ศักราชจอมเวท - ตอนที่ 62 เดิมพัน
ค่ายฝึกซ้อมแห่งนี้กินพื้นที่กว้างขวาง แต่กลับมีสิ่งปลูกสร้างน้อยนิด
ทางทิศตะวันออกมีกระท่อมไม้ซุงเรียงรายเป็นแถว สร้างจากการเอากระดานไม้หนาๆ มาวางซ้อนกันดื้อๆ ดูหยาบโลนแต่แข็งแรงและใช้งานได้จริง ส่วนทางทิศตะวันตกมีเต็นท์กระจัดกระจายอยู่ประปราย ดูจากขนาดแล้วน่าจะนอนได้แค่คนสองคน
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดในค่ายคือลานฝึกซ้อมขนาดมหึมาและเหล่าผู้ฝึกหัดเวทจำนวนมากที่กำลังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด ใช่แล้ว… ผู้ฝึกหัดเวทไม่ใช่นักรบธรรมดา พอกริมเห็นลูกไฟขนาดเท่าชามพุ่งผ่านลานฝึกเหมือนดาวตก เห็นเงาร่างน่าเกรงขามที่ถือขวานยักษ์และมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงปร้างรอบตัว หัวใจของเขาก็เต้นระรัวอีกครั้ง
ตลอดมา ผู้ฝึกหัดเวทในความรู้สึกของกริมคือพวกชอบเล่นสกปรก จิตใจบิดเบี้ยว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นการต่อสู้ที่ ‘เดือด’ ขนาดนี้ การใช้เวทมนตร์ปะทะกันซึ่งหน้ากลางวันแสกๆ แบบลูกผู้ชาย
รอบลานฝึกซ้อมขนาดใหญ่มีฝูงชนมุงดูการต่อสู้ของผู้ฝึกหัดเวทระดับสูงสองคน
คนหนึ่งเป็นจอมเวทสายโจมตีระยะไกลที่ถนัดธาตุไฟเหมือนกริม อีกคนเป็นจอมเวทสายกายภาพที่มาพร้อมพลังสายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวราวกับเทพสงคราม
ทั้งคู่ผลัดกันรุกรับอย่างสูสี ดูไม่ออกว่าใครจะเพลี่ยงพล้ำ
ผู้ฝึกหัดเวทธาตุไฟมีโล่เพลิงสามบานหมุนติ้วรอบตัว คอยปัดป้องเศษหินดินทรายและสายฟ้าที่พุ่งมาเหมือนงูเงินยักษ์ ที่เท้าเขามีวงเวทลึกลับวูบวาบตามติดทุกฝีก้าว
วงเวทนั้นน่าจะมีผลช่วยเพิ่มความเร็ว ทำให้เขาวิ่งได้พริ้วไหวไม่แพ้ผู้ฝึกหัดเวทสายความว่องไว ก้อนไฟที่อัดแน่นระหว่างฝ่ามือทั้งสองแตกตัวเป็นลูกไฟระเบิดลูกแล้วลูกเล่า ระดมยิงใส่คู่ต่อสู้เหมือนฝนดาวตก
ส่วนผู้ฝึกหัดเวทสายนักรบผู้บ้าคลั่ง อาศัยร่างกายที่แข็งแกร่งและตาข่ายสายฟ้าที่คลุมกาย รับมือการระเบิดของลูกไฟได้อย่างทนทาน เขาคำรามลั่นพร้อมพุ่งเข้าใส่ พยายามไล่ตามผู้ฝึกหัดเวทธาตุไฟให้ทัน
ดูจากสายฟ้าที่อัดแน่นอยู่ในขวานยักษ์นั่น ถ้าเข้าประชิดตัวได้เมื่อไหร่ แค่ขว้างขวานสายฟ้าออกไปในระยะเผาขน ร่างกายบอบบางของคู่ต่อสู้คงเละเป็นโจ๊กในพริบตา
กริมเดินตามเควินไปที่ขอบสนาม ยังไม่ทันถึงก็ได้กลิ่นฉุนของโอโซนจากการไหม้ของสายฟ้า และเสียงระเบิดตูมตามของลูกไฟก็ดังสนั่นหู
