังดูฮึกเหิมดีนะ! เสียดายไม่มีเสียงปรบมือรับ เลยดูแป้กๆ ไปหน่อย
ยังไม่ทันที่กริมจะคิดคำตอบรับบทสนทนา เสียงหัวเราะด่าทออย่างห้าวหาญก็ดังมาจากไกลๆ
“ไอ้เควินจอมเลี่ยน เอามุขนี้มาใช้อีกแล้วเหรอ ไง รอบนี้กะจะหลอกใครเข้าทีมอีกล่ะ? รีบพามาให้ข้า อาฟูหัวล้าน ดูตัวหน่อยซิ!”
เควินที่เมื่อกี้ยังทำท่าขึงขัง หน้าถอดสีทันที เขาบ่นพึมพำสาปแช่งเบาๆ พลางพากริมเดินไปหาต้นเสียง