แม้สนามจะกว้าง แต่สำหรับเวทมนตร์ที่มีอานุภาพรุนแรง มันก็ยังดูแคบไปถนัดตา ลูกไฟระเบิดหลายลูกหลุดออกนอกสนาม พุ่งเข้าใส่ฝูงชนที่มุงดู แต่นั่นกลับเป็นช่วงเวลาหรรษาของคนดู
บ้างก็ควักไม้กายสิทธิ์ออกมายิงคลื่นความเย็น แช่แข็งลูกไฟให้กลายเป็นก้อนน้ำแข็งในพริบตา บ้างก็กระโดดตัวลอย ฟันลูกไฟที่พุ่งเฉียดตัวให้แตกกระจายกลายเป็นประกายไฟสวยงาม ใครที่โชว์เทพจัดการลูกหลงได้เท่ๆ ก็จะได้รับเสียงเชียร์เกรียวกราวจากคนรอบข้าง
และเจ้าของเสียงหัวเราะห้าวหาญที่แซวเควินเมื่อกี้ก็ยืนอยู่กลางวงล้อมนั้น หัวล้านเลี่ยน ร่างกายกำยำ เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งปั๋งเหมือนก้อนเหล็ก ยืนมือเปล่าเท้าเปล่าแต่แผ่รังสีคุกคามราวกับยักษ์ปักหลั่น
นี่คือผู้ฝึกหัดเวทสายกายภาพระดับ ว่าที่จอมเวท แรงกดดันมหาศาลแทบจะจับต้องได้ แค่ยืนใกล้ๆ กริมก็รู้สึกหายใจลำบากแล้ว
ชิปในหัวส่งเสียงเตือนถี่ยิบ
[คำเตือน! คำเตือน… ตรวจพบรังสีจิตวิญญาณความถี่สูง… กรุณาถอยห่างจากแหล่งกำเนิดรังสีทันที มิฉะนั้นในอีก 3 วินาที จะเกิดภาวะพลังจิตวิญญาณอ่อนแอ เริ่มนับถอยหลัง: 3… 2… 1…]
กริมขมวดคิ้ว ยิ้มขื่น
ในโลกเวทมนตร์ที่มีพลังงานสูงส่งแห่งนี้ ตั้งแต่เริ่มเป็นผู้ฝึกหัดเวท ทุกคนต้องนั่งสมาธิและกินยาเพื่อสะสมธาตุเวทมนตร์ ยิ่งสะสมมาก รังสีจิตวิญญาณที่แผ่ออกมาก็ยิ่งรุนแรง สำหรับพวกเขาอาจเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนธรรมดา รังสีที่มีคุณสมบัติธาตุรุนแรงแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับกัมมันตภาพรังสีนิวเคลียร์ในโลกเก่าเลย
ผู้ฝึกหัดเวทอาจเปรียบได้กับวัสดุนิวเคลียร์หรือกากนิวเคลียร์ ถึงจะอันตรายแต่ความเข้มข้นยังมีขีดจำกัด แต่พวก จอมเวททางการ ที่ข้ามขีดจำกัดไปแล้ว เปรียบเสมือนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เดินได้ อันตรายคนละระดับกันเลย
และชายหัวล้านยักษ์ใหญ่ที่ดูอารมณ์ดีตรงหน้านี้ คือ ว่าที่จอมเวท ที่กำลังจะก้าวข้ามประตูสู่ความเป็นจอมเวท แค่เข้าใกล้ กริมที่เป็นผู้ฝึกหัดเวทระดับต้นก็แทบจะทนรับรังสีจิตวิญญาณที่เขาแผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัวไม่ไหวแล้ว
หลังจากทักทายเควิน สายตาของ อาฟูหัวล้าน ก็มาหยุดที่กริม กวาดตามองแวบเดียว ใบหน้าเหลี่ยมที่เหมือนหล่อจากเหล็กกล้าก็ฉายแววสงสัย
“ทำไมเป็นแค่ผู้ฝึกหัดเวทระดับต้น? หรือว่าไอ้พวกมืดมนในใต้ดินมันกินซากศพจนเพี้ยนไปหมดแล้ว ถึงได้โดนเด็กเมื่อวานซืนจัดการได้? เฮ้ย เจ้า แบล็ควู้ด ไปลองเชิงมันหน่อยซิ!”
อาฟูหัวล้านดูท่าจะเป็นขาใหญ่ตัวจริงของค่ายนี้ สั่งการโดยไม่ถามความสมัครใจกริมสักคำ
“เฮ้ย พวกแกสองคนน่ะ กระโดดโลดเต้นในสนามมาตั้งนานไม่เหนื่อยรึไง! ลงมาได้แล้ว จะมีเกมใหม่ให้ดู!”
ไม่นาน ภายใต้คำสั่งของอาฟู ผู้ฝึกหัดเวทระดับสูงสองคนที่สู้กันจนเหงื่อท่วมและเต็มไปด้วยบาดแผลก็เดินลงจากสนาม ดูออกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาสู้กัน ต่างฝ่ายต่างรู้ไส้รู้พุงกันดี ถ้าไม่มีใครพลาดท่าเสียทีจริงๆ ก็ยากจะรู้ผลแพ้ชนะ
ยักษ์ใหญ่สายฟ้าที่เดินลงมาพร้อมรอยไหม้เกรียมจากการโดนไฟเผา ตะโกนถามเสียงดังอู้อี้ขณะให้คนช่วยรักษาแผล “ไอ้หนูระดับต้นนี่มาจากไหน? ลูกพี่ จะให้มันลงสนามนี่กะจะฆ่าแกงกันเลยรึไง! ตัวเล็กยังกับถั่วงอกแบบนี้ โดนอัดทีเดียวคงแบนติดพื้นแน่!”
อาฟูหัวล้านแหงนหน้าหัวเราะลั่นฟ้าสะเทือนดิน
“มาร์ค เอ็งอย่ามาทำปากดี! รู้มั้ยว่าไอ้เปี๊ยกนี่แหละที่ฆ่า ปีศาจสาวเถาวัลย์ ด้วยมือตัวเอง! ในพวกเอ็งระดับสูงเนี่ย มีใครกล้าตบอกรับประกันมั้ยว่าจะชนะนางได้?”
ได้ยินคำพูดของอาฟู ทุกคนที่กำลังงงเป็นไก่ตาแตกก็หันขวับมามองกริมเป็นตาเดียว สายตาเหมือนจะทะลุทะลวงดูไส้พุงเขาให้ได้
กริมอ้าปากจะอธิบาย แต่เควินตบไหล่เขาเบาๆ แล้วกระซิบข้างหูพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไอ้หนู จำใส่กะลาหัวไว้ ถ้าไม่อยากให้ใครรู้ความลับ คราวหน้าต้องทำลายวิญญาณศัตรูให้สิ้นซาก!”
กริมอ้าปากค้างอยู่นาน กว่าจะรู้ตัวว่าพลาดตรงไหน
บ้าเอ๊ย ศพของปีศาจสาวเถาวัลย์นั่นเอง
เขากับแมรี่แค่ฆ่านาง แต่ไม่ได้สูบหรือทำลายวิญญาณ พอส่งศพให้หอคอย พวกจอมเวทคงใช้วิธีส่องดูความทรงจำที่เหลืออยู่ในวิญญาณนาง จนรู้ความลับของเขาแน่ๆ
เวร! เอ้ย! ชิบ! หาย!
วินาทีนี้กริมอยากจะตบกบาลตัวเองแรงๆ โทษฐานสะเพร่า พร้อมกับรู้สึกสิ้นหวังกับเวทมนตร์พิสดารในโลกนี้ เวทมนตร์มีร้อยแปดพันเก้า ลูกเล่นแพรวพราวป้องกันยาก แผนการจะแอบอยู่หลังแมรี่แล้วกอบโกยเงียบๆ คงพังไม่เป็นท่า วันนี้ ที่นี่ เขาคงต้องโชว์ของบ้างแล้ว
ยังดีที่ความสามารถที่แท้จริงของเขา พวกนั้นไม่มีทางรู้หรอก สิ่งที่พวกมันคิดว่าเป็นความสามารถของเขา เป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น
เมื่อตัดสินใจได้ กริมก็เลิกคิดจะซ่อนเขี้ยวเล็บ รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“เอาสิ ในเมื่ออยากเห็นฝีมือผมนัก ก็ส่งคนของพวกคุณมาเลย! ให้เขาออกมาสิ ผมอยากรู้เหมือนกันว่าคู่ต่อสู้คือใคร?”
“เอ่อ… ขอโทษทีนะ… คู่ต่อสู้ของนายคือฉันเอง! ฉันชื่อ แบล็ควู้ด!”
เสียงแหบต่ำดังมาจากฝูงชน พร้อมการปรากฏตัวของผู้ฝึกหัดเวทชรา ร่างผอมแห้งหลังค่อม ถือไม้เท้าไม้มะเกลือยาว
ผิวหนังเหี่ยวย่นแตกแห้ง ร่างกายผอมจนหนังหุ้มกระดูก หน้าตาดูอำมหิตเย็นชา ผมเผ้ากระเซอะกระซิงสีเหลืองซีด มือเท้าดำสกปรก เล็บยาวงุ้มดำปี๋เหมือนกรงเล็บเหยี่ยว เขาแสยะยิ้มให้กริม เผยฟันเหลืองๆ ที่หักบิ่นไม่ครบปาก
ที่ยอดไม้เท้าในมือซ้าย แขวนพวงฟันและกะโหลกจิ๋วร้อยเป็นสร้อย พอลมพัดก็ดังกรุ๊งกริ๊งชวนขนลุก
ดูจากอายุ เขาเหมือนคนใกล้ลงโลงที่สภาพเหมือนโครงกระดูกเดินได้ แต่กริมกลับมองเขาตาค้าง สีหน้าเริ่มเคร่งเครียด
เจ้า แบล็ควู้ด นี่แม้จะมีคลื่นพลังจิตวิญญาณแค่ระดับผู้ฝึกหัดเวทระดับสูง แต่กริมกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายที่ชัดเจน ถ้าเดาไม่ผิด หมอนี่น่าจะเป็นพวกเชี่ยวชาญด้านพลังงานด้านลบ ไม่รู้ว่าเป็นพวกเล่นศพ หรือพวกใช้คำสาปกันแน่
คงต้องไปวัดกันในสนามประลองถึงจะรู้ฤทธิ์เดชที่แท้จริง!
“เหอะๆ ให้ผู้ฝึกหัดเวทระดับสูงมาสู้กับระดับต้นอย่างผม มันไม่ยุติธรรมไปหน่อยเหรอ? ในเมื่ออยากลองของ ก็ต้องมีค่าตอบแทนกันบ้าง ก่อนสู้เรามาวางเดิมพันกันหน่อยมั้ย!” กริมกอดอก ทำท่ามั่นใจเต็มเปี่ยม
“ไอ้หนู แกนี่มันอวดดีจริงๆ!” แบล็ควู้ดแสยะยิ้มเย็นอีกครั้ง “เดิมทีท่านอาฟูแค่อยากดูว่าแกจะทนมือทนตีนข้าได้นานแค่ไหน ทำไม หรือแกคิดว่าจะมีโอกาสชนะงั้นรึ? ฮีฮีฮี…”
“แล้วถ้าผมชนะล่ะ? กล้าวางเดิมพันกับผมมั้ย?” กริมรุกกลับทันที
“ทำไมจะไม่กล้า! เห็นแก่ความกล้าของแก ข้าให้ราคาต่อรอง 10 ต่อ 1 ไม่ว่าแกจะลงเท่าไหร่ ถ้าแกทำได้ ข้าจ่ายคืน 10 เท่า!” รอยยิ้มบนหน้ากะโหลกของแบล็ควู้ดดูน่าสยดสยองยิ่งกว่าผี
“มีใครอยากเล่นด้วยอีกมั้ย? งัดความกล้าของพวกคุณออกมาหน่อย!”
กริมตะโกนลั่น พร้อมโยนสมบัติทั้งหมดที่มีลงไป ถุงผ้าสีดำใบนั้น กับผลึกเวทมนตร์อีกเก้าก้อนที่เหลืออยู่
บรรยากาศในสนามลุกเป็นไฟทันที